ชัยชนะของ “ผู้แพ้”

16 July 2018
233 VIEWS

มีคำอยู่คำหนึ่งที่ทำให้ “นึกถึง” ทีมชาติฝรั่งเศสในทัวร์นาเมนท์ “บอลโลก 2018” ครั้งนี้

Anti-football คือ คำ ๆ นั้น และความหมายคร่าว ๆ ของมันก็คือแท็คติกส์ฟุตบอลที่เน้นเกมรับ และรอฉกฉวยโอกาสผิดพลาดของคู่ต่อสู้แล้วจู่โจม

ทั้งนี้อาจไม่จำเป็นต้องหมายถึง ต้องเล่นเกมรับที่สุดสถานเดียว แต่ใจความหลักอยู่ที่การรอคู่ต่อสู้พลาดเหมือน “มวยจังหวะ 2” ซึ่งจังหวะเหล่านี้มักเกิดตอน Transitional Play จากรุกเป็นรับของฝั่งตรงข้าม

กุนซือที่ประสบความสำเร็จหลายคนในโลกใบนี้ “ชื่นชอบ” Anti-football และใช้บริการแนวทางนี้กับทีมฟุตบอลของตนเอง อาทิ โจเซ่ มูรินโญ่, ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ หรือจอร์จ เกรแฮม กุนซืออาร์เซนอลยุค 80 – 90s กับฉายา “boring, boring Arsenal” ก็ด้วยเช่นกัน

กับฟุตบอลโลกครั้งที่21 ทีมชาติฝรั่งเศส โดยกุนซือดิดิเยร์ เดอชองส์ ได้เลือกใช้ Anti-football เป็น “สูตรหลัก” แห่งความสำเร็จในการทำทีม

จะมีก็ในการเจอทีมที่เป็นรองจริง ๆ เช่น ออสเตรเลีย (ชนะ 2-1), เปรู (ชนะ 1-0) อาจใช้กลยุทธ์นี้ไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ 100%เพราะคู่แข่งเน้นรับมากกว่า

เกมเสมอ 0-0กับเดนมาร์ก ก็วัดอะไรไม่ได้มากนัก เพราะเป็นแมตช์สุดท้ายรอบแรกที่หากเสมอ ฝรั่งเศสก็จะเข้ารอบในฐานะที่ 1 ของกลุ่มซี ซึ่งเดอชองป์ส และลูกทีมก็เล่นอย่างมีวินัย และเป็นมืออาชีพ

ก่อนจะเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการได้โดยบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น

ครั้นถึงรอบน็อคเอ๊าท์ไล่ตั้งแต่16 ทีมสุดท้ายที่ชนะอาร์เจนติน่า4-3, ปราบอุรุกวัย2-0 และเฉือนเบลเยียม1-0สถานการณ์เริ่มใกล้เคียงขึ้นระหว่างตนเอง กับคู่ต่อสู้

ฝรั่งเศสจึงใช้วิธีการAnti-football เต็มตัว ไม่เว้นแม้แต่เกมกับอุรุกวัยที่ไม่มี เอดิสัน คาวานี่ แต่ทัพเลอ เบลอส์ก็ยังเล่นแบบรัดกุม

โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ทีมน้ำหอมสามารถเล่นรูปแบบวิธีนี้ได้ก็คือ “เกมรับ” อันมหัศจรรย์ที่ไม่ยอมเสียประตูก่อน

ครั้นไม่เสียประตู และเล่นอย่างอดทนมีวินัยตามแผน

ฝรั่งเศสจึงไม่ต่างจากงูจงอางที่ “รอจ้อง” ฉกพ่นพิษใส่ศัตรูที่พลาดพลั้ง

อาร์เจนติน่า เจอทีเด็ดของ คิเลียน เอ็มบัปเป้ นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำรายการเข้าเต็ม ๆ โดยเฉพาะประตูแรกที่หลุดทะลุจนเอาชนะจุดโทษเหนือ มาร์กอส โรโฮ ได้

และลูกสุดท้ายที่ผมเคยเขียนว่าเป็นการเคลื่อนที่ “French Move” ตั้งแต่ผู้รักษาประตูต่อบอลไม่พลาดเลยจนไปจบที่เอ็มบัปเป้

กับอุรุกวัยที่ได้ชื่อว่าเป็นทีมที่เกมรับเหนียวแน่นมาก ๆ ฝรั่งเศสก็สามารถทำเรื่องพื้นฐานอันดับแรก นั่นคือ ไม่เสียประตูไว้ก่อนได้

จากนั้นจึงเริ่มสร้าง “อาวุธ” ชนิดใหม่จากลูกตั้งเตะขึ้นมา

กรีซมันน์ เปิดให้วารานโฉบโหม่งประตูแรกจาก “เซ็ตเพลย์” ในทัวร์นาเมนท์ของพวกเค้า

จากนั้น ฝรั่งเศสกับลูกตั้งเตะก็กลายเป็นเครื่องหมายการค้าคู่กันตลอดมาจนถึงนัดชิงชนะเลิศ

เอาชนะเบลเยียมก็ด้วยรักษาประตูไม่เสียไว้ก่อน แล้วเก็บชัยชนะจากลูกเตะมุมโดยอุมติตี้

นัดชิงชนะเลิศก็ได้ประตูแรกนาทีที่18 จากฟรีคิกโดยกรีซมันที่โดนศีรษะมันด์ซูคิชเข้าไป

โดยก่อนหน้านั้น โครเอเชีย เป็นฝ่ายเล่น Positive Football หรือฟุตบอลที่บุกเข้าหาก่อน และพยายาม Take Initiative หรือช่วงชิงจังหวะการเริ่มทำของตัวเองก่อน

ไม่ใช่ Negative Football ที่ “รอจังหวะ” ความผิดพลาดคู่แข่งแล้วค่อยโจมตีเหมือนฝรั่งเศสที่ใช้ เอ็มบัปเป้ เป็นอาวุธ โดยมีพอล ป๊อกบา ที่ทัวร์นาเมนท์นี้เล่นด้วย “นิยาม” แบบพอดี ๆ แต่เด่นมากในการเปิดยาวไปที่ว่างทำหน้าที่ “พลปืนใหญ่”

จะบอกว่า โครแอต โชคไม่เข้าข้างก็ว่าได้กับประตูที่หากดูภาพช้าจริง ๆ แล้ว โบรโซวิช โดนตัวกรีซมันน์น้อยมาก หรือดาวเตะจากแอตฯมาดริด แทบจะทิ้งตัวก่อนด้วยซ้ำ

ขณะที่จังหวะการเปิดฟรีคิก พอล ป๊อกบา ก็เหมือนจะล้ำหน้าอีกเล็กน้อย

อย่างไรก็ดีครับ และเหมือนใน 3 เกมที่ผ่านมากับเดนมาร์ก (16 ทีมสุดท้าย) ที่ต้องไล่ตีเสมอ 1-1, รอบ 8ที่โดนเจ้าภาพ รัสเซีย นำก่อน หรือกับอังกฤษในรอบรองชนะเลิศที่ก็โดนนำก่อน

โครเอเชีย รวบรวมพลัง ตั้งหน้าตั้งตาเล่น Positive Football ต่อไปท่ามกลาง “ความเสี่ยง” ที่มากขึ้น เพราะแต้มต่อเป็นฝ่ายตามแล้ว 1 ลูก

ประกอบกับสถานการณ์ “บังคับ” ให้ต้องเริ่มบุกจริงจังเพื่อทวงประตูคืน อันต่างจากช่วงต้นเกมที่เล่นตามวิถีฟุตบอลของตัวเอง และก็ทำได้ดีโดยเฉพาะการ Counter Pressing หรือบุกแล้วเสียการครอบครองบอล แต่จะเพรสซิ่งแย่งบอลคืนได้แทบจะทันที

อันมีผลทำให้ เกมโต้กลับของฝรั่งเศสทำแทบไม่ได้ และเอ็มบัปเป้หายไปจากเกม

และแล้ว ผลตอบแทนของความพยายามก็บังเกิดขึ้นในนาทีที่ 26 เริ่มจากฟรีคิกที่ตัดเกมโดยกองเต้ทำฟาล์ว เปริซิช และเตะโดยโมดริช

บอลขลุกขลิกก่อนสุดท้ายไปเข้าทางเท้าซ้ายดาวเตะอินเตอร์ มิลาน เปริซิช ที่หวดเสียบมุมตีเสมอ 1-1ได้สำเร็จ

จากนั้น ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมที่ฝรั่งเศสยังพอใจกับวิถี Anti-football ตั้งรับ และรอโอกาส

มันอาจเป็นการตั้งรับที่หลายทีม “ทนไม่ได้” และไม่ต้องการจะทำ

แต่ทีมอย่าง แอตฯมาดริด ของซิเมโอเน่ หรือแมนฯยูฯ ยุคมูรินโญ่ ถูกฝึกฝนมาให้ทนทาน และยอมรับสภาวะกดดันตอนไม่มีบอลเช่นนั้นได้

จากบอลทะลุไปเสียคอร์เนอร์ เพราะแก้เพรสซิ่งได้นาทีที่ 30 นิด ๆ อันเป็นโอกาสแรกนับจากฟรีคิกประตูออกนำ 1-0 ที่มีโอกาสได้โงหัวออกมา

กรีซมันน์ เตะมุมด้วยซ้ายโค้งเข้าประตูไปที่เสาแรกเหมือนเคย

มาตุยดี้ วิ่งโฉบมา แต่เหมือนบอลข้ามหัวแล้วหลุดไปโดนมือ และขาของเปริซิชที่อยู่ด้านหลัง

ผู้เล่นฝรั่งเศสฟ้องกรรมการอาร์เจนไตน์จะเอา “แฮนด์บอล” ทันที จนต้องพิสูจน์ทราบด้วย VAR

เนสเตอร์ ฟาเบียน ปิตาน่า พิจารณาภาพสโลว์โมชั่นก่อนจะทำท่าวิ่งไปในสนามแล้ว “ย้อนกลับ” มาดูอีกรอบ

วินาทีนั้น ผมทราบแน่ ๆ ว่า “จุดโทษ” อย่างมิต้องสงสัย

และก็จริง โดยผู้สังหารคือ กรีซมันน์เจ้าเก่าที่ไม่พลาด

ครับ โครเอเชีย เหมือนโดนฟ้ากลั่นแกล้งกับการตัดสินโดยกรรมการ

อีกทั้ง “จังหวะ” จะโคนของเกมยังไม่เป็นใจให้การพลาดแค่ 2 ครั้งของพวกเค้า หรือการบุก 2 หนของฝรั่งเศสเกิด 2 ประตู

อันเป็น 2ประตูที่สามารถเป็นข้อ “ครหา” ได้ เฉพาะอย่างยิ่ง “จุดโทษ” ที่ทำลายเกมนัดนี้อย่างแท้จริง

ไรอัน กิ๊กส์ กล่าวว่า ดูสโลว์โมชั่น ไม่เหมือนภาพเหตุการณ์จริง

การตัดสินใจแล้วหันกลับไปดูจออีกรอบ คือ “ไม่แน่ใจ” และไม่ควรให้เป็นจุดโทษ

ครี่งหลัง ทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ต่างกันตรงที่ เรี่ยวแรงในการ Counter Pressing ของโครเอเชียมีน้อยลง

เพราะการเล่น Counter Pressing แดนบนหลังเสียการครองบอลเพื่อป้องกันการโดนโต้กลับเป็นวิธีการที่ใช้แรงมหาศาล

แต่เพราะการโดนนำทำให้ โครเอเชีย ต้องเสี่ยง ในเวลาที่เหมือนเดิมคือ ฝรั่งเศส ยอมรอจังหวะ

ส่วนตัวมองว่า “โจทย์” ของโครเอเชียยากมาก ไม่ต่างอะไรกับบาร์เซโลน่า หรือบาเยิร์นฯ ตอนเจอกับแอตฯมาดริด หรือแม้แต่เรอัล มาดริด เองที่หากโดนนำก่อนจะเอาคืนยากมาก

ยิ่งเป็นทีมที่มี “ทรัพยากร” อุดมสมบูรณ์ สามารถเปลี่ยนตัวทดแทนได้อย่าง เอ็นซองซี่ มาเสียบกองเต้ หรือโตลิสโซ่ แทนมาตุยดี้ ไม่นับเฟคีร์ แทนชิรูด์ ได้แล้ว

หนทางของทีมตราหมากรุกยิ่งยากในการเจาะตรง ๆ แต่ต้องอาศัยวัดดวงด้วยลูกครอสส์แทน ณ เวลาที่ทีมน้ำหอมรอเก็บตกจังหวะ 2 แล้วสวน

ประตู 3-1, 4-1 ที่โดนป๊อกบา และเอ็มบัปเป้ จึงมองได้ว่าเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นหลัง “หายนะ” ได้บังเกิดแล้วตั้งแต่ครึ่งแรกที่โดนไป2 ดอก

และแม้จะมี “น้ำทิพย์” ชโลมใจจากความผิดพลาดของ ญอริส

แต่นั่นก็เป็นเพียงน้ำอีกสัก1 ลิตรที่ราดบนกองไฟที่กำลังลุกโชติชนิดรถดับเพลิงก็ไม่อาจต้านทานได้

เขียนถึงตรงนี้ ก็ต้องยอมรับโดยดุษฎีจากใจว่า ทีมตราไก่ ฝรั่งเศส พิสูจน์ให้เห็นถึง ความช่ำชองในการเลือก “กลยุทธ์” อย่างชาญฉลาด

แถมสอดแทรก “กลวิธี” ผ่านดีเทลต่าง ๆ ที่ตีกรอบไว้แล้วโดยท่านผู้นำ เดอชองป์ส แบบมีระเบียบวิธี

จนสุดท้ายนำมาซึ่งความสำเร็จ คือ “แชมป์โลก” สมัยที่ 2 และดิดิเยร์ เดอชองป์ส เป็นบุรุษคนที่ 3 ถัดจาก มาริโอ ซากาโล่ และฟรานซ์ เบคเคนบาวร์ ที่ได้แชมป์ในฐานะนักเตะ และกุนซือ

 

 

แล้วสงสัยไหมครับ “ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเชียร์โครเอเชีย?”

คำถามนี้ โดยเฉพาะหากถาม Neutral Fans หรือแฟนบอลที่เป็นกลางไม่ได้เชียร์ทีมใด ทีมหนึ่ง หรือชาติที่เชียร์ตกรอบไปแล้ว

เสียงส่วนใหญ่น่าจะกองมาที่ทีมตราหมากรุก

เหตุผลแรก ๆ ก็อาจเพราะ ชอบ “บอลรอง” ตามนิสัย วัฒนธรรมเชียร์ของคนไทย

ตามด้วย เชียร์ชาติที่ไม่เคยได้แชมป์มาก่อนแล้วกัน

หรือเชียร์เพราะนักเตะโครแอต อายุอานามมากแล้ว และนี่คงเป็นโอกาสสุดท้าย ขณะที่ทัพฝรั่งเศสอายุยังน้อยมาก

สุดท้าย เช่น ผมเอง และน่าจะมีคนจำนวนหนึ่งที่เชียร์เพราะ โครเอเชีย เล่นฟุตบอลโพสิทีฟ เอนเตอร์เทน สวยงาม และมีศิลปะมากที่สุดทีมหนึ่งในทัวร์นาเมนท์นี้

เขียนแบบนี้ไม่ใช่ว่า ฝรั่งเศสเล่นไม่ดี หรือใช้วิธีการผิดนะครับ

เพราะช่วงเวลาสั้น ๆ ครั้งเดียวในทัวร์นาเมนท์นี้ตอนโดนชาวบ้านออกนำ (เกมกับอาร์เจนติน่า) ระหว่างนาทีที่ 48 ถึง 57 ที่เฮอร์นันเดซ เปิดให้ปาวาร์ วอลเลย์สุดสวยตีเสมอ 2-2

ชาวโลกมีโอกาสได้เห็น “แวบ ๆ” เหมือนกันว่า เวลาฝรั่งเศสพยายามจะ Take Initiative ใส่คู่แข่ง และเริ่มต้นการรุกด้วย “บอลแรก” จากตัวเองก่อนก็ทำได้เหมือนกัน

แต่อย่างที่ผมได้เรียนไว้ว่า นั่นไม่ใช่ “รูปแบบหลัก” ที่เดอชองป์ส เลือกจับยัดใส่ทีมชุดนี้

ดังนั้น หากไม่จำเป็น ก็จะไม่เล่น หรือพูดหยาบ ๆ คือ ลดทุก “ความเสี่ยง” ของตัวเองออกไป

ป๊อกบา เองก็กล่าวแล้วว่า พวกเค้า “เรียนรู้” อย่างลึกซึ้งจากเกมแพ้โปรตุเกสในศึก “ยูโร 2016” ดังนั้นความพ่ายแพ้แบบนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้อีกเป็นอันขาด

นั่นจึงเป็นที่มา และทำให้เข้าใจได้ว่า ทำไมฝรั่งเศสชุดแชมป์โลก 2018 ถึงเป็นบอล “อนุรักษ์นิยม”

ความเสี่ยงเป็น “ศูนย์” ขนาดนั้น

ด้วยวิธีการเล่นนี้ทำให้ เลอ เบลอส์ ไม่ได้เพื่อน หรือ “เสียเพื่อน” ด้วยซ้ำ

ขณะที่ โครเอเชีย ก็อย่างที่ทราบว่า “ประทับใจ” ทั้งการรุกที่ก้าวร้าว (Aggressive Play) จาก เปริซิช, เรบิช และคลาสสิค กร้าวแกร่งแบบ มันด์ซูคิช โดยมีมิดฟิลด์ 3 ตัวที่ลงตัวที่สุด โบรโซวิช, โมดริช และราคิติช

6 ตัวบนของพวกเค้ายอดเยี่ยม ขณะที่ริมเส้นไม่ว่าจะ เวอร์วัลจ์โก้, สตรินิช ก็เติมเกมรุกได้ดี และลอฟเรน กับวิด้า ก็สอบผ่านรวมถึงนายทวาร ซูบาซิช

ตรงข้ามกับฝรั่งเศสที่ยิ่งเล่นยิ่งลดความเสี่ยงโดยใช่ ปาวาร์ และเฮอร์นันเดซ แทนที่แบ็ค (ตัวจริง) ลุยกว่าอย่าง ซิดิเบ้ และเมนดี้

ฉะนั้นในแง่การ “ชนะใจ” มหาชน เพราะความกล้า การเล่นโดยใช้ “ระบบ” แค่เป็นกรอบแต่ยังให้ “อิสระ” ผู้เล่นได้แสดงความสามารถที่แท้จริง

วิธีการของ ซลัตโก้ ดาลิช จึงเรียกคะแนนนิยมจากเกมนัดไฟนอลได้มากมาย

ขณะที่ เดอชองป์ส ผมย้ำอีกครั้งว่า ส่วนตัวไม่ได้บอกว่า “ผิด” ก็ได้เลือกวิธีการที่เค้าเล็งเห็นว่าดีที่สุดกับทีม

เหนือสิ่งอื่นใด เด็ก ๆ นักเตะระดับโลกยอมปฏิบัติตาม และเล่นอยู่ในกรอบที่ตีเส้นเอาไว้เป๊ะ แบบไม่หลุดไปไหน

แม้หลายคนจะเป็นผู้เล่นสไตล์ศิลปิน ชอบครองบอล และรุกมากกว่ารับก็ตาม

จุดนี้ทำให้ต้อง “ยอมรับ” ว่า เดอชองป์ส เป็นผู้นำที่เก่งฉกาจที่สามารถทำให้นักเตะชั้นนำเล่นเป็นแบบ เป็นแผนได้

ทว่านั่นต้องแลกมาซึ่งความสวยงาม และอาจทำให้ถูกตราหน้าว่าเป็นแชมป์โลกที่เล่น Anti-football

ขณะที่ “ผู้แพ้” กลับได้รับการยอมรับ และเห็นอกเห็นใจทั้งจากรูปแบบวิธีการเล่น และ “เหตุการณ์” ต่าง ๆ ที่บังเกิดขึ้นราวโชคชะตาฟ้าลิขิตไม่ให้เป็นวันของโครเอเชีย

 

 

แล้ว “ทีมแชมป์” จะต้องทำอย่างไร?

ส่วนตัวยังจำความรู้สึกตอนไปทำข่าวฟุตบอลทัวร์นาเมนท์ครั้งสุดท้าย “ยูโร 2008” ได้ว่า ดีที่สุดที่ สเปนได้แชมป์

บทความสุดท้ายก่อนบินกลับประเทศของผมชื่อว่า “ชัยชนะของ beautiful game” หรือหมายถึง ชัยชนะของทีมที่เล่นฟุตบอลสวยงามแล้วได้ “แชมป์”

ขณะที่ เขียนชื่อในโหวตนักเตะยอดเยี่ยมไปว่า Xavi Hernandez

ทีมชาติชุดนั้นที่ต่อยอดไปได้แชมป์โลก2010 และแชมป์ยูโร 2012อีกสมัย คือ ที่สุดของ “โพสิทีฟ ฟุตบอล”ที่ผสมผสานทุกแท็คติกส์ระดับสุดยอดที่ทีมเล่นเกมรุกต้องมี

Tiki-taka หรือบอลสั้น ต่อไปมานวดหลายจังหวะ, False 9, High Pressing (เพรสซิ่งแดนบน), High Line Defense (เล่นรับสูงครึ่งสนาม) ฯลฯ

แต่วิธีการนี้ ไม่ใช่ทุกทีมจะเล่นได้ เพราะ “บุคคลิก” และคุณสมบัติของผู้เล่นจะต้องได้

อันจะทำให้เราเห็นว่า ทั้งบาร์เซโลน่า และทีมชาติสเปนยุคหลัง เริ่มจะไม่ประสบความสำเร็จหลังหมดยุค หรือผลงานของสตาร์ดัง ๆ เริ่มเสื่อมถอย

พรีเมียร์ลีกกับเชลซี โดยกองเต้ ระบบ 3-4-3 ที่ได้แชมป์ซีซั่นก่อน หรือเป๊ป ในฤดูกาลนี้ที่แต้มทิ้งขาด คือ “ลายเซ็น” ชั้นยอดของทีมที่เล่นโพสิทีฟ ฟุตบอล ที่แฟน ๆ ส่วนใหญ่ชอบมากกว่า

ข้อดีอีกประการของ “โพสิทีฟ ฟุตบอล” คือ แม้จะแพ้ไม่ได้แชมป์ แต่อย่างน้อยมันยังมี “วิถีฟุตบอล” ให้ชื่นชม และพูดถึง

ยิ่งถ้าได้แชมป์จะยิ่งเลิศเลอเหมือนสเปน

ขณะที่ Anti-footballที่เน้นผลแข่งขันเป็นหลัก และมักเน้นรับ รอโต้ยามคุ่แข่งพลาดนั้น หากไม่ประสบความสำเร็จ

สุดท้าย คุณจะไม่เหลืออะไรเลยให้ “ชื่นชม”

โชคดีที่ฝรั่งเศสไม่เป็นเช่นนั้น

และโชคดีเช่นกันที่ โครเอเชีย เลือกวิถีนี้ที่ทำให้พวกเค้า “ชนะ” ในฐานะของผู้แพ้

 

 

กับชีวิตคนเรา และการเลือกดำเนินชีวิตล่ะ?

หาก “เลือกได้” เพราะได้ “โทรฟี่” เข้ามาในมือแล้ว ดิดิเยร์ เดอชองป์ อาจเติม “ความเสี่ยง” และกล้าเล่นโพสิทีฟมากขึ้นใน “ยูโร 2020” หรือบอลโลกครั้งต่อไปที่นักเตะชุดนี้อายุเฉลี่ย 25 ปีโดยประมาณสามารถเล่นต่อได้สบาย

นั่นเกิดขึ้นเพราะ เดอชองป์ส และสหพันธ์ลูกหนังฝรั่งเศสน่าจะ “หารือ” กันแล้วว่า ครั้งนี้ขอเน้นผล ขอสร้างรากฐานความมั่นใจก่อน

การ “ต่อยอด” ไปสิ่งที่การเป็นแชมป์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง “สไตล์” และ “ผลงาน” จะตามมาภายหลัง

ผม “แอบรู้สึก” เช่นนั้นนะครับ

ในชีวิตคนเราก็เช่นกัน “เรื่องงาน” ที่รัก กับงานที่ต้องทำ มักจะเป็นหัวข้อถกเถียงเสมอว่าจะเลือกอะไร?

งานที่รัก แต่อาจได้เงินน้อย หรืองานที่ต้องทำ แต่อาจมั่นคงกว่า และสามารถหาเลี้ยงชีพได้

เรื่องแบบนี้ต้องดู “ปัจจัย” ประกอบด้วย เช่น อายุ, สถานภาพ, ต้นทุนส่วนตัว

ถ้าคุณอายุเลย 45ไปแล้ว และฝืนทำงานมาเกินครึ่งชีวิตก็น่าจะกัดฟันต่อไป เพราะเชื่อว่า คนวัยนี้คงมีครอบครัว มีลูก มีความรับผิดชอบมากมายเกินกว่าจะมา “เสี่ยง” ไปหางานที่ใช่

แต่ถ้าต้นทุนดี บ้านรวย บ้านแฟนมีตังค์ ก็อีกเรื่อง

ทว่าหากอายุน้อย ก็ต้องประเมินดี ๆ ระหว่างงานที่ใช่ กับงานที่หาเลี้ยงชีพได้

เบื้องต้นอาจลองทำควบไปก่อน เช่น ไปสมัครเป็นบาริสต้า (หากชอบกาแฟ) วันเสาร์อาทิตย์ พร้อม ๆ กับทำงานประจำวันธรรมดาไป

หรือฝึกเขียนคอนเทนท์ ทำเพจ ทำบล็อก พร้อม ๆ กับงานประจำ

โดยไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใด อย่างหนึ่ง หรือ “ลาออก” มาก่อน

สุดท้าย และเป็นจริงว่า ในชีวิตคนเรา งานที่ใช่ และตอบโจทย์ชีวิตได้นั้นมีจริง ๆ

แต่ก็มีไม่น้อยที่ไม่สามารถทำได้

มีไม่น้อยเหมือนกันที่ทำควบคู่กันได้

ก็เหมือน “ฟุตบอล” แหละครับ มันยากที่สุดจะเล่นฟุตบอลสวยงามแล้วได้แชมป์ พอ ๆ กับได้ทำงานที่ใช่ แล้วมีเงินทอง

ไม่งั้นเค้าจะมีคำพูดเหรอครับ “เกมรุกทำให้คุณชนะ แต่เกมรับทำให้คุณเป็นแชมป์”

แต่…มันทำได้ครับ “เกมรุกที่ทำให้คุณแชมป์” หรืองานที่ใช่ที่ทำให้ชีวิตคุณอยู่ได้ และมีความสุข

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ