วิมเบิลดัน 2018

25 September 2018
856 VIEWS

หลังชนะเกมเยือนมา 3 นัดติด แมนฯ ยูไนเต็ด กลับสะดุดต่อหน้ากองเชียร์ในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยผลเสมอทีมน้องใหม่อย่างวูล์ฟส์ 1-1

ข้ออ้างว่าหมาป่าทีมนี้ไม่ใช่น้องใหม่ธรรมดา แต่เป็นน้องใหม่ร้ายบริสุทธ์ เพราะขนาดแชมป์เก่า แมนฯ ซิตี้ ยังเขมือบไม่ลง ย่อมฟังไม่ขึ้น

ฟุตบอลอาจผิดพลาดกันได้ในเรื่องผลการแข่งขัน เรือใบบุกไปเสมอที่โมลินิวซ์ 1-1 ด้วยรูปเกมเหนือกว่า โอกาสจบสกอร์แบบหวังผลได้ มีมากกว่า แถมยิงชนเสาคานอีกสองครั้ง

แต่แฟนปีศาจแดงคงพูดแบบเดียวกันได้ไม่เต็มปากกับทีมตัวเอง

โดยเฉพาะถ้าไม่ได้ดาบิด เด เคอา ช่วยเซฟเป็นพัลวันแล้วล่ะก็ แมนฯ ยูไนเต็ด อาจเหลือแต่ซากจากการพุ่งประสานงาความพ่ายแพ้ในบ้านนัดที่สองติดต่อกัน

วูล์ฟส์ ได้รับคำชมไปหลายเข่งจากบรรดากูรูลูกหนัง ในความกล้าเล่น กล้าบุกสวน กล้าต่อบอล  ผิดวิสัยของทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้่นมาจากเดอะ แชมเปี้ยนชิพ

นั่นยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ฟุตบอลของแมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคโชเซ่ มูรินโญ่ ดูติดลบหนักกว่าเดิม

กุนซือโปรตุกีส ออกมาโทษแคแรคเตอร์ โทษแอตติจูด ของลูกทีมว่าเหยาะแหยะ ไม่ซีเรียส สู้นักเตะวูล์ฟส์ไม่ได้ ทุ่มเทใส่เต็มเหมือนนัดชิงฟุตบอลโลก

มูรินโญ่ พูดไม่ผิดว่าทีมเยือนเล่นด้วยความหิวกระหายมากกว่าปีศาจแดง แต่มันแปลกตรงไหน ในเมื่อทีมระดับนี้รู้ตัวว่าฝีเท้าสู้ไม่ได้ ทักษะเป็นรอง แถมเสียเปรียบสภาพแวดล้อมบรรยากาศ

สิ่งเดียวที่จะช่วยลดช่องว่างไม่ให้เสียเปรียบไปมากขึ้น คือสปิริต หัวจิตหัวใจ

มันคือคุณสมบัติเดียวกันของบรรดาทีมน้องใหม่ที่บุกฉกไปได้แล้ว 6 แต้มจากโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด นับตั้งแต่มูรินโญ่ ย้ายมาเป็นนายใหญ่

นักเตะแมนฯ ยูไนเต็ด หัวหดในกระดองหรือเปล่า ย่อมไม่ใช่ แต่พวกเขาควรสู้กับทีมพรรค์นี้ในรูปแบบไหน ตาต่อตาฟันต่อฟันเหมือนหมากัดกันหน้าเซเว่น? หรือใช้ความเก่งความแพงของตัวเอง ออกมาสยบให้อยู่หมัด

มูรินโญ่ กำลังเรียกร้องให้นักเตะอย่างปอล ป็อกบา, อเล็กซิส ซานเชซ, เจสซี่ ลินการ์ด, อองโตนี่ มาร์กซิยาล, โรเมลู ลูกากู วิ่งโชว์พลังเป็นหมาบ้าแข่งกับหมาป่า โดยไม่ต้องใช้ทักษะใด ๆ ทั้งสิ้น ล่ะหรือ ?

สิ่งที่เห็นจากเกมนี้ ไม่ได้ต่างจากนัดก่อน ๆ ในยุคมูรินโญ่ นั่นคือเมื่อแมนฯ ยูไนเต็ด เข้าตาจน  แท็คติกสุดท้ายมักหนีไม่พ้นการดันมารูยาน เฟลไลนี่ ไปยืนกองหน้าคู่กับลูกากู และใช้วิธีสาดบอลบอมบ์ใส่ เข้าไปวัดในเขตโทษ

มันคือก็อปปี้โชว์ของวิมเบิลดัน ในยุค 90 เลยชัดๆ  !

สถิติหลังเกมชี้ว่าทีมระดับปีศาจแดงใช้การวางบอลยาว (long ball) มากถึง 69 ครั้ง เมื่อเทียบกับวูล์ฟส์ เพียง 53

ขณะที่การครอสส์จากด้านข้าง เจ้าถิ่นปาไป 24 ส่วนทีมเยือนแค่ 9

จริงอยู่ว่าตัวเลขของแมนฯ ยูไนเต็ด ต้องสูงกว่าวูล์ฟส์ อยู่แล้ว เนื่องเพราะครองบอลมากกว่า สัดส่วนย่อมสูงกว่าเป็นธรรมาดา

แต่โดยเฉลี่ยต่อหนึ่งเกมในฤดูกาลนี้ ทีมของมูรินโญ่ ก็จัดเป็นพวกนิยมใช้บอลยาวเป็นลำดับต้น ๆ ของลีก

เฉลี่ยอยู่ที่ 68 ครั้งต่อเกม  จะเห็นว่าพอกับตัวเลข 69 ครั้่งที่เล่นกับวูล์ฟส์ และสูงสุดเป็นอันดับ 7 ในบรรดา 20 ทีม

ถามว่าทีมที่นิยมใช้บอลยาวมากกว่าแมนฯ ยูไนเต็ด มีใครบ้าง ?

เบิร์นลี่ย์ 81, วัตฟอร์ด 75, ฮัดเดอร์สฟิลด์ กับเซ้าธ์แฮมป์ตัน เท่ากัน 72, นิวคาสเซิ่ล 70 ตามด้วยไบรท์ตัน 69

ถามว่าแล้วบรรดาบิ๊กซิกซ์ที่เหลือ เฉลี่ยเล่นบอลยาวมากน้อยกี่ครั้งต่อเกม และอันดับเท่าไหร่

อาร์เซน่อล เฉลี่ยอยู่ที่ 61 ครั้่ง อันดับ `13 ของลีก, สเปอร์ส 60 (ที่ 14), ลิเวอร์พูล 51 (อันดับ 17), เชลซี 49 (อันดับ 19) และแมนฯ ซิตี้ เฉลี่ยเล่นบอลยาวน้อยที่สุดแค่ 44 ครั้งต่อนัด

อธิบายง่ายๆ คือแมนฯ ยูไนเต็ด เล่นกระเดียดไปเหมือนทีมเล็ก มากกว่าทีมลุ้นแชมป์ด้วยกัน

ฟุตบอลสไตล์โยนยาว ไม่ได้น่ารังเกียจ แต่แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่สมควรจะหันมาเล่นบอลวิธีนี้ และนั่นกลายเป็นปัญหาสำหรับนักเตะอย่างอเล็กซิส ซานเชซ, ปอล ป็อกบา หรืออองโตนี่ มาร์กซิยาล ที่หลายคนรุมด่า

ทำไม ยูเวนตุส หรือทีมชาติฝรั่งเศส ดึงความสามารถของป็อกบา ออกมาจนหมดทุกเม็ด

ทำไม ซานเชซ ตอนอยู่อาร์เซน่อล ทั้งยิงทั้่งจ่ายเป็นเครื่องจักร แต่หลังย้ายมาปีศาจแดงเพิ่งคลำเป้าได้สองหนในลีก และทุกรายการแค่สามประตู

ถ้ามูรินโญ่ คิดไม่ออก บอกให้เอาบุญว่าเพราะเอานักเตะเกรดนี้มาเล่นบอลวิมเบิลดัน….