วิเคราะห์สถานการณ์ “ลิขสิทธิ์” การถ่ายทอด ฟุตบอลโลก 2018

3 July 2018
151 VIEWS

ผ่านทะลุเข้าสู่วันที่19 จนทราบ 6จาก 8 ทีมรอบควอเตอร์ไฟนอลกันแล้วสำหรับ “ฟุตบอลโลก 2018” ประเทศรัสเซียที่ “ความมันส์” ดูเหมือนจะถูกอกถูกใจพระเดชพระคุณ (ข้อมูล ณ 3 ก.ค.2561)

ทั้งใน และนอกสนามที่แผ่บริเวณไปทั่วโลก

ซึ่ง “ประเทศไทย” ก็มีดีกรีความสนุก ร้อนแรง ไม่แพ้ใคร…หากไม่ได้มากกว่า!

โดยนับจากวันแรกของการออกอากาศ 14มิ.ย.ผ่าน 3 ช่องทางหลัก: ททบ.5, อมรินทร์ ทีวี เอชดี และทรูโฟร์ยู ในระบบ “ฟรี ดิจิตอล ทีวี”

รวมถึงแบบบอกรับสมาชิก “ทรู วิชั่นส์” ทั้งช่อง Full HD ทรูสปอร์ต HD2, 3 และช่องทรูวิชั่นส์ 4K

ทุกอย่าง ดูราบรื่นดี กับฟุตบอลโลกไม่มี “โฆษณา” ระหว่างเกม และมีรูปแบบการผลิตรายการตรงตามมาตรฐานโลกอันเป็นฟอร์แมตการถ่ายทอดสดฟุตบอล

“สตูดิโอ” ออกแบบด้วยธีมบอลโลกรัสเซียพร้อมการวิเคราะห์เกมแข่งขันก่อน ระหว่าง และหลังเกมโดย “กูรู” และพิธีกรที่ถือว่า มีชื่อเสียง และทรงคุณวุฒิของบ้านเรา

ฟุตบอลแต่ละแมตช์ก็บรรยาย 2 คน แม้จะยังไม่ถึงวันที่ “เสียง 2” บ้านเราจะเป็นอดีตนักเตะ, โค้ช หรือผู้สันทัดกรณีจริง ๆ มาร่วมบรรยายก็ตาม

ประเด็นอาจจะมีบ้างก็ตรงวันเปิดสนาม ที่ทุกช่องถ่ายทอดสดแบบได้ดูอะไรเหมือน ๆ กันตั้งแต่ทีมงานบรรยายเกม, สตูดิโอ ยันโฆษณา (วันต่อ ๆ มาก็ออกอากาศตาม “คิว”)

หรือจะมีเหมือนกันที่พูดถึงการตัดภาพออกเร็วไม่ได้ชม “บรรยากาศ” หลังเกมที่คอกีฬาพันธุ์แท้ชื่นชอบไม่ต่างกับคอหนังที่ต้องรอชมจน End Credits ท้ายเรื่องจบลงพร้อม ๆ กับเพลงประกอบภาพยนต์

นอกนั้น ถือว่าไม่ได้มี “ประเด็น” ดราม่าใด ๆ มากมายผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมรับสัญญาณภาพในแต่ละครัวเรือน

อย่างไรก็ดี โลกทุกวันไม่ได้ “จำกัด” การรับชมอยู่เพียงแค่บนจอทีวี แต่มีแพลทฟอร์มออนไลน์ด้วยเช่นกัน

โดยเจ้าของลิขสิทธิ์การชมออนไลน์ (ผ่านทางอินเตอร์เน็ต) คือ แอพพลิเคชั่น “ทรูไอดี” ของ “กลุ่มทรู” ที่ล่าสุดช่องทางการสื่อสารนี้กำลังมีประเด็นขึ้นมาพร้อม “คำถาม” ที่ต้องการ “คำตอบ” ไม่เพียงแค่เพื่อความชัดเจน

แต่เป็นเพื่อ “ความถูกต้อง”

 

ที่มาที่ไป

เรื่องเกิดขึ้นราว ๆ มื้อเย็น 28 มิ.ย.ที่ “เอไอเอส” แจ้งขออภัยลูกค้าที่ใช้ AIS Play และ AIS Play Box กับความจำเป็นต้องระงับการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกที่ฉายมาตลอดประมาณ2 สัปดาห์

ที่มาที่ไปปรากฎจาก “ทรู” ได้ยื่นฟ้องศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศกลางให้“เอไอเอส” ยุติการถ่ายทอดสัญญาณบอลโลกผ่าน AIS Play (ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น)

ก่อนที่ “เอไอเอส” จะประการแจ้งหยุดการเผยแพร่ฟุตบอลโลก 2018 ผ่านทั้ง2 ช่องทางของตนเอง: AIS Play และ และ AIS Play Box (กล่องรับสัญญาณผ่านไฟเบอร์ออพติกสู่หน้าจอโทรทัศน์)

งานนี้ส่งผลต่อลูกค้าทั้ง2 บริการของ “เอไอเอส” ที่ตามข้อมูลโดยpositioningmag.com แจ้งว่า  AIS Play มีสมาชิกราว ๆ 5ล้าน ขณะที่ AIS Play Box ประมาณ 4 แสนราย ไม่สามารถรับชมฟุตบอลโลกได้

นั่นคือ “มูลเหตุ” เบื้องต้นการระงับสัญญาณบอลโลกด้วยตัวเองของ “เอไอเอส” ผ่าน 2 ช่องทางที่ตัวเองถืออยู่

 

            เสียงสะท้อนจาก “เอไอเอส”

“เอไอเอส” ตีความข้อกำหนด Must Carry โดยระบุว่า การออกอากาศที่ผ่านมา เป็นหน้าที่ที่บริษัทต้องปฏิบัติตามตามประกาศ กสทช.เรื่องหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป (ประกาศ Must Carry) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับชมรายการโทรทัศน์ที่มีการออกอากาศทั่วไป (Free TV)ได้โดยตรงอย่างต่อเนื่อง และไม่มีการเปลี่ยนแปลงทำซ้ำดัดแปลงผังรายการหรือเนื้อหารายการเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้สามารถเข้าถึงข้อมูลอย่างเท่าเทียม และทั่วถึงในทุกช่องทาง

แต่มีความจำเป็นต้องยุติการออกอากาศการแข่งขันฟุตบอลโลก2018 ตั้งแต่วันที่ 28มิถุนายน 2561 เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป เนื่องจากศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำสั่งให้บริษัทยุติการเผยแพร่รายการดังกล่าวตามที่บริษัท “ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด” ได้ร้องขอต่อศาลไว้

ทั้งนี้ในการประกาศ “เอไอเอส” ไม่ได้แจ้งถึงเหตุผลในการระงับการถ่ายทอดพร้อมกันทั้ง AIS Play และ AIS Play Box ซึ่งหัวข้อถัดไปจะมีคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ลิขสิทธิ์” และการตีความข้อกำหนด “Must Carry” จากทางฝั่ง “ทรู”

 

            เสียงสะท้อนจากกลุ่ม “ทรู”

“ทรู วิชั่นส์” ในฐานะตัวแทน “กลุ่มทรู” ไม่รอช้า ชี้แจงตามมาทันทีว่า AIS Play ได้นำสิทธิการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก ผ่านมือถือ โดยไม่เคยได้รับอนุญาตจากทาง FIFAล่วงหน้า และไม่เคยดำเนินการแจ้งขอผ่าน “ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป” ในฐานะผู้ดูแลลิขสิทธิ์ในประเทศไทยที่จะต้องดูแลให้เป็นไปตามกติกาข้อกำหนดของFIFA

“ทรู วิชั่นส์” จึงดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่26 มิถุนายน 2561ให้ AIS ยุติแพร่ภาพให้ผู้ชมที่ใช้แอพพลิเคชั่น AIS PLAY เพราะเกรงว่ากระทบกระเทือนต่อสิทธิ์ของ “ทรู วิชั่นส์” โดยตรง และสุ่มเสี่ยงต่อการที่สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ (FIFA)อาจบอกเลิกสัญญากับ “ทรู วิชั่นส์” อันจะส่งผลตามมาให้ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศจะไม่สามารถรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย2018 ได้อีกต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า “เอไอเอส” จึงได้ขออุทธรณ์ที่ศาลฯให้มีการไต่สวนในเรื่องนี้โดยทันที แต่ศาลฯไม่รับการไต่สวน หรืออุทธรณ์ และมีคำสั่งคุ้มครองให้ “กลุ่มทรู” โดยมีผลภายใน 48 ชั่วโมง

จนเป็นที่มาของการประกาศแจ้งลูกค้าของ “เอไอเอส” ตั้งแต่ 28 มิ.ย.เป็นต้นไป

 

            “ลิขสิทธิ์” และการตีความ Must Carry

วกมาที่สิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก2018

ล่าสุดเท่าที่สืบข้อมูลมาได้ “ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป” ได้ออกชี้แจงอีกครั้งในวันที่ 28 มิ.ย.2561 กรณี  AIS Play ได้นำสิทธิการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

ข้อความส่วนหนึ่งมีดังนี้:

“ตามที่AIS Play ได้นำสิทธิการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ผ่านมือถือไปใช้ โดยไม่เคยได้รับอนุญาตจากทางFIFA ล่วงหน้า และไม่เคยดำเนินการแจ้งขอผ่าน “ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป” ซึ่งเป็นตัวกลางในการดูแลลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในประเทศไทยให้ขออนุญาตจากFIFA เพื่อถ่ายทอดสดผ่านแอพพลิเคชั่น AIS Play บนมือถือนั้น   จึงเป็นความรับผิดชอบของ “ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป” ในฐานะผู้ดูแลลิขสิทธิ์ในประเทศไทย ที่จะต้องดูแลให้เป็นไปตามกติกาข้อกำหนดของFIFA  เพื่อปกป้องชื่อเสียงของประเทศไทยจากการฟ้องร้องทางลิขสิทธิ์

“ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป” จึงได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2561 ศาลได้มีคำสั่งให้บริษัท ไมโม่เทค จำกัด และบริษัท ซุปเปอร์ บรอดแบนด์ เน็ทเวอร์ค จำกัด (“บริษัทในเครือ AIS”) ดำเนินการแจ้งการยุติแพร่ภาพให้ผู้ชมที่ใช้แอพพลิเคชั่นAIS PLAY ทราบผ่านแอพพลิเคชั่น AIS PLAY ภายในเวลาที่ศาลกำหนด

และเมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว บริษัทในเครือ AIS ยุติการนำสัญญาณการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2018 ของ “ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป” เข้าสู่ระบบการเผยแพร่ผ่านแอพพลิเคชั่น AIS Play หรือแอพพลิเคชั่นอื่นใดของบริษัทในเครือAIS ในทันทีต่อไป โดยถือว่าบริษัทในเครือ AIS นำงานแพร่เสียงแพร่ภาพที่ “ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป” ได้รับลิขสิทธิ์ และมีลิขสิทธิ์มาเผยแพร่ต่อสาธารณะชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก “ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป” อันเป็นการดำเนินการที่กระทบกระเทือนต่อสิทธิ์ของ “ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป” โดยตรง และสุ่มเสี่ยงต่อการที่สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ (“FIFA”) อาจบอกเลิกสัญญากับ “ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป” จึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายในลักษณะที่ไม่อาจชดใช้ด้วยเงิน หรือทดแทนด้วยสิ่งอื่นใด”

โดยจะเห็นได้ว่า “ทรู วิชั่นส์” มีความพยายามสื่อสารในประเด็น “ลิขสิทธิ์” เป็นหลักดังที่ไม่ได้พูดถึงการออกอากาศผ่านAIS Play Box ซึ่งกระทำได้ตามข้อกำหนดMust Carry แม้แต่น้อย

แต่เน้นที่ “ลิขสิทธิ์” ซึ่งหมายถึงแอพพลิเคชั่น AIS Play เท่านั้น

เพราะในทุกแพลตฟอร์ม “ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป” เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และด้วยกฎ Must Have (7 คอนเทนท์กีฬาที่ประชาชนต้องได้ดูผ่านฟรีทีวี) ททบ.5., อัมรินทร์ ทีวี และทรูโฟร์ยู จึงได้สิทธิ์นั้นจากการจับมือร่วมกันเป็น “พันธมิตร” บอลโลกหนนี้

ขณะที่แพลตฟอร์มออนไลน์ คือ “ทรู ไอดี”

ส่วนการออกอากาศตามหลักการ Must Carry ก็ต้องดำเนินการตามที่ กสทช.กำหนดผ่านทุกแพลตฟอร์มทั้งภาคพื้นดิน, ดาวเทียม และเคเบิ้ล

การดูผ่าน แอพพลิเคชั่น ผ่านอุปกรณ์สื่อสารส่วนตัวจึงไม่น่าจะ “ครอบคลุม” อยู่ในกฎ Must Carry ที่เกิดขึ้นเพราะ กสทช.ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ “ทีวีจอดำ”

ไม่ใช่ “มือถือจอดำ”

จุดนี้ยังไม่นับรวมเรื่อง “ลิขสิทธิ์” ซึ่งประเด็นนี้น่าจะชัดเจนว่า เจ้าของลิขสิทธิ์ “ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป” ทำตามหน้าที่ทั้งการนำมาออกอากาศ และการปกป้องการละเมิดการใช้สิทธิ์แบบไม่ถูกต้องในราชอาณาจักรไทย

การคุ้มครองแทบจะทันทีโดยศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศกลาง ก็น่าจะเป็น “คำตอบ” ที่ชัดเจนอย่างน้อยใน “ระดับหนึ่ง” ถึงความถูกต้องในเรื่องนี้

 

            ขยายประเด็นรับชมผ่าน AIS Play และ AIS Play Box

จะเห็นได้ว่า ทั้งประกาศจาก “เอไอเอส” เอง หรือจาก “กลุ่มทรู” โดยตัวแทนซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ (“ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป”) ไม่ได้ระบุ หรือมีการตีความว่าAIS Play Box กระทำการผิดข้อกำหนด “Must Carry” ตามที่ทราบกันดีกว่า กล่องสัญญาไฟเบอร์ออพติค มีโปรดักต์สุดท้าย คือ “โทรทัศน์” บ้าน

เพราะยังไง “ทีวีจอดำ” ก็เกิดขึ้นไม่ได้!

ดังนั้นจึงน่าจะเข้าใจตรงกันว่า การร้องขอต่อศาลฯ ของ “กลุ่มทรู” เป็นเพียงปกป้องลิขสิทธิ์ผ่านการรับชมทางออนไลน์ผ่านอุปกรณ์สื่อสารพกพาพวก สมาร์ตโฟน, แท็บเล็ต, แล็ปท็อป ฯลฯ ผ่านแอพพลิเคชั่น หรือเว็ปไซต์

เพราะลิขสิทธิ์ดังกล่าวเป็นของ “ทรู ไอดี”www.trueid.net และทางแอปพลิเคชันTrueID ของ “กลุ่มทรู” และไม่ได้ถูกครอบคลุมด้วยกฎ Must Carry

นอกจากนี้ตามข้อกำหนดของ กสทช. เรื่อง “มัสต์แคร์รี่” ก็ไม่ได้มีข้อจำกัดสิทธิของผู้มีสิทธิในรายการที่มีลิขสิทธิ์แต่อย่างใด

แต่วิธีการ หรือช่องทางการเผยแพร่นั้น ผู้ที่มีสิทธิ์ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย และมีหน้าที่ต้องตรวจสอบ และควบคุมการออกอากาศให้ถูกต้อง และต้องดูแลสัญญาณการออกอากาศเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น

ตามระเบียบข้อบังคับจาก “ฟีฟ่า”

ในมุมนี้ จึงเป็นหน้าที่การร้องต่อศาลฯ โดยบริษัท “ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป” ซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก จาก สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ FIFA อย่างเป็นทางการ ผ่าน 3 ช่อง ทีวีดิจิตอล ได้แก่ ช่อง 5, อมรินทร์ทีวี เอชดี และ ทรูโฟร์ยู เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศรับชมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งระบบจานดาวเทียม, เคเบิ้ล และไอพีทีวี จึงเกิดขึ้น

ลูกค้า AIS Play Boxจึงอยู่ในข่ายนี้ และไม่จำเป็นที่ “เอไอเอส” ต้องปิดสัญญาณถ่ายทอดให้ “ทีวีจอดำ”

ทว่า ลูกค้า AIS Play (หรือผู้ให้บริการอีกหลายรายก่อนหน้านี้ก็ระงับการถ่ายทอดไปก่อนแล้ว) อยู่นอกกฎเกณฑ์ “Must Carry” ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศกลาง สั่งระงับการออกอากาศผ่าน AIS Play (เท่านั้น – ไม่รวม AIS Play Box) ภายใน 48 ชั่วโมง

ขณะที่ลูกค้าทุกท่านในประเทศไทยที่จะชมบอลโลก2018 ทางออนไลน์ผ่าน แอพพลิเคชั่นไม่ว่าจะใช้เครือข่ายโทรศัพท์ใด (รวมถึง “เอไอเอส”) จะไม่มีปัญหาในการชมฟุตบอลโลก2018 ผ่าน “ทรู ไอดี” เจ้าของลิขสิทธิ์ช่องทางนี้ที่ถูกต้อง

ทุกคู่ฟรี! โดยไม่มีเงื่อนไข และข้อจำกัดใด ๆ

 

อ้างอิง:

https://positioningmag.com/1176572

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/806176

https://www.prachachat.net/ict/news-181906

https://www.thairath.co.th/content/1321502

https://www.tvdigitalwatch.com/news-true-aisplay-wc-2018/

http://xn--82cxef7ei9bzcbfb.xn--o3cw4h/must-carry-must-have-non-exclusive-list-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3

https://www.facebook.com/beartai/posts/2020126451353758