ลุ้นสร้างปาฏิหาริย์จากดินแดนแห่งสงคราม

ฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ 2019 ที่ประเทศยูเออีครบรอบขวบสัปดาห์อย่างรวดเร็ว โดยผ่านพ้นไปเพียงแค่ 7 วัน และการแข่งขันเพิ่งจะถึงครึ่งทางของรอบแบ่งกลุ่ม แต่ก็ได้ทีมที่ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายแน่นอนแล้วถึง3 ทีม คือ จอร์แดน, จีน และเกาหลีใต้

อย่างไรก็ตามยังเหลือการแข่งขันอีกหลายวัน บวกกับครั้งนี้เพิ่มจำนวนเป็น 24 ทีม ทำให้เกือบทุกทีมที่เหลือทั้งทีมเล็กทีมใหญ่ยังมีโอกาสที่จะเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไปจากใบเบิกทางที่ชื่อว่าชัยชนะเพียงแค่เกมเดียวเท่านั้น

หนึ่งในทีมที่น่าสนใจคือ “เยเมน”

ชาติเล็ก ๆ ในตะวันออกกลางซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรอาระเบียไม่ได้น่าสนใจที่สามารถผ่านรอบคัดเลือกเข้าร่วมการแข่งขันเอเชี่ยนคัพได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หรือมีอันดับฟีฟ่าแรงค์กิ้งที่ดี เพราะตอนนี้อยู่ที่ 135 หรือมีนักเตะคนใดมีที่ชื่อเสียงกระฉ่อนทั่วทั้งภูมิภาค เพราะไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว ….

ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาน่าสนใจกลับกลายเป็นฉากหลังในประเทศที่ต้องกล่ำกลืนกับภาพ “สงคราม” มากว่า 4 ขวบปี

เยเมนต้องเผชิญกับสภาวะสงครามกลางเมืองที่เป็นข่าวดังไปทั่วทั้งโลกไม่ใช่แค่ในภูมิภาคเอเชียเท่านั้น ซึ่งประทุขึ้นจากความขัดแย้งรุนแรงภายในประเทศ

องค์การสหประชาชาติเปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 6,800 คน บาดเจ็บอีกว่า 10,700 คน จากการต่อสู้ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีกว่า 85,000 คน อาจเสียชีวิตจากการขาดสารอาหารรุนแรง และประชากรอีกกว่า 14 ล้านคนมีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับภาวะอดอยากหิวโหย และโรคระบาด ถึงขนาดองค์การสหประชาชาติประกาศให้เป็นวิกฤติด้านมนุษยธรรมที่ร้ายแรงที่สุดในโลก รวมทั้งถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก

แน่นอนการเอาชีวิตรอดให้ได้ในสภาพเช่นนี้ต้องมาก่อนเรื่องอื่นใด ทำให้โลกของฟุตบอลในเยเมนถูกลดความสำคัญลงไป ไม่มีการแข่งขันฟุตบอลลีกภายในประเทศ สนามฟุตบอลหลายแห่งถูกทำลาย บางสโมสรต้องปิดตัวลงรวมทั้งที่ทำการสมาคมฟุตบอลก็ถูกทำลายด้วยระเบิดตั้งแต่ปี 2015

ด้านนักฟุตบอลหลายคนหาทางดิ้นรนออกไปเล่นฟุตบอลอาชีพนอกประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในลีกของกาตาร์ ทว่าก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังคงต้องอยู่ในเยเมน ที่โชคดีก็จะได้เล่นฟุตบอลในระดับทัวร์นาเมนท์ในท้องถิ่น รวมทั้งทำมาหากินด้วยอาชีพอื่นเพื่อหารายได้ เช่น ขับแท็กซี่  หรือทำงานในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือที่โชคร้ายก็อาจต้องเข้าสู่การต่อสู้ และมีบางคนต้องจบชีวิตลงในสงคราม…

แต่กระนั้นใช่ว่าพวกเขาจะละทิ้งโลกของฟุตบอลไปเสียทีเดียว เมื่อสมาคมฟุตบอลเยเมนยังมีความพยายามส่งทีมเข้าแข่งขันในทัวร์นาเมนท์สำคัญมาตลอดแม้จะมีภาวะสงคราม ตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย และที่สำคัญคือฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ 2019 รอบคัดเลือก ซึ่งแม้จะต้องลงเล่นเกมเหย้าบนแผ่นดินของชาติอื่น และมีอุปสรรคข้อจำกัดต่าง ๆ นานา มากมายหลายสิ่ง แต่เยเมนก็สามารถฝ่าฟันและผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ 2019 ได้

อย่างไรก็ดีด้วยสภาพภายในประเทศที่ยากลำบากเช่นนี้การจะเตรียมทีมฟุตบอลเพื่อเข้าแข่งขันในทัวร์นาเมนท์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก 

อีกทั้งอับราฮัม เมบราตู ผู้จัดการทีมคนก่อนชาวเอธิโอเปียที่คุ้นเคยกับทีมมานาน และพา เยเมน เข้าสู่รอบสุดท้ายเอเชี่ยนคัพ 2019 ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกก็โบกมือลาไปรับงานคุมทีมชาติบ้านเกิดแทนเมื่อช่วงกลางปี 2018 ทำให้ต้องมีการหาผู้จัดการทีมคนใหม่

แยน โคเชียน ผู้จัดการทีมชาวสโลวะเกีย วั ย60 ปีถูกดึงมารับหน้าที่แทนเมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อดีตผู้จัดการทีมชาติสโลวะเกียระหว่างปี 2006 – 2008 ต้องเจอสถานการณ์ที่ยากลำบากทันที เมื่อตามสัญญาเขาจะไม่ได้เข้าไปในประเทศเยเมน จึงแทบจะไม่รู้จักนักเตะของตัวเองเลย โดยนักเตะกว่าครึ่งทีมยังเล่นอยู่ในเยเมน ซึ่งไม่มีเกมฟุตบอลลีกแบบเป็นทางการมานาน  

นอกจากนั้นเกมอุ่นเครื่องยังถูกยกเลิกไปหลายเกมในช่วงเดือนธันวาคม ทำให้เยเมนมีเกมได้อุ่นเครื่องเพียงแค่ 2  เกมเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนเท่านั้น

แต่กุนซือวัย 60 ปีก็ทำงานอย่างเต็มที่ และยังเชื่อมั่นว่าลูกทีมของเขาจะทำผลงานได้ดี แม้จะมีเวลาเตรียมทีมไม่นาน และเป็นทีมม้านอกสายตาในกลุ่มที่มีเพื่อนร่วมสายอย่าง อิหร่าน, อิรัก และ เวียดนาม  

เนื่องจากนักเตะของเยเมนต้องการพิสูจน์ตัวเอง เพื่อโอกาสในการออกมาค้าแข้งในต่างแดน  โดยเฉพาะที่ยังอยู่ในประเทศ เพราะแน่นอนว่าทัวร์นาเมนท์ที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ย่อมเต็มไปด้วยแมวมองจากสโมสรต่าง ๆ มากกว่าพื้นที่สงครามในเยเมนที่ไม่มีใครอยากเข้าไป

อีกทั้งในใจลึก ๆ ของนักฟุตบอลเยเมนที่ต้องการทำผลงานให้ดีเพื่อสร้างความสุขเล็ก ๆ ให้กับเพื่อนร่วมชาติที่ต้องทนทุกข์กับสงครามมาเนิ่นนาน

ทว่าด้วยอุปสรรค และข้อจำกัดที่มีทั้งหมดรวมทั้งคุณภาพของผู้เล่น ทำให้เกมเปิดสนามของเยเมนเต็มไปด้วยความผิดพลาดจนถูกสอนเชิงด้วยยักษ์ใหญ่ของทวีปเอเชียอย่างอิหร่านไปด้วยสกอร์ 5 – 0

อย่างไรก็ตามแม้จะพ่ายแพ้แบบหมดท่า ทว่ากุนซือวัย 60 ปีกลับไม่ได้รู้สึกย่อท้อและถอดใจแต่อย่างใด

นอกจากนั้นยังให้ลูกทีมเรียนรู้ในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และมุ่งมั่นที่จะลงสนามในเกมต่อ ๆ ไป และเชื่อว่าเยเมนจะทำได้ดีกว่าเดิมในเกมที่จะพบกับอิรัก และเวียดนาม ด้วยกลยุทธ์ในการเล่นเกมรับที่รัดกุมมากขึ้น และอาศัยจังหวะโต้กลับที่มีประสิทธิภาพเล่นงานคู่ต่อสู้

น่าติดตามว่าเยเมนจะสามารถทำได้สำเร็จหรือไม่ ซึ่งถ้าหากพวกเขาสามารถทำได้จริงดังหวัง และสามารถทะลุเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายไปได้ ก็จะสามารถจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการฟุตบอลเอเชีย รวมทั้งช่วยสร้าง “รอยยิ้ม” ให้แก่ดินแดนที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของผู้คนจากภาวะสงครามอีกครั้ง

เป็นปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นจากดินแดนแห่งสงครามอย่างแท้จริง