ใคร (ไค) ฮาเวิร์ตซ์?

24 May 2020
686 VIEWS

4 ประตูจาก 2 นัดในศึกบุนเดสลีกา หลังจากฟุตบอลเยอรมนีกลับมาลงสนามฟาดแข้งกันอีกครั้ง ทำให้ชื่อของ ไค ฮาเวิร์ตซ์ กลายเป็นที่พูดถึงในหน้าสื่อวงการฟุตบอลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งเรื่องฟอร์มในปัจจุบันที่ร้อนแรงชนิดหาตัวจับยาก และเรื่องเกี่ยวกับอนาคตจากการเป็นที่จับตามองของบรรดายักษ์ใหญ่ในยุโรปมากหน้าหลายตาทั้ง บาเยิร์น มิวนิค, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, บาร์เซโลนา และล่าสุดคือ ลิเวอร์พูล ที่ว่ากันว่า เจอร์เก็น คล็อปป์ ถูกใจฟอร์มเขามากทีเดียว

เด็กปั้นที่ถูกหมายตาจากบรรดาทีมใหญ่

นับตั้งแต่ย้ายสโมสรจาก อเลมาเนีย อาเคน ในปี 2010 ด้วยวัยเพียง 11 ขวบ เขาก็ใส่เสื้อของไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น มาตลอดจวบจนปัจจุบันเป็นเวลาเกือบทศวรรษแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าจากเด็กน้อยคนหนึ่งได้เติบโตขึ้นมากลายเป็นกำลังหลักของทีม “ห้างยา” โดยไม่ได้ล้มหายตายจากไประหว่างทางเหมือน “เทพเอฟเอ็ม” อีกหลายคนก่อนหน้านี้ โดยมีเครื่องการรันตีด้วยการเป็นทั้งผู้เล่นตัวหลักให้สโมสร และ ยังติดทีมชาติเยอรมนีไปแล้วอีกด้วย

จุดเปลี่ยนในชีวิตของ ฮาเวิร์ตซ์ ที่น่าจะเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต เกิดขึ้นในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรุ่นอายุต่ำกว่า 17 ปี ในปี 2016 ที่อาเซอร์ไบจาน เขาถูกโค้ช ไมเคิล โชนไวต์ซ เรียกตัวไปติดทีมด้วยวัย 16 ปี เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นแม้จะไม่สามารถพาเยอรมนีไปถึงแชมป์และยิงไปได้แค่ประตูเดียว แต่การเล่นและสิ่งที่เขาแสดงออกมาก็เปรี้ยงพอที่จะทำให้เขาติดทีมแห่งทัวร์นาเมนต์ในตำแหน่งกองกลาง และเมื่อกลับมาที่ เลเวอร์คูเซ่น ทีมก็เรียกเขาขึ้นมาสู่ชุดใหญ่ทันที

เลเวอร์ฯ ตัดสินใจส่งเขาลงสนามครั้งแรกในวันที่ 15 ตุลาคม 2017 ในเกมเอาชนะ แวร์เดอร์ เบรเมน 2-1 โดยเขาลงมาแทนที่ ชาร์ลส์ อารันกีส นั่นทำให้เขากลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดของสโมสรที่ได้ลงเล่นในศึกบุนเดสลีกา ด้วยวัย 17 ปี 126 วัน ก่อนที่สถิติดังกล่าวเพิ่งมาโดนทำลายในสัปดาห์ก่อน (18 พฤษภาคม 2020) เมื่อทีมส่ง ฟลอเรียน ไวร์ตซ์ ลงสนามด้วยอายุเพียง 17 ปี กับ 15 วัน 

ว่ากันว่าการก้าวขึ้นมาของ ฮาเวิร์ตซ์ ในตำแหน่งกองกลางตัวรุก เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ “ห้างยา” ยอมปล่อยตัว ฮาคาน ซัลฮาโนกลู ให้เอซี มิลาน ในช่วงซัมเมอร์ฤดูกาลต่อมา (ซัมเมอร์ 2017) และเขาก็ยึดตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์อย่างเด็ดขาด โดยได้ลงเล่น 30 นัดในบุนเดสลีกา ทำไป 3 ประตู กับ 9 แอสซิสต์ แทนที่ตัวทำเกมชาวตุรกีที่จากไป และเป็นกำลังหลักให้กับทีมมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

มิดฟิลด์ตัวรุก, ปีก และ กองหน้าในคนคนเดียว

สิ่งที่ทำให้ ฮาเวิร์ตซ์ ถูกใจโค้ชที่มองการไกลอย่าง เจอร์เก็น คล็อปป์ แห่ง ลิเวอร์พูล มากที่สุด ไม่ใช่เพราะเขาอายุน้อย หรือ ฟอร์มร้อนแรงเท่านั้น แต่ว่ากันว่า คล็อปป์ เห็นศักยภาพที่ซ่อนเร้นในตัวนักเตะทีมชาติเยอรมนี ไม่ต่างจากในวันที่เขาตกหลุมรัก โรแบร์โต ฟีร์มิโน ก่อนหน้านี้ เพราะไอ้หนุ่มวัย 20 ปี คนนี้ มีอะไรหลาย ๆ อย่างเหมือนกับกองหน้าบราซิเลียนจริง ๆ

ฮาเวิร์ตซ์ นอกจากจะเป็นเพลย์เมกเกอร์ฝีเท้าฉกาจแล้ว ในยามจำเป็นเขายังสามารถถ่างออกไปเล่นทางแนวรุกกราบขวาได้ทุกตำแหน่ง ทั้งมิดฟิลด์กราบขวา, ปีกขวา และกองหน้าฝั่งขวา แม้จะไม่ได้โยนบอลแม่นยำเหมือนปีกอาชีพ แต่ ฮาเวิร์ตซ์ มีทักษะในการไปกับบอลและผ่านบอลอย่างดีเยี่ยมแบบเพลย์เมกเกอร์ติดตัวเป็นการทดแทน ดังนั้นตำแหน่งทางฝั่งขวาจึงสร้างชื่อให้กับเขาได้ไม่ต่างกัน

ล่าสุด ไอ้หนุ่มคนนี้ยังถูกจับไปอยู่ในตำแหน่งใหม่ได้ไม่นาน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาถูกจับโยนไปพร้อมกับมอบปลอกแขนกัปตันทีมให้ด้วย นั่นคือกองหน้าตัวจบสกอร์ ซึ่งตำแหน่งนี้เองทำให้ทักษะอีกอย่างเบ่งบานขึ้นแม้มันจะเริ่มส่อเค้ามาตั้งแต่ช่วงปลายฤดูกาลก่อนแลเวก็ตาม นั่นคือทักษะในการเป็นเพชฌฆาตที่จบสกอร์ในกรอบเขตโทษได้อย่างเยือกเย็นและเฉียบคม

นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ คล็อปป์ อาจจะเห็น ฟีร์มิโน ในตัวของเด็กคนนี้ อย่างไรก็ตาม ทีมอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด อาจจะเห็นเป็น คริสเตียโน โรนัลโด คนใหม่ หรือ บาเยิร์น มิวนิค อาจจะเห็นเป็น โธมัส มุลเลอร์ คนต่อไป และ บาร์เซโลนา อาจจะเห็นเป็น อันเดรียส อิเนียสตา ทีมมีสัญชาติเยอรมันก็เป็นไปได้เหมือนกัน

เพลย์เมกเกอร์ธรรมชาติที่มาพร้อมกับสัญชาตญาณการจบสกอร์

อย่างที่เรียนไปในหัวข้อก่อนหน้านี้ว่า ทักษะการจบสกอร์เขาเพิ่งตื่นขึ้นได้ไม่นาน แต่มันกลับพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว โดยสิ่งนี้เริ่มผลิบานอย่างแท้จริงในช่วงปลายฤดูกาลก่อน ตอนที่เขาได้รับบทบาทในฐานะปีกขวาที่ได้มาป้วนเปี้ยนในกรอบเขตโทษบ่อยขึ้น ต่างจากในช่วงต้นฤดูกาลที่เขามักจะทำประตูได้จากการซ้ำลูกยิงในจังหวะสอง หรือ การส่องไกลมากกว่า 

การได้มาอยู่ในกรอบเขตโทษปลุกวิญญาณเพชฌฆาตของเขาให้ตื่นขึ้น โดยเฉพาะทักษะในการใช้ศีรษะ ซึ่งนั่นช่วยให้เขาใช้ประโยชน์จากส่วนสูง 189 เชนติเมตรให้เกิดประโยชน์ได้ถึงขั้นสูงสุด โดยปลายฤดูกาลก่อน ฮาเวิร์ตซ์ ทำไปถึง 8 ประตู จาก 10 นัดในช่วงก่อนจบฤดูกาล และยิงติดต่อกันใน 4 นัดสุดท้ายก่อนปิดฤดูกาลบุนเดสลีกาด้วย

นั่นเป็นสาเหตุที่บางครั้งในช่วงท้ายเกม เขาถูกโยกไปเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้า ก่อนที่เขาจะได้รับมอบหมายให้ลงเล่นในตำแหน่งนี้อย่างจริงจังหลังจากที่ บุนเดสลีกา พ้นสถานะการล็อกดาวน์กลับมาเล่นอีกครั้งในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และเขาได้เล่นตำแหน่งดังกล่าวจากนาทีแรกจนไม่อยู่ในสนาม ซึ่งเมื่อกลายมาเป็นกองหน้าตัวจบสกอร์ ฮาเวิร์ตซ์ ทำได้ไปถึง 4 ประตูจาก 2 นัดตั้งแต่ บุนเดสลีก้า กลับมาเลยทีเดียว

ชายหนุ่มที่ยังเติบโตได้อีก

สิ่งที่ทำให้ตัวของ ไค ฮาเวิร์ตซ์ น่าสนใจที่สุด ไม่ใช่ทักษะการทำเกม การเล่นเกมบุก หรือการจบสกอร์เท่านั้น หากแต่สิ่งที่ผู้จัดการทีมมองเห็นในตัวของเขา คือศักยภาพในการพัฒนาตัวเองได้อย่างเร็วเหลือเชื่อ เพราะตลอด 3 ปี นับตั้งแต่ขึ้นทีมชุดใหญ่ของ เลเวอร์วูเซน เขาต้องลงสนามไปแล้วทั้งหมดถึง 6 ตำแหน่ง (มิดฟิลด์ตัวกลาง, กองกลางฝั่งขวา, มิดฟิลด์ตัวรุก, ปีกขวา, กองหน้าฝั่งชวา และ หน้าเป้า ) เขาต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอด ตั้งแต่การควบคุมจังหวะการจ่ายบอล, การไปกับบอล, การเปิดบอล การเข้าปะทะเพื่อสกัด และล่าสุดคือการจบสกอร์

อย่าลืมว่า ฮาเวิร์ตซ์ เพิ่งมาได้สตาร์ตในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าได้แค่ 3 ครั้งเท่านั้น แต่ปัจจุบันเขายิงไปแล้ว 10 ประตู และเขาเองก็มีโอกาสทำลายสถิติการยิงประตูใน 1 ฤดูกาลของตัวเองที่ทำไว้ 17 ประตูเมื่อฤดูกาลก่อนได้ หากยังเดินหน้าทำประตูได้อย่างต่อเนื่องในอีก 11 เกมที่เหลือของ บุนเดสลีกา ฤดูกาลนี้

แล้วหลังจากนั้นเราค่อยมาดูกันว่า อนาคตของ ไค ฮาเวิร์ตซ์ จะยังได้อยู่ในเยอรมนีต่อไปไหม หรือว่าเขาจะได้ไปค้าแข้งในลีกอื่นแทน?