ชัยชนะเหนือแมนฯซิตี้

10 December 2018
647 VIEWS

ผมตั้ง “หัวเรื่อง” แบบมีความหมายนะครับ เพราะชื่อเรื่องลักษณะเดียวกันนี้สามารถตั้งชื่อได้อีกอย่างน้อย 2 ชื่อ: 1.ชัยชนะของเชลซี หรือ 2.ความพ่ายแพ้ของซิตี้

แต่ผมเลือกชื่อ “ชัยชนะเหนือแมนฯซิตี้” เพราะมันคือ การที่ 1 ในทีมหัวตารางอย่าง เชลซี สามารถ “ยัดเยียด” ความปราชัยนัดแรกแห่งฤดูกาลในลีกให้กับ “แชมป์เก่า” ของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ได้สำเร็จในเกมที่ 16 ของฤดูกาล

เพราะหาก “เฉลี่ย” จากการแพ้ทั้งซีซั่นแค่ 2 เกมในปีก่อน การพ่าย ณ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ก่อนนัดสุดท้ายของครึ่งฤดูกาลแรก 3 นัดถือว่ามาในเวลาที่ “เหมาะสม”

มันสร้าง “แรงกระพือ” ในภาพรวมให้เห็น, สัมผัส และรู้สึกได้ว่า แมนฯซิตี้ “แพ้ได้”, แพ้เป็น และไม่ได้เป็นอมตะแต่อย่างใด

ทว่าพวกเค้าจะทำได้ดีกว่า ชนะ 32 เสมอ 4 แพ้ 2 เก็บได้ 100 คะแนนอันเป็น benchmark จากซีซั่น 2017/18 หรือไม่ยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม

แต่ที่ไม่ต้องตามติดใด ๆ คือ ความ “เรียบง่าย” ในชัยชนะของเชลซี ภายใต้การโค้ชอง เมาริซิโอ ซาร์รี ที่ไม่ได้ทำอะไรพิเศษพิสดาร ตีลังกากลับหลัง 18 ตลบควงด้วยเกลียวอีก 8 รอบแต่อย่างใด

เชลซีเอาชนะได้ด้วย “ใจ” และทีมสปิริต ส่งผ่านนักเตะอย่าง เอนโกโล กองเต้ ที่พลาดไปทั่วสนาม และยิงประตูแรก “ปลดล็อก” ให้เจ้าถิ่นกลับสู่เกมได้

ความ “ขยัน” มุ่งมั่น และ “สมาธิ” จดจ่อต่อเกมตลอด 90 นาทีอันแสดงให้เห็นอีกครั้งว่า หากเชลซี “ตั้งใจ” แบบนี้

ทีมนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับทีมเต็มเปี่ยมด้วย “ศักยภาพ” แชมป์เหมือนที่ อันโตนิโอ คอนเต้ พาเถลิงบัลลังก์ หรือโจเซ่ มูรินโญ่ ทำได้คำรบ 2 ของการคืนรัง

แต่หาก “เฉื่อย” ใจไม่มา ช็อตดื้อ ๆ พวกเค้าก็ไม่ต่างอะไรกับทีมที่ทำให้มูรินโญ่ โดนไล่ออก และคอนเต้อยู่ไม่ได้

หรือเหมือนที่แพ้ สเปอร์ส พร้อมภาพน่ารังเกียจ เช่น ดาวิด ลุยซ์ “หลบบอล” แบบไม่มี “นัยยะ”

ผิดกับเกมนี้ที่นักเตะคนเดียวกัน แสดงให้โลกได้เห็นว่า ในวันที่ “มุ่งมั่น” ไม่โชว์ออฟ หรือเว่อร์วังมากไปกว่าหน้าที่หลักของการเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟ

ลุยซ์ คือ หนึ่งในเซนเตอร์ฮาล์ฟที่ดีที่สุดในโลกอย่างไม่ต้องสงสัย และมีส่วนสำคัญทั้ง 2 ประตูในเกมนี้ที่เป็น “แท็คติกส์” เรียบง่าย (3 ประการ) อย่างที่ผมได้เรียนไว้ และ “ทุกทีม” สามารถนำไปใช้ได้ในการต่อกรกับแมนฯซิตี้

1.การทำลาย “เพรสซิ่ง” แดนบน และแพ็คแน่นแดนกลางของซิตี้ ทำได้โดยบอลยาวจากหลังข้ามแดนกลางตรงไปที่ว่างในแดนหน้า (หรือ final third)

ก็ในเมื่อ “ต่อบอล” ครองบอลคงสู้ไม่ได้ และอาจโดนเพรสจนเสียการครองบอล ลุยซ์ สาดยาวกึ่ง ๆ บอลทแยงมุม (diagonal ball – อันเป็นความสามารถที่โดดเด่นของเจ้าตัว) ไปริมเส้นด้านขวาให้เปโดรที่ส่งต่อให้วิลเลียน ก่อนจังหวะจะพาไปที่อาซาร์ซึ่งไหลเข้ากลางที่ว่างให้กองเต้เติมมายิงเสียบตาข่ายอันน่าจะเป็นโอกาสแรกของเชลซีในเกมนี้ที่ต้องรอถึงนาทีที่ 46

จากนั้น เชลซีก็ไม่เกรงกลัว และมีครึ่งเวลาหลังที่ยอดเยี่ยมหลังจากครึ่งแรกสถานการณ์ตกเป็นรองแมนฯซิตี้โดยตลอด

2.ประตูที่สองจากคอร์เนอร์ไม่มีอะไรมากไปกว่า ทุกทีม “ต้องเน้น” สุด ๆ และเตรียมตัวให้ดีกับลูกเซ็ตเพลย์ทุกชนิดกับแมนฯซิตี้ เพราะนั่นคือ “โอกาส” จะได้ประตูจากทีมที่แทบไม่เปิดโอกาสให้ใครจาก open play

มากกว่านั้น คือ ส่วนสูงเฉลี่ยของซิตี้ไม่ได้สูงมากนัก และการที่ลุยซ์ เอาชนะลูกโหม่งในกรอบ 6 หลาได้จึงถือเป็นคำตอบ และควรเป็น “แสงสว่าง” ให้กับทุกทีม

3.นอกนั้น คือ วินัยเกมรับดี ๆ และโต้เร็วโดยให้กองหน้าที่เกมนี้ ซาร์รี ไม่ได้ใช้ทั้ง โมราต้า และชิรูด์ด้วยซ้ำ (ชิรูด์ ลงมานาทีที่ 90) แต่เลือกใช้ให้ อาซาร์, เปโดร และวิลเลียน เฉพาะอย่างยิ่ง อาซาร์ “ส่ายตัว” หาที่ว่างในแนวรับซิตี้เก็บบอลยาวไดเร็กต์ และให้แดนกลางพยายามสู้ บี้ และเก็บบอลจังหวะสอง หรือไม่ปล่อยพื้นที่ กับเวลาให้นักเตะเรือใบสีฟ้า

ครับ “คาถา” 3 ข้อนี้เท่านั้นครับ และในวันที่อะไรเป็นใจบ้าง แมนฯซิตี้ ก็จะไม่ใช่ทีมที่แพ้ไม่เป็นอีกต่อไป