น่าห่วงมากที่พูดว่า “ผมไม่ได้รับบอลคืนหลังที่ดี”

3 September 2018
942 VIEWS

ผมเคยเขียนถึง อลิสซง ไปแล้ว 1 ครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อน 26 ส.ค.หลังเกมเล่น “ลูกชิพ” มหัศจรรย์ในแมตช์ชนะไบร์ทตัน 1-0 ในหัวข้อ “อลิสซง ยังต้องพัฒนาอะไร?”

สรุปสั้น ๆ อีกทีนะครับ: 1.การสื่อสาร, 2.เทคนิคการออกบอลพื้นฐานด้วยเท้า (ลูกแป) และ 3.การออกบอลขั้นสูงด้วยเท้า (โลว์ไดฟ์ หรือฮาล์ฟวอลเลย์)

เกมดังกล่าวคนทั้งโลก รวมถึงเยอร์เก้น คลอปป์ เซ็งแซ่กันถึงจังหวะ “ชิพ” ข้ามหัว แอนโธนี น็อคคาร์ต จากลูกคืนหลังของ เวอร์จิล ฟาน ไดต์ ที่อลิสซง “ตัดสินใจ” ใช้ทักษะการเล่นดังกล่าว

แน่นอน คลอปป์ ไม่ได้ชอบ น้ำเสียงแอบมีห่วง และกังวล แม้จะเปรย ๆ ว่า เป็น “บราซิเลียน สไตล์”

ขณะที่มีแว่วเสียงสะท้อนมากมาย ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ แฟนบอลโรม่าคนนึงบอกว่า เดี๋ยวแฟนหงส์ก็ชิน ให้สบายใจได้ เพราะอลิสซง ทำแบบนี้ก็เห็นเอาตัวรอด หรือแก้ปัญหาได้ทุกครั้งไป

ครับ เข้าตำรา “ตดยังไม่ทันหายเหม็น” สิ่งที่ไม่มีใครอยากจะให้เกิดก็บังเกิดขึ้นในวันเสาร์ที่ผ่านมา ณ คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม

นายทวารมือ 1 ทีมชาติบราซิล รับบอลคืนหลังจาก VVD อีกแล้วครับท่าน และจับบอล รอจังหวะ มองสถานการณ์รอบตัวก่อนจะตัดสินใจเหมือนจะล็อคหลบอิกเฮียนาโช่ ด้วยท่า “ครอยฟ์เทิร์น”

ก่อนที่สุดท้าย ทุกคนจะทราบผลลัพธ์ว่า เป็นเช่นไร?

ผลกระทบมีมากขนาดไหน ทุกคนทราบดี ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ประมาณ 30 นาทีของเกมการแข่งขันที่สกอร์หดจาก 2-0 มานำแค่ 2-1

พูดกันเยอะครับ และมองกันในแง่บวกที่สุดได้ว่า พลาดนัดนี้ดีแล้ว และโชคดีที่ “ชนะ”

หรืออลิสซง คงจะได้ “บทเรียน” ไปอย่างรวดเร็ว เพียงนัดที่ 4 ของฤดูกาลด้วย “โทษทัณฑ์” ไม่ได้โหดร้ายเหมือนที่ ลอริส คาริอุส หรือซิมง มิโญเลต์ เคยประสบ

ปัญหาที่ผมมองไม่ได้อยู่เพียงแค่ความผิดพลาดครั้งนี้จะเป็น “บทเรียน” ไม่ให้อลิสซง กระทำอีก

หรือก่อนจะทำอะไร จะตัดสินใจอะไร ต้องคิดหน้าคิดหลังมากกว่านี้

แต่เป็นประโยคสัมภาษณ์หลังเกมของ อลิสซง เองนั่นแหละครับ

“มันเป็นการตัดสินใจที่แย่ ผมอ่านเกมผิดพลาด ผมไม่ได้รับบอล (คืนหลัง) ที่ดี เราได้คุยกันเรื่องนี้ในห้องแต่งตัว และผมก็ได้พูดกับเวอร์จิล มันไม่ใช่การผ่านบอลที่ดี แต่ผมก็สามารถเตะยาวทิ้งไปได้

“ผมต้องการเล่นบอล และเก็บบอลไว้กับตัว ตอนนี้ทุกคนคงได้ทำการวิเคราะห์จุดนี้ และผมคงไม่โง่ทำความผิดซ้ำอีก เราต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดของเรา

“ถ้าจำเป็น การเลี้ยงบอลจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทำ โชคไม่ดีว่าวันนี้ มันนำมาซึ่งการเสียประตู” อลิสซง กล่าวแบบนั้น

ครับ ในเชิงของ Technical Coach ผมห่วง “มุมมอง” อ่านผ่านคำตอบของผู้รักษาประตูวัย 25 ปี

ประการแรก และสำคัญมาก ๆ คือ บอลคืนหลังลูกนี้จาก ฟาน ไดต์ ไม่ใช่บอลที่ “แย่” หรือพูดหยาบ ๆ คือ เป็นบอลคืนประตูระดับ 7-8 คะแนนเต็ม 10

เพราะอะไร?

1.ฟาน ไดค์ เลือกส่งบอลด้วยน้ำหนักดีพอประมาณ ไม่ได้แรงไป และเบาไป คือ ให้อลิสซง มีเวลาได้เคลื่อนตัวไปเล่นกับฟุตบอลซึ่งอาจจะมีข้อเสียในข้อดี คือ ทำให้อลิสซง มีเวลาเพียงพอจะ “เลือกชอยส์” ในการเล่น

แทนที่จะไร้ทางเลือกแล้วต้องเตะทิ้งไปไกล ๆ

2.สำคัญที่สุด คือ “ทิศทาง” ลูกบอลจงใจให้ออกนอกกรอบประตู และไปทางตำแหน่ง “เท้าขวา” ข้างถนัดของอดีตโกล์โรม่า

จังหวะนี้ หากเป็นนักบอลที่ “อ่านเกม” เป็น และมีทักษะที่ดีพอ อลิสซง ต้องเห็นว่า อิกเฮียนาโช่ กำลังพุ่งมาเพรสซิ่งตัวเค้า

การพุ่งมาเพรสซิ่งก็เป็นเพราะตัวเค้าเองนั่นแหละที่พยายามจะเล่นบอล ครองบอล “ด้วยเท้า” ทุกครั้ง!

หรือคือ ไม่ใช่สิ่งสุดท้ายที่คิดจะทำแล้ว เพราะเหมือนเป็น “สิ่งแรก” มากกว่า

3.สถานการณ์แบบนี้ ผมเคยเขียนไป 2 ซีซั่นก่อนถึง เคลาดิโอ บราโว่ ที่ตอนนั้นเป็นมือ 1 แมนฯซิตี้

บราโว่ ก็เช่นกัน พยายามจะเล่นบอล ครองบอล ผ่านบอล “ด้วยเท้า” ทุกครั้ง!

เป็นแบบนั้น คู่แข่งโดยเฉพาะกองหน้าที่ยังไง ๆ ก็ฉลาดกว่า ทักษะ และเซนส์บอลดีกว่า จะได้กลิ่น “คาวเลือด” และคอยจะจ้องเล่นงาน หรือรอการ indirect pressing

Indirect Pressing ผู้รักษาประตู แปลว่า กองหน้า หรือผู้เล่นแนวรุกฝ่ายตรงข้ามจะบีบเข้าประกบทุกคนฝ่ายเราที่จะรับบอลยกเว้นผู้รักษาประตู หรือเสมือนกดดันให้เหลือแต่นายทวาร “ว่าง” รับบอล

ยามบอลเปิดไปให้คนอื่น ๆ ก็จะตามแค่บีบมุม บังคับมุมการเล่น เพื่อให้ไปในทิศที่ต้องการ (ในที่นี้ คือ คืนกลับผู้รักษาประตู) ครั้น บอลเปิดกลับไปผู้รักษาประตูจริง ๆ การเพรสซิ่งจะทำหนักหน่วงทันที

บราโว่ ไม่รอด และหลายครั้งจะโดนไม่ต่างอะไรกับ ควอเตอร์แบ็คโดน Sack

ทั้งนี้ หากบราโว่ เลือกชอยส์ในการเล่นว่า เตะจังหวะแรกโดยไม่จับบอล, เตะบอลยาวบ้าง เช่น ไปที่ว่างด้านหน้า หรือไปพื้นที่ด้านข้าง คู่แข่งก็จะเดาทางยาก และอาจไม่ไล่ล่า

แต่นี่ คู่แข่งจะรู้ว่า บราโว่ จะเล่นอะไร ไม่ต่างอะไรกับอลิสซง ในตอนนี้

คลอปป์ ยังพูดได้น่าสนใจว่า ลูกทีมมีโอกาส “เคลียร์บอล” ก่อนหน้านี้ 2-3 จังหวะ แต่ไม่ได้ทำกระทั่งต้องคืนหลัง และต่อไปต้องลดเปอร์เซนต์การส่งบอลคืนกลับหลังให้ อลิสซง

4.แม้จะตัดสินใจ “ใช้เท้า” การเลือกจะใช้เทคนิค “ครอยฟ์เทิร์น” หรือล็อคกลับมากลางประตู และบอดี้บาลานซ์ยังไม่ดี เพราะหลังจากบอลติดเท้าในจังหวะแรก เจ้าตัวกลับหมุน 360 องศาหาทางออก

วิธีการดังกล่าวยังไงก็ไม่ใช่ เพราะนักเตะที่ดีจะรู้ว่า บอลอยู่ตรงไหน (โดยไม่ต้องมอง) และไม่จำเป็นต้องหมุนตัวรอบทิศแบบนั้น แค่ใช้ลำตัว “บังบอล” เอาไว้แล้วเล่นต่อก็ได้

หรือถูกต้องที่สุด หากจะเลี้ยงบอล คือ แตะบอลออกไปริมเส้นข้าง ซึ่งเป็นพื้นที่ว่างมากกว่า และห่างจากปากประตูมากกว่าแล้วค่อยเล่นต่อ หาใช้ล็อกกลับมาหน้าปากประตูตัวเอง

เหนือสิ่งอื่นใด อลิสซง ต้องมองสถานการณ์รอบตัว และเห็นอิกเฮียนาโช่ วิ่งมาแล้วก็ควรเคลียร์ออกไปด้วยเท้าข้างถนัดทันที จังหวะแรก เพราะเวลามีเหลือเยอะแยะ

สุดท้าย คือ การสื่อสาร หรือ communication เหมือนที่ อลิสซง บอกว่าได้คุยตอนจบเกมกับ VVD นั่นแหละ

ลูกนี้ ผู้รักษาประตู หรือ VVD ควรต้องรู้กัน หรือชี้มือบ่งบอกทิศทางบอลที่จะส่งคืนหลัง หรือให้เสียงกันก่อนได้

ไม่นับที่เหล่ากองหลังลิเวอร์พูลก็ต้องเคลื่อนที่มากกว่านี้หลังคืนหลังแล้ว ไม่ใช่คิดว่า โกล์ตัวเองเก่งเล่นเท้าได้ดี ส่งแล้วส่งเลย ไม่เคลื่อนที่ ภาระหนักก็จะตกกับอลิสซงมากขึ้น

ดังนั้น เหตุการณ์การเสีย “ประตูแรก” ในพรีเมียร์ลีกครั้งนี้จะแค่ “ยอมรับ” และให้คำมั่นด้วยวาจาว่าจะเก็บเป็น “บทเรียน” เพียงเท่านั้นไม่ได้

เพราะปัญหาในการตัดสินใจครั้งนี้ของ อลิสซง มัน “หยั่งรากลึก” มากกว่าที่คิดครับ