ชี้ชะตาจ้าวอาเซียน

สำหรับผมการต้องเขียนถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ หรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน ที่ไม่มี “ทีมไทย” เป็นอะไรที่ไม่คุ้นชินเอาเสียเลย เพราะก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ 2 ครั้งที่ทีมช้างศึกไม่ได้เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศคือในปี 2004-2005 และ 2010 ที่ทัพช้างศึกตกรอบแรก

กระนั้นแม้ไม่มีทีมไทย แต่ก็ใช่ว่าเกมนัดชิงชนะเลิศจะไม่มีความน่าสนใจ จนต้องปล่อยปะละเลยไปไม่พูดถึง

ฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ หรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียนประจำปี 2018 เดินทางมาถึงวันสุดท้ายของการแข่งขันที่จะชี้ชะตาแล้วว่าใครจะได้เป็น “จ้าวอาเซียน” ระหว่างทีม “ดาวทอง” เวียดนาม หรือ  “เสือเหลือง” มาเลเซีย 

หลังจากเกมนัดแรกที่สนามบูกิต จาลิล ประเทศมาเลเซียจบลงที่สกอร์ 2 – 2 ดูเหมือน เวียดนาม จะเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบจากอะเวย์โกลที่ทำได้ถึง 2 ประตูบนแดนเสือเหลือง ก่อนกลับมาเปิดสนาม มีดิงห์ สเตเดี้ยม ในกรุงฮานอย ต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือนจากแหลมมลายูในวันนี้

เนื่องจากมันทำให้ ทัพดาวทองจะมีทางเลือกอื่นนอกจาก “ชัยชนะ”ที่จะทำให้พวกเขาคว้าแชมป์ไปครอบครอง นั่นคือ “ผลเสมอ” ที่เสียไม่ถึง 2 ประตู  คือ 0-0 หรือ 1-1  ตำแหน่งแชมป์ก็จะตกเป็นของพวกเขาทันที

อย่างไรก็ตามการได้ลงเล่นบนผืนแผ่นดินตัวเองท่ามกลางแรงเชียร์จากแฟนบอลนับล้านคนที่ส่งแรงใจมาจากทั่วทั้งประเทศ รวมทั้งที่สำคัญคือแฟนบอลในสนามกว่า 40,000 คนที่ต้องบอกว่าส่งเสียงเชียร์ดังกึกก้องที่สุดในทัวร์นาเมนท์ จากเกมล่าสุดที่เวียดนามเปิดบ้านเอาชนะฟิลิปปินส์ไปได้ 2-1ในรอบรองชนะเลิศนัดที่ 2  ซึ่งวัดค่าได้สูงถึง 121.1 เดซิเบล เมื่อเวียดนามมีโอกาสทำประตู และวัดค่าได้สูงสุด 121.7 เดซิเบล เมื่อเวียดนามทำประตูแรกได้ “ชัยชนะ” จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ทัพดาวทองต้องการเพื่อกรุยทางไปสู่ตำแหน่งแชมป์ และมอบเป็นของขวัญให้แก่แฟนบอล

อย่างไรก็ดีไม่ได้มีเพียงแค่เสียงเชียร์ของเหล่าแฟนบอลเท่านั้นที่จะนำทัพดาวทองไปสู่การได้ชัยชนะในเกมนี้

เพราะด้วยผลการแข่งขันจากเกมแรก “บีบ” ให้มาเลเซีย ต้องเปิดเกมบุกเข้าใส่เวียดนามอย่างปฏิเสธไม่ได้ นั่นจึงเข้าทาง “แท็คติค” ของ ปาร์ค ฮัง โซ กุนซือชาวเกาหลีใต้วัย 59 ปี ของเวียดนาม ที่เน้นเกมรัดกุม และใช้จังหวะโต้กลับโจมตีคู่ต่อสู้ตามสไตล์ปรัชญา “เกมรับที่ดี จะนำมาซึ่งเกมรุกที่ดี”อย่างที่เจ้าตัวเชื่อมั่น และใช้สร้างทีมเวียดนามมาตลอดขวบปีนับตั้งแต่รับงานคุมทีม

ที่สำคัญมันเคยใช้ได้ผลกับมาเลเซียมาแล้วในการเจอกันรอบแรก ซึ่งเวียดนามเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 2 – 0 ทั้งที่ครองบอลเพียง 41%

โอกาสที่เวียดนามจะได้รับชัยชนะในเกมนี้ และคว้าแชมป์ไปครอบครองจึงมีสูง ยิ่งกุนซืออย่าง ปาร์ค ฮัง โซ ต้องการได้แชมป์ทัวร์นาเมนท์นี้ เพื่อสร้างความสำเร็จที่จับต้องได้เป็นครั้งแรก หลังจากก่อนหน้านี้พาทีมทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการได้รองแชมป์ฟุตบอลอายุไม่เกิน23ปีชิงแชมป์เอเชีย และได้อันดับ 4 เอเชี่ยนเกมส์

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้มาเยือนอย่างมาเลเซียต้องเจอกับความยากลำบากในเกมนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้ ถึงขนาดที่ ตัน เชง โฮ กุนซือของทีมเสือเหลืองเปรียบเปรยว่าเหมือนพวกเขากำลังจะต้องปินเขา

กระนั้นแม้จะดูเป็นเรื่องยาก แต่ก็ใช่ว่ามาเลเซียจะไม่มีช่องที่จะฉวยเอาชัยได้ในเกมนี้

หนึ่งในจุดอ่อนที่สำคัญของทัพดาวทองคือการตั้งรับลูกตั้งเตะ หรือลูกเซ็ตพีท 

สังเกตได้การเผชิญหน้ากันที่บูกิต จาลิล ทีมเสือเหลืองได้ 2 ประตูจากลูกตั้งเตะทั้งสิ้น และประตูที่ทัพดาวทองเสียให้กับฟิลิปปินส์ในบ้านก็มาจากลูกเตะมุม

อีกประการที่สำคัญคือใจของนักเตะเวียดนามเอง

แน่นอนว่าเสียงเชียร์ และแรงใจจากกองเชียร์ที่ล้นหลามจะสร้างพลังให้กับทัพนักเตะดาวทอง และข่มขู่คู่ต่อสู้ผู้มาเยือนอย่างเสือเหลือง ทว่ามันก็เปรียบเสมือนเหรียญที่มี 2ด้าน เมื่อมันมีทั้ง “ประโยชน์” และมี “โทษ” ในตัวมันเอง

การต้องแบก “ความหวัง” ของแฟนบอลทั้งประเทศที่หมายมั่นปั้นมือจะเฉลิมฉลองแชมป์หลังจบเกมนี้ อาจทำให้นักเตะเวียดนามเกิด “ความกดดัน” ยามเมื่อต้องอยู่ในสนาม

ขนาด ปาร์ค ฮัง โซ กุนซือชาวเกาหลีใต้วัย 59 ปี ของเวียดนาม  เข้าใจถึงสถานการณ์นี้ และพร้อมแนะนำให้นักเตะของเขามีสมาธิและควบคุมตัวเองให้ได้

นี่จึงเป็นเกมที่น่าสนใจ ซึ่งผลการแข่งขันในท้ายที่สุดยังคงออกได้ 2หน้า ไม่สารถบอกได้ว่าใครจะก้าวขึ้นจ้าวอาเซียนสมัยที่ 2 ของตัวเอง

จนกว่าเสียงนกหวีดยาวจะสิ้นสุดลงที่สนาม มีดิงห์ สเตเดี้ยมในวันนี้