หงส์ทิ้งยุโรป +เรือสละพรีเมียร์ =?

20 September 2018
2,707 VIEWS

ก่อนแชมเปี้ยนส์ ลีก ตัดริบบิ้นเปิดงานรอบแบ่งกลุ่ม มีทฤษฎีสมคบคิดว่าสองตัวแทนจากฝั่งอังกฤษ อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับลิเวอร์พูล น่าจะแบ่งเค้กกันให้ลงตัว เพื่อโอกาส “วิน-วิน” ทั้่งคู่

ทฤษฎีที่ว่า คือเรือใบสีฟ้าใส่เต็มที่ เกหมดหน้าตักกับการไล่ล่าแชมป์ใหญ่ของยุโรป ที่จะถือเป็นครั้่งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

ว่ากันว่าโอกาสดีงามพระรามแปดแบบนี้ ไม่ได้เวียนมาบ่อย ๆ กองทัพของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า กำลังพีก  และที่สำคัญ พวกเขาต้องการก้าวข้ามจากแชมป์พรีเมียร์ ลีก สู่ความเป็นสุดยอดของทวีป

อีกหนึ่งทฤษฎีที่ล้อกันไปเป็นคู่ขนาน คือทีมหงส์แดงหันมาโฟกัส ให้ความสำคัญกับพรีเมียร์ ลีก เป็นลำดับแรก

ด้วยเหตุผลเดียวกัน โอกาสเยี่ยงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกปี ลิเวอร์พูล ไม่เคยสัมผัสความรู้สึกของการเป็นแชมป์ลีกสูงสุดจนเข้าสู่ปีที่ 29 มันเป็นระยะเวลาที่นานมาก นานกระทั่งไม่สามารถปล่อยโอกาสหลุดมือไปเด็ดขาด

ถามว่าฤดูกาลหน้า ทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ จะแกร่งกว่านี้ เท่าเดิม หรือด้อยลง ไม่มีใตรตอบได้ นั่นคืออนาคต แต่ปัจจุบัน พวกเขาถูกมองว่าดีพอจะเป็นแชมป์ และผลงานออกสตาร์ตชนะ 5 นัดรวด ย่อมตอกหมุดความมั่นใจให้หนักแน่นขึ้น

อย่างน้อยก็มีลุ้นเบียดได้ยาว ๆ ถึงโค้งสุดท้ายปลายซีซั่น

เพราะเป้าหมายที่ดูเหมือนจะอยู่คนละเวทีระหว่างแมนฯ ซิตี้ กับลิเวอร์พูล ใครบางคนจึงเขียนทฤษฎีว่าถ้างั้น เรือก็ควรสละพรีเมียร์ ลีก และหงส์แดงยอมทิ้งเกมยุโรป

แน่นอนว่ามันมาพร้อมเสียงด่าไล่หลังของกองเชียร์ทั้่งสองฝั่ง แกรี่ เนวิลล์ แทบต้องเลิกเล่นโซเชียลไปสักพักหลังจากโดนเด็กหงส์ตามราวีถล่ม โทษฐานดันแสดงความเห็นว่าลิเวอร์พูล น่าจะไปโฟกัสล่าแชมป์ลีก มากกว่าความพยายามจับปลาสองมือ

ในมุมหนึ่ง ผมเข้าใจคล็อปป์ ที่ถามเนวิลล์ กลับไปว่า “แล้วจะให้ทำอย่างไร ? ส่งเด็กลงเล่น ? แกล้งแพ้เกมยุโรป ? ไม่ต้องซ้อมแผนซ้อมแท็คติก ?”

คือมันง่ายที่จะพูดในฐานะกูรู คอมเมนเตเตอร์ หรือบทบาทอะไรก็ตามในสตูดิโอ แต่ในฐานะคนทำทีม และนักบอลอีกเป็นสิบชีวิต ทุกคนใฝ่ฝันอยากเล่นบนเวทีแชมเปี้ยนส์ ลีก มันคือเหตุผลที่ทุกทีมต่อสู้มาตลอดซีซั่นเต็ม ๆ ถึงแม้ไม่ดีพอจะได้แชมป์พรีเมียร์ ลีก แต่อย่างน้อยก็ต้องพยายามจบหนึ่งในสี่ เพื่อสิ่งนี้

แล้วจู่ๆ จะมาให้โยนทิ้ง ไม่ต้องเน้น ไม่ต้องซีเรียส ?

เชื่อว่าตลอดการค้าแข้งของเนวิลล์ คงไม่มีสักครั้่งที่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บอกให้นักเตะแมนฯ ยูไนเต็ด ทิ้งถ้วยยุโรป และหันมาไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ ลีก เพียงอย่างเดียวเพื่อโค่นบัลลังก์ของลิเวอร์พูล ในฐานะแชมป์ลีกมากสมัยสุด

อย่างไรก็ตาม ความเห็นของเนวิลล์ มีส่วนถูกให้ฉุกคิดนะครับ ข้อแรกคือเด็กหงส์ถวิลหาเฝ้ารอถ้วยไหนมากกว่ากัน พรีเมียร์ ลีก หรือยุโรป คำตอบคงอยู่ในใจ

ต่อมา ถ้าลิเวอร์พูล เข้ารอบลึกในแชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งต้องเจอกับของยากทั้งสิ้น หมายถึงคิวเตะจะงอกขึ้นตั้่งแต่รอบ 16 ทีม, 8 ทีม ไปจนถึงรอบรองฯ อย่างละสองนัด เบ็ดเสร็จ 6 แมตช์คั่นในช่วงกลางสัปดาห์

ผลกระทบเกิดขึ้นแน่ ๆ กับการเตรียมทีมทั้่งก่อนและหลังโปรแกรมพรีเมียร์ ลีก ไม่ต่ำกว่า 12 เกม ต่อเนื่องจากเดือนกุมภาพันธ์ จนกระทั่งพฤษภาคม

ฤดูกาลที่แล้ว เอฟเฟคต์ของการเข้ารอบลึกขึ้น ๆ เริ่มส่งผลกับการเตรียมทีมเมื่อต้องเจอแมนฯ ซิตี้ ในรอบก่อนรองฯ

แมตช์คั่นกลางระหว่างสองนัดกับเรือใบสีฟ้า คือต้องไปเยือนเอฟเวอร์ตัน ที่กูดิสัน พาร์ก โดยที่คล็อปป์ เลือกพักนักเตะอย่างโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ และโม ซาลาห์ ผลจบเสมอ 0-0

จากนั้่นก่อนนัดแรกกับโรม่า ในรอบตัดเชือก ลิเวอร์พูล แผ่วปลายได้แค่เสมอเวสต์บรอม 2-2 ตามด้วยเสมอสโต๊ค ที่แอนฟิลด์ 0-0 ก่อนยกพลบุกโรม อีกสี่วันต่อมา

ถ้าเป้าหมายของหงส์แดงคือการไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ผลงานหมูหกเหล่านี้ต้องไม่เกิดขึ้น

ประการหนึ่ง มันคือความซวยของบรรดาทีมในอังกฤษ ที่ดันมีลีกแข็งแกร่งระดับสามารถคว้าแชมป์ไม่ต่ำกว่า 5-6 ทีม

เมื่อเทียบกับลีกคู่แข่ง ทั้งอิตาลี, เยอรมัน และฝรั่งเศส ผูกขาดทีมเดียว  ส่วนสเปนไม่เกินสอง

ทีมจากชาติเหล่านี้ สามารถผ่อนเท้าจากคันเร่งในลีกได้ เมื่อถึงโปรแกรมสำคัญในยุโรป

ไม่ต้องอะไรมาก ขนาดเปแอสเช กล้าๆ พักเนย์มาร์ กับคีเลียน เอ็มบับเป้ ก่อนมาเยือนแอนฟิลด์ แล้วยังกระหน่ำแซงต์ เอเตียน เละเป็นโจ๊ก 4-0

ความสาหัสหนักหน่วงของพรีเมียร์ ลีก อาจเป็นจุดขาย แต่ในเวลาเดียวกันก็มักเป็นจุดตายสำหรับตัวเอง

ไม่น่าแปลกที่ตัวแทนจากอังกฤษ หาความสำเร็จไม่ค่อยเจอในยุโรป มาหลายปีหลัง ปล่อยให้สเปนฟาดไปห้าปีติด และอีกหนึ่งครั้งเป็นของบาเยิร์น มิวนิค

แชมป์ยุโรปจากเมืองผู้ดีทีมสุดท้าย ต้องย้อนไปถึงเชลซี ปี 2011/12 แต่ผลงานของสิงห์บลูส์ ในพรีเมียร์ ลีก งั้นหรือ ?  เข้าป้ายแค่อันดับ 6 โดยแทบจะทิ้งเกมในช่วงเดือนท้าย ๆ

ทำนองเดียวกับลิเวอร์พูล ชุดแชมป์ที่อิสตันบูล 2005 เน้นถ้วยเดียวคือยุโรป ส่วนในลีกจบที่ 5

หรือแม้กระทั่งการได้ดับเบิ้ลแชมป์ทั้งพรีเมียร์ ลีก และแชมเปี้ยนส์ ลีก ของแมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2007/08 เผินๆ อาจมองว่าสามารถสร้างความสำเร็จควบคู่กันไปได้

แต่อย่าลืมว่าในห้วงนั้น ปีศาจแดงมีแค่อาร์เซนอล กับเชลซี เป็นคู่แข่งแย่งแชมป์

หงส์ยังยึดสโลแกนเตะเพื่อสุขภาพ ส่วนแมนฯ ซิตี้ ยังเป็นสเปิร์มของทีมที่แข็งแกร่งอย่างทุกวันนี้ และสเปอร์ส ไม่จบกระทั่งครึ่งบนของตารางด้วยซ้ำ

ไม่เท่านั้น ในบรรดาลีกอื่น บาร์ซ่า ตามก้นบียาร์เรอัล ถึง 10 คะแนนในอันดับสาม

บาเยิร์น ไม่ได้แม้แต่เข้าร่วมแชมเปี้ยนส์ ลีก เพราะห่วยขนาดหลุดจากท็อปทรีของบุนเดสลีกา ใด้สิทธิ์ไปเล่นแค่ถ้วยยูฟ่า คัพ

สตุ๊ตการ์ท มาในฐานะแชมป์ลีกเยอรมัน และตกรอบแบ่งกลุ่มด้วยการรั้งบ๊วย

มิหนำซ้ำ ยูเวนตุส เพิ่งปีนกลับขึ้นมาสู่เซเรีย อา หลังจากลงไปชดใช้กรรมในลีกล่างอยู่หนึ่งซีซั่น

ความอ่อนแอของบรรดาลีกอื่น ทำให้รอบตัดเชือกแชมเปี้ยนส์ ลีก 2007/08 มีตัวแทนจากพรีเมียร์ ลีก ถึงสามทีม คือแมนฯ ยูไนเต็ด, เชลซี และลิเวอร์พูล

ปรากฏการณ์ที่ยากจะเห็นในยุคนี้ เพราะการเป็นแชมป์พรีเมียร์ ลีก ถือว่ายากไม่แพ้กัน….