ทำไม “ตูร์ เดอ ฟรองซ์” ได้ไปต่อทั้งที่รัฐบาลฝรั่งเศสฝัง “ลีกเอิง” กับมือ

4 May 2020
120 VIEWS

เห็นหัวข้อคำถามที่เป็นชื่อเรื่องข้างบนแล้ว หลายคนคงจะตอบง่าย ๆ ว่า “วันที่จัดการแข่งขันไง ถามได้!” ก็คงจะเป็นคำตอบที่ “เมกเซนส์” และเข้าใจง่ายมากที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นอย่าลืมว่าทั้งที่รัฐบาลฝรั่งเศสโดยนายกรัฐมนตรี เอดัวร์ ฟิลิปป์ ประกาศออกมาเองว่า จะไม่มีการจัดงานอีเวนต์หรือกีฬาใด ๆ จนกว่าจะเดือนกันยายน แต่กลับอนุญาตให้ ตูร์ เดอะ ฟรองซ์ จักรยานแกรนด์ทัวร์รายการใหญ่ที่สุดของปีให้จัดได้ตั้งแต่ปลายสิงหาคม (เลื่อนมาจากกลางเดือน มิถุนายน) มันไม่รู้สึกน่าแปลกใจบ้างหรือ?

ถ้าหากบอกว่า ฝรั่งเศส พยายามจะ “อุ้ม” ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ก็คงไม่ผิดไปจากนี้มากนัก แต่เพราะอะไร ทำไมรัฐบาลของประเทศนี้กลับเลือกอุ้มกีฬาที่มีฐานคนดูทั่วโลกน้อยกว่ากันเกือบร้อยเท่าตัว โดยที่ผลสำรวจปีล่าสุด มีการประมาณการว่ามีแฟนกีฬาฟุตบอลทั่วโลกราว 3.5 พันล้านคน แต่ตัดภาพมาที่แฟนกีฬาอย่างจักรยานทางไกลนั้น อยู่ที่หลักสิบล้านเท่านั้น แต่ทั้งที่เป็นแบบนั้น รัฐบาลฝรั่งเศสก็ยังอำนวยความสะดวกให้กีฬาชนิดนี้อย่างนี้

ทั้งหมดนั้นเราสามารถอธิบายได้ง่าย ๆ ด้วยเรื่องของ “รายได้” และ “ตัวเงิน” โดยลีกเอิงปีที่ผ่านมา มีรายได้รวมทั้งลีกเป็นเงินหมุนเวียนราว 1.45 พันล้านล้านยูโร หรือ 51,273 ล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นตัวเลขจำนวนมหาศาล แต่รายได้ทั้งหมดนั้นเข้าสู่กระเป๋าของรัฐเป็นเงินของแผ่นดินไม่ถึง 100 ล้านยูโร โดยเงินทั้งหมดนั้นจะมาจากภาษีค่าแรงของนักกีฬา และเงินภาษีของสโมสร รวมไปถึงลีกเอิงเองอีกบางส่วน ซึ่งเอาเข้าจริงก็เป็นเงินที่น้อยมาก เพราะทั้งสโมสร รวมไปถึงลีกเอิงเอง ก็ต้อง “เล่นแร่แปรธาตุทางบัญชี” ให้ผลประกอบการเป็นขาดทุนหรือกำไรไม่มากเพื่อไม่ต้องเสียภาษีเงินได้มหาศาล

ดังนั้นจะว่าไปรายได้ที่รัฐบาลฝรั่งเศสได้จากลีกเอิงโดยตรงนั้น ไม่ถึง 10% ของรายได้ทั้งลีกด้วยซ้ำไป และเมื่อลดหลั่นไปตามดิวิชัน ทั้งลีกเดอ หรือ ลีกรองลงไปรายได้ที่รัฐบาลจะได้จากกีฬาอย่างฟุตบอลจึงน้อยลงไปอีก แน่นอน มันยังมีรายได้ “ทางอ้อม” จากบรรดาแฟนบอลที่เดินทางเข้ามาชมการแข่งขันจากทั้งใน และ ต่างประเทศอยู่บ้าง แต่เงินที่ว่าก็ยังไม่ใช่เงินจำนวนมากอะไรขนาดนั้น แถมเงินทั้งค่าตั๋วหรือค่าของที่ระลึก ก็ไปเข้ากับสโมสรทั้งสิ้น

แต่กลับ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ เอาแค่เฉพาะปีที่แล้ว พวกเขามียอดเงินรายได้หมุนเวียนตลอดการแข่งขันราว 1 พันล้านยูโรเท่านั้น 3.5 หมื่นล้านบาทเท่านั้นซึ่งน้อยกว่าลีกเอิง แต่เงินราว 15-20% ในแต่ละปี ทาง อเมารี สปอร์ต ออร์แกไนเซชัน หรือ เอแอสโอ ต้องจ่ายให้กับรัฐบาลฝรั่งเศสโดยตรง เพื่อเป็นเงินในการขอใช้สถานที่ และอำนวยความสะดวกในการแข่งขันตลอดระยะทางกว่า 2,500 กิโลเมตร แล้วแต่ว่าปีไหนจะจัดการแข่งขันไกลเท่าไหร่ นับแค่นี้ก็เห็นว่ารายได้ที่รัฐบาลได้จากการแข่งขันรายการนี้ก็มากกว่าไปแล้ว

นอกจากนี้ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ยังสะท้อนภาพในแง่บวกของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่ดีต่อธุรกิจในภาคการท่องเที่ยวมากกว่าฟุตบอลอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในแง่ของวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของแต่ละสถานที่ บ้านเมืองอันเป็นเอกลักษณ์ และการต้อนรับของผู้คนระหว่างทาง สิ่งเหล่านี้คือการโปรโมทการท่องเที่ยวฝรั่งเศสโดยที่รัฐบาลนอกจากจะไม่ต้องออกเงินแล้ว ยังได้เงินมาใช้ด้วย และต้องยอมรับว่า สิ่งนี้ไม่สามารถทำได้ในการถ่ายทอดสดฟุตบอลเลย

ประโยชน์ข้อต่อมาคือรายได้ทางอ้อมซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสจะได้จากสองทางใหญ่ คือ 1 การมาลงพื้นที่ซื้อโฆษณาตลอดสองข้างทางของการแข่งขัน ซึ่งแม้จะเป็นพื้นที่ของประชาชน แต่รัฐก็ยังได้รายได้ส่วนแบ่งจากการเก็บภาษีโฆษณา และอีกส่วน คือการมาเยี่ยมเยือนของบรรดาแฟนกีฬาที่อยากจะมาเที่ยวและสัมผัสบรรยากาศแกรนด์ทัวร์ ก็สามารถมาที่ฝรั่งเศสได้ และถึงปีนี้พวกเขาจะยืนยันว่าการแข่งขันจะไม่ได้มีที่ให้แฟนมายืนออกันข้างสนาม แต่รายได้ที่รัฐบาลจะมีส่วนได้เสียจากการแข่งขันรายการนี้ก็ยังมีมากอยู่ดี

นอกจากเรื่อง “เงิน ๆ ทอง ๆ” ที่ว่าไปแล้ว สาเหตุที่ฝรั่งเศส จะยอมยกเลิกการแข่งขัน ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ง่าย ๆ ไม่ได้ยังมีเรื่องของความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และ ภาพลักษณ์ในการบริหารประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ต้องอย่าลืมว่า การแข่งขันจักรยานทางไกลรายการนี้ ถือเป็นการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด การออกคำสั่งยกเลิกเท่ากับบอกประเทศอื่น ๆ ว่า “พวกเราอ่อนแอ” นั่นจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย

ดังนั้น การพยายามจัด ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ให้เกิดขึ้นในปีนี้ แม้จะดูดันทุรังไปบ้างของฝรั่งเศส เป็นทางเลือกที่พวกเขาคิดมาแล้วว่ามันสำคัญ จำเป็น และ คุ้มค่า เพียงพอที่จะลองดู

เพราะอย่างน้อยถึงจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้ามีการจัดการแข่งขันเกิดขึ้นจริง นอกจากจะเรียกความเชื่อมั่นในหลาย ๆ ด้านกลับมาได้แล้ว พวกเขายังได้เงินก้อนโตเข้าประเทศด้วย!