โอ้โห…ใครจะแชมป์?

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เขียน “รีวิว” ของ 3-4 ทีมหลัก ๆ : แมนฯยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล และอาร์เซนอล ก่อนตบท้ายด้วย “แชมป์เก่า” แมนฯซิตี้ ให้ได้ “ชิม” ลิ้มรสไปแล้วนะครับ

อาจจะ “ขาดไป” 1 ทีมใหญ่ คือ เชลซี (หากไม่นับรวมสเปอร์ส) กับเกมที่ต้องบอกว่า ได้เห็นอะไรดี ๆ เป็น “โพสิทีฟ” หลายจุดอยู่เหมือนกันในแมตช์ ชนะ คริสตัล พาเลซ 3-1

ข้อ 1 เสียงชื่นชม อัลบาโร่ โมราต้า เริ่มจะดังหลังยิงอีก 2 รวมเป็น 4 ประตูใน 4 นัดหลัง หรือรวมแล้ว 5 ประตูในซีซั่นนี้

เกมนี้ ดาวเตะ “สแปนิช” เกือบจะทำ “แฮตทริก” ได้หากลูกหลุดเดี่ยวไม่พลาด “ชิพ” แต่นายทวาร เวย์น เฮนเนสซีย์ ยืนจังก้าเซฟได้สบาย ๆ

ช็อตนี้ โทษโมราต้าไม่ได้ครับ เพราะมันคือการ “อ่านใจ” กัน และผู้รักษาประตูมักจะล้มตัว หรือพุ่งดักทาง ทว่าคราวนี้ เฮนเนสซีย์ เลือกยืนประจัญบาน

ลูกยิงหล่อ ๆ ของโมราต้าจึงไม่เป็นผล

จังหวะนี้อาจจะ “ติง” อดีตหอกมาดริด และยูเวนตุส ตรงที่ “ทำท่า” ไม่เนียนนักตอนจังหวะยิงที่พอดูออกว่าจะ “ชิพ”

แต่โดยรวมแล้ว ถือว่า โมราต้า คือ อีกนักเตะที่ทำไปทำมา เมาริซิโอ ซาร์รี จับมา “ปั้นใหม่” จนได้ผล

ข้อ 2 รอสส์ บาร์คลีย์ เป็นอีกคนที่เล่นบอลได้ “สม่ำเสมอ” และปรับปรุงตัวเองได้ดีขึ้นมาก

ผมหมายถึง ดาวเตะชาวอังกฤษ ไม่ได้ฝืนจะเลี้ยง หรือพยายามทำอะไรด้วยตัวเองเหมือนสมัยอยู่เอฟเวอร์ตัน

แต่เลือก “ตัดสินใจ” จังหวะการเล่นไม่ว่าจะ เลี้ยง ส่ง หรือประสานงานกับเพื่อน ๆ รวมถึงเล่นตามแท็คติกส์ทั้งรุก และรับแบบเป็นทีมได้ดี และถูกต้องมากขึ้น

ข้อ 3 ตัวสำรองเกมนี้ที่ลงมา “เปลี่ยนเกม” ประกอบด้วย เอแดง อาซาร์, มาเตโอ โควาชิช และเชส ฟาเบรกาส แสดงให้เห็นถึง strength in depth หรือความแข็งแกร่งของ “ขุนพล” เชลซีทั้งตัวจริง และสำรองได้เป็นอย่างดี

ข้อ 4 กับเกมที่ “ซี พาเลซ” ไม่ได้ “ยินยอม” ง่าย ๆ ทว่าซาร์รี และลูกทีมแสดงให้เห็นว่า สามารถเก็บ 3 แต้มได้เหมือนกันแบบไม่ต้องโชว์ฟอร์ม “ขั้นเทพ” โดดเด่น

พารากราฟข้างต้นเป็น “ข้อดี” นะครับ ขณะที่ “ข้อเสีย” ผมไม่อยากจะชี้ไปที่คน ๆ เดียวอย่าง ดาวิด ลุยซ์ ที่จังหวะเสียประตูตีเสมอ 1-1 ตัดสินใจไม่ดีนัก

ทั้งจังหวะแรกที่ “ยืนห่าง” แอนดรอส ทาวน์เซนด์ ตอนพักบอล และจังหวะที่สองที่เลือกจะ “ตาม” เจมส์ แม็คอาเธอร์ ทั้งที่ควร “ส่งเสียง” ให้เพื่อนที่อยู่ใกล้กว่า “เข้าหา” แล้วตัวเองก็ตามทาวน์เซนด์ต่อไป

แต่ลุยซ์ไม่ทำ และหลุดตำแหน่งจนโดนบอลทะลุช่อง half-space แล้วทาวน์เซนด์ กดตีเสมอได้สำเร็จ

จะว่าไปแล้ว ประตูนี้ “สวย” ในแง่การเข้าทำ และฉกฉวยโอกาสจากไม่มีอะไรให้เกิดเป็นประตูได้จากการผ่านบอลไม่กี่จังหวะ

แต่ในมุมเชลซีแล้ว…มันง่ายไปครับ และจริง ๆ ลุยซ์ยังพลาด “ประมาท” บริเวณริมเส้นจนเกือบโดนยิง 2-3 ท้ายเกมอีกด้วย

ทีมระดับแชมป์จะไม่พลาดแบบนี้!

รวมความแล้ว หลังได้ “รีวิว” ทุก “บิ๊กทีม” สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาที่อยู่ในตำแหน่ง 1 – 5 : แมนฯซิตี้, เชลซี, ลิเวอร์พูล และอาร์เซนอล (สเปอร์ส อันดับ 4) ไม่นับรวมแมนฯยูฯ (อันดับ 7)

ซีซั่นนี้ “ไม่ง่าย” แน่ ๆ กับการลุ้นแชมป์แม้จะมี แมนฯซิตี้ และลิเวอร์พูล เป็น 2 ทีมในใจ แต่จะมองข้ามเชลซี และอาร์เซนอล ไม่ได้เลยครับ

หรือคิดเห็นว่าอย่างไรกัน เมนท์กันเข้ามาได้นะ “สนุก ๆ”



RELATED POSTS

Story

ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ : Mission Impossible Complete

SPORTDesk. Team

ก่อนเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้าย สเปอร์สของเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ มีโจทย์ยากรากเลือดที่แทบจะเรียกว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ หากหวังจะเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายถ้วยยุโรป โดยเงื่อนไขที่ง่ายที่สุดคือต้องบุกชนะบาร์เซโลน่าในคัมป์ นู แบบเด็ดขาดไปเลย

Feature

ลิโอเนล เมสซี่ : เรื่องราวที่น่ารู้ระหว่างทางจาก 1 ถึง 600

Mr.BOSTON

2 ประตูที่ยิงใส่ลิเวอร์พูล ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อกลางสัปดาห์ ทำให้ ลิโอเนล เมสซี่ เป็นนักเตะคนที่ 7 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอล และเป็นคนที่ 2 ที่ยังคงเล่นอยู่ในตอนนี้ที่ยิงได้ครบ 600 ประตูตลอดอาชีพการค้าแข้ง ต่อจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หลังแนวรุกโปรตุกีส ที่เพิ่งแตะหลัก 600 ประตูไปเมื่อสุดสัปดาห์ก่อนเมสซี่ 3 วันหลังทำประตูในเกม กัลโช่ เซเรีย อา ใส่อริอย่าง อินเตอร์ มิลาน และพา ยูเวนตุส แชร์แต้มไปได้ด้วยสกอร์ 1-1

Feature

“ลูกไขว้”: บางครั้งชีวิตก็ต้องการ “ศิลปะ”

ไข่มุกดำ

ในเกมอุ่นเครื่อง “ฟีฟ่าเดย์” เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่าง อุรุกวัย – เม็กซิโก จากเมืองฮูสตัน มลรัฐเท็กซัส ซึ่งยอดทีมจากอเมริกาใต้ถล่มชนะไป 4-1 ได้เกิดปรากฎการณ์การเล่น “ขั้นเทพ” จากหลุยส์ ซัวเรซ ขึ้นมา