จะเลือก “แท็คติกส์” ไหน?

15 December 2018
1,122 VIEWS

ทราบไหมครับว่า ระบบ “4-3-3” กับ “4-2-3-1” ของลิเวอร์พูลต่างกันอย่างไร?

ก่อนจะไปทราบคำตอบ ผมขอ “แอบถาม” ก่อนว่า เกมเฉือนนาโปลี 1-0 ในอีกนัดแห่งความจำค่ำคืน European Nights ทัพหงส์แดง ใช้นักเตะ 11 คนแรกต่างจากเกมนัดไฟนอล UCL 2018 กับเรอัล มาดริด เพียง 2 คนเท่านั้นนะครับ

นั่นคือ โจเอล มาติป แทนที่เดยัน ลอฟเรน และแน่นอนว่า อลิสซง เบคเกอร์ แทนที่ลอริส คาริอุส

นอกนั้นอีก 9 ตำแหน่ง: เทรนท์, ฟาน ไดต์, โรเบิร์ตสัน; ไวจ์นัลุม, เฮนเดอร์สัน, มิลเนอร์; มาเน่, เฟียร์มิโน่ และซาลาห์

หรือก็คือ 6 ตัวบน คือ “ชุดเดิม” ชุดเดียวกับขุนพลตะลุยกรุงเคียฟ และด้วยระบบการเล่นเดียวกัน 4-3-3 เน้นเกมรุก และเพรสซิ่งแบบเร้าใจ (หลัง ๆ ผมอยากจะเลี่ยงคำว่า “gegenpressing”)

จากเกมกับนาโปลีทำให้ผมได้ “บทสรุป” ประการหนึ่ง และเขียนบทความนี้ bit.ly/2ryGJtL เสร็จตั้งแต่ตอนจบครึ่งแรกเกม “คลอปป์ vs อันเช่”

ผมว่า ลิเวอร์พูลเล่นได้ดีในแง่ที่เป็น “ตัวตน” และวิธีการเล่นที่ดีที่สุดแบบ “เดอะ ค็อป” หลงรักในเกมนี้ครับ

อย่างไรก็ดี เพราะคลอปป์ คงได้ “เรียนรู้” ผ่านเส้นทางการทำทีมทั้งในเยอรมัน กระทั่งอังกฤษถึงแมตช์ “อกหัก” เป็นที่สุด เฉพาะอย่างยิ่งใน “บอลถ้วย” ที่แพ้ถึง 6 จาก 7 นัดไฟนอล

กับลิเวอร์พูล “แพ้รวด” 3 เกมไม่ว่าจะเป็นแพ้จุดโทษ ลีกคัพ ให้แมนฯซิตี้, นำก่อนแต่เซบีญ่า ในยูโรป้า คัพ และก็ล่าสุดใน UCL กับมาดริด

ผมคงไม่บอกว่า เพราะ 4-3-3 หรือเฮฟวี่เมทัล ฟุตบอล ทำให้คลอปป์ ต้องเป็นเช่นนั้น หรือเผชิญกับภาวะพ่ายแพ้ท้ายฤดูกาลในเกมฟุตบอลไฟนอล

หรือในบอลลีกก็ไปไม่ถึง “ฝั่งฝัน” เท่าที่ควรท่ามกลางกระแสวิเคราะห์ไม่น้อยว่า ฟุตบอลสไตล์นี้ “ใช้พลัง” เยอะ

จะ “โดดเด่น” สุดเท่ห์ในบางนัดก็จริง แต่พอถึงบางจังหวะในเกมสำคัญ ๆ ที่ “ออกหมัด” ไม่ออก

รูปแบบการเล่นแบบนี้อาจไม่ดีพออันนำมาซึ่งการปรับระบบเป็น 4-2-3-1 ในฤดูกาลนี้ และวิธีการเล่นที่ไม่ได้ “เพรสซิ่งสูง” หรือใช้พลังงานเฉกเช่นการเล่น 4-3-3

เหตุผลหนึ่งของไลน์อัพ 4-2-3-1 อาจเป็นเพราะการต้อง accommodate หรือหาที่หาทางให้ เซอร์ดาน ชาห์คิรี ลงใน “3” และให้พลังถล่มประตูของ ซาลาห์ เติมใน “1” (ทำได้ 7 ประตู, 2 แอสซิสต์ใน 6 แมตช์พรีเมียร์ลีกกับตำแหน่งนี้)

เท่าที่สังเกตดู ในเกมธรรมดา คลอปป์มักเลือกระบบนี้ และ “พร้อมปรับ” เป็น 4-3-3 ย้ายซาลาห์ไปด้านขวาใน “เกมใหญ่” ที่ต้องการชัยชนะ (แม้ซาลาห์ทำได้เพียง 3 ประตู, 1 แอสซิสต์ จาก 9 เกม – ทว่ามันเป็นเกมยาก ๆ ในลีก)

ดังจะเห็นได้ว่า 2 ระบบของลิเวอร์พูลมี “จุดเด่น” ต่างกันอย่างน้อย ๆ คือ การรักษาพลังงาน และเล่นรับรัดกุมของ 4-2-3-1 ที่เล่นเพื่อผลการแข่งขัน และจะช่วยรักษาพลังไว้จัดเต็มกับ 4-3-3 ที่จำเป็นต้องมี “จังหวะพีค” ให้ถูกต้อง

เหมือนที่คลอปป์เคยพูดเรื่อง “ให้ขนม” ว่าจะ spoil นักเตะจนเคยชิน ได้กินบ่อย หรือใช้ (รุก ดุดัน) พร่ำเพรื่อไม่ได้

เจมี คาราเกอร์ ได้ตอบคำถามข้างต้นของผมว่า จริง ๆ แล้ว 4-2-3-1 และ 4-3-3 แทบไม่ต่างกันในวิธีการเล่น การยืนตำแหน่ง (แต่ “หลักการ” ในการใช้งานต่างกันตามที่ผมเรียนไว้ข้างบนนะครับ)

โรแบร์โต้ เฟียร์มิโน่ ในฐานะ false 9 หรือนักเตะเบอร์ “9 ครึ่ง” หรือจะ “10 ครึ่ง” ก็สุดแล้วจะดร็อปลงมาต่ำกว่า แนวการเล่นของซาลาห์ และมาเน่อยู่แล้วในฟอร์เมชั่น 4-3-3

ไม่ต่างอะไรกับตอนเล่น 4-2-3-1 ที่ “เฟียร์โน่” คือ “เบอร์ 10 แท้ ๆ” และซาลาห์กลายไปเป็นเบอร์ 9 เต็มตัวหน่อย เพราะยืนตรงกลาง หรือ “หุบใน” มากขึ้นเช่นเดียวกับ มาเน่

ระบบนี้ยังเปิดทางให้ ชาห์คิรี ได้เล่นด้านขวาของ “3” และใส่ขยับ 3 มิดฟิลด์จากระบบ 4-3-3 ให้มามี 2 ตัวยืนเน้นรับ หรือช่วยกันเชื่อมบอลเป็น “2” ตรงกลาง

บาลานซ์ของ 4-2-3-1 จึงอย่างน้อย “ลดเสี่ยง” ทุกรูปแบบได้ดีกว่า เฉพาะอย่างการโดนเจาะตรงกลาง ขณะที่เกมรุกอาจมีตัวสนับสนุนน้อยกว่า แต่การยืนก็แทบไม่ต่างกัน เว้นเสียแต่ “เฟียร์โน่” อาจต้องดร็อปลงต่ำกว่าปกติ

ด้วยวิธีการนี้ คลอปป์เชื่อมั่นว่า ลูกทีมจะโดน “เคาน์เตอร์แอทแทค” น้อยลง และคอนโทรลเกมได้ดีขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งยามเจอคู่แข่งที่จ้องจะ “ตีหัวเข้าบ้าน”


สุดท้ายนำมาซึ่งประเด็นให้ร่วมกัน “ถก” ครับว่า พวกเราอยากเห็นลิเวอร์พูลเล่นแบบไหน อย่างไร หรือมองเกม “แดงเดือด” ไว้เช่นไรครับ?

รับชมแมตช์ “แดงเดือด” ลิเวอร์พูล – แมนฯยูไนเต็ด ผ่านทรูวิชั่นส์ แพลทินัม หรือ โกลด์ แพ็กเกจ ดูกีฬาดังครบมากที่สุด พร้อมดูบอลฟรีจนจบฤดูกาล 2018/19

สนใจคลิก https://bit.ly/2LcGvBH นะครับ