ฟาน ไดค์ ระดับไหน ?

หลายวันก่อนมีคนส่งข้อความมาถามในรายการบนหน้าปัด FM96 ว่าในทีมลิเวอร์พูล ชุดนี้ มีใครบ้างหรือไม่ที่ดีพอเข้าขั้นเรียก “ระดับโลก”

ผมสรุปไปว่า…ณ ตอนนี้ยังไม่มี แต่ศักยภาพหรือ potential พอจะเห็นแววอยู่สองคน คืออลิสซอน เบ็คเคอร์ กับเวอร์กิล ฟาน ไดค์

ถามว่าแล้วตัวรุกอย่างโม ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ รวมทั้่งซาดิโอ มาเน่ ไม่มีแววบ้างหรือ ?

ขออธิบายอย่างนี้….การจะบอกว่าใครถึงระดับโลกหรือไม่ถึง แปลว่าต้องมีตัวเปรียบเทียบ และคนนั้่นต้องถูกซูฮกว่าเก่งฉิบหายวายป่วง เก่งแบบไม่เป็นสองรองใครในตำแหน่งเดียวกัน ถึงจะให้ดาวมิชิลินว่าเวิลด์ คลาส

ในบรรดากองหน้าหรือตัวรุกที่เจ๋งกว่าสามแนวรุกหงส์ ต้องยอมรับว่ามีอีกเพียบ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมพวกเขายังไม่เข้าข่าย แต่อนาคตไม่แน่

ขณะที่อลิสซอน กับฟาน ไดค์  ถ้าเทียบกับแคนดิเดตในตำแหน่งผู้รักษาประตู และกองหลัง ทั้งคู่ถือว่าขยับเข้าใกล้  บวกกับอายุเพิ่ง 26-27 ขัดเกลาอีกหน่อย ผ่านการพิสูจน์อีกนิด เส้นชัยของการติดดาวมิชิลินอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

โดยเฉพาะฟาน ไดค์  ที่ศิษย์เก่าหงส์อย่างเจมี่ คาร์ราเกอร์ สถาปนาให้เป็นกองหลังที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ ลีก

กรุณาพยักหน้า ต่อให้แอบเห็นต่างก็ตามที

ฉะนั้นถ้าคุณดีที่สุดในลีกอังกฤษ คุณย่อมสูสีกับคำว่าดีที่สุดในโลก

ทว่า…คล้อยหลังคำเยินยอของคาร์ร่า ก็มีเสียงแตะเบรกเบาๆ มาจากกุนซือฮอลแลนด์ และอดีตนายเก่าที่เซ้าธ์แฮมป์ตัน อย่างโรนัลด์ คูมัน กับการวิจารณ์ฟาน ไดค์ ว่า too laid back

แปลเป็นไทยคงทำนอง  “ย่ามใจเกินไป, ติดประมาทไปหน่อย, ออกแนวขี้เกียจนิดๆ”

คำนี้คือ tag ติดตัวฟาน ไดค์ มาตั้งแต่สมัยเป็นเยาวชนของโกรนิงเก้น

ปีเตอร์ ฮุสตร้า นายใหญ่ของทีมเวลานั้น เล่าว่าต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อปรับทัศนคติของเด็กคนนี้ให้มีวินัยมากขึ้น มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น เพราะบ่อยครั้่ง ฟาน ไดค์ ไม่ค่อยเต็มที่ในการฝึกซ้อม มีความมั่นใจตัวเองสูงว่าด้วยสรีระ หรือความเร็ว (เมื่อเทียบกับนักเตะไซส์เดียวกัน) จะเอาอยู่เมื่อรับมือกับคู่แข่ง

ฮุสตร้า จับฟาน ไดค์ ดองเค็มในทีมสำรองอยู่ปีเต็มก่อนผลักขึ้นชุดใหญ่ช่วงปลายฤดูกาล 2010/11  ไม่กี่เดือนก่อนเป่าเค้กฉลองวันเกิดครบ 20 ขวบ

สำหรับนักเตะในฮอลแลนด์ และยิ่งความสามารถที่ดูจะครบเครื่องเรื่องกองหลังด้วยแล้ว การเพิ่งเล่นเกมชุดใหญ่นัดแรกในวัยยี่สิบ ถือว่าช้ามาก

บางที เส้นทางชีวิตของเขา อาจถูกกำหนดมาให้เนิบนาบค่อยเป็นค่อยไปแบบนี้ก็ได้ เพราะหลังจากสองปีในชุดใหญ่กับโกรนิงเก้น  ฟาน ไดค์ ยังมีเวลาสโลว์ไลฟ์อีกสองปีกับเซลติก และราวสองปีครึ่งในสีเสื้อเซ้าธ์แฮมป์ตัน

ฮุสตร้า พูดด้วยความประหลาดใจว่าแม้จะมีความสนใจจากทีมใหญ่ แต่กลับไม่มีข้อเสนออย่างจริงจังเข้ามา  เหตุผลหนึ่งคือในฮอลแลนด์ ถ้าคุณไม่ไต่เต้ามาจากทีมอย่างอาแจ็กซ์, พีเอสวี หรือเฟเยนูร์ด  คุณมักถูกมองด้วยความสงสัยว่าใช่ของจริงหรือเปล่า

ฟาน ไดค์ รอจนเกือบอายุ 27 ถึงเพิ่งก้าวสู่ทีมระดับบิ๊กของยุโรป เป็นครั้่งแรกเมื่อลิเวอร์พูล ทุ่มเงินเป็นสถิติค่าตัวกองหลังแพงสุดในโลก 75 ล้านปอนด์ ในเดือนมกราคม

ในโลกยุคที่ทุกอย่างสับสปีดเร็วจี๋ ใครคิดช้าทำช้ามักถูกทิ้งไว้ข้างหลัง บรรดาสโมสรส่งแมวมองออกล่าเหยื่อตั้งแต่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม กรณีของฟาน ไดค์ ย่อมถือว่าสวนทางกระแสโลกาภิวัฒน์สิ้นเชิง

ทำไมถึงกลายเป็นเซลติก ที่ประสบความสำเร็จได้ตัวกองหลังรายนี้ หลังจากมาซุ่มดูฟอร์มและประทับใจกับผลงานประกบวินฟรีด โบนี่  (ดาวยิงสูงสุดของเอเรดิวิซี่ ลีก ในปีนั้น 31 ประตู) จนกระดิกไม่ออก

โยฮัน มัลล์บี้ ผู้ช่วยกุนซือของนีล เลนนอน ในทีมม้าลายเขียวขาว เล่าว่าเขาตามไปดูให้แน่ใจอีกนัดในเกมปิดท้ายฤดูกาลกับอาแจ็กซ์ ก่อนกลับมาพร้อมความคิดที่ตกผลึกว่าถ้าไม่ซื้อ ก็โง่เต็มทน

มัลล์บี้ ยังงงด้วยซ้ำว่าเพราะอะไร ทีมใหญ่ถึงปล่อยผ่านฟาน ไดค์ จากโกรนิงเก้น หลุดมาถึงเซลติก ตามด้วยเซ้าธ์แฮมป์ตัน แถมแต่ละสถานียังใช้เวลาจอดไม่น้อยกว่าสองปี

แต่อดีตกองหลังทีมชาติสวีเดน ก็เชื่อว่าการมีเวลาค่อยๆ ไต่เต้าความยากขึ้นละสเต็ป ไม่หุนหันปีนลิฟต์เร็วเกินไป กลายเป็นผลดีต่อตัวนักเตะในที่สุด

แม้ความเคลือบแคลงยังคงมี ความผิดพลาดจนเสียประตูให้แมนฯ ซิตี้ ในรอบก่อนรองฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดที่สอง เช่นเดียวกับการเข้าสกัดพรวดพราดจนเสียจุดโทษให้เรือใบสีฟ้าในเกมพรีเมียร์ ลีก นัดล่าสุด

หรือการมีส่วนพลาดกับประตูชัยของฝรั่งเศส ในเกมอุ่นเครื่องจนโรนัลด์ คูมัน ต้องรีบมาอธิบายทันทีหลังเสียงนกหวีดจบเกม

เหล่านี้คือบทเรียนที่ฟาน ไดค์ ยังต้องขัดเกลา

เพื่อก้าวสู่ความเป็นแข้งระดับโลกให้ทุกคนยอมรับ



RELATED POSTS

Thought

ผู้ชนะได้เขียนประวัติศาสตร์ ?

มาริโน่

แดน บราวน์ นักเขียนสัญชาติอเมริกัน เจ้าของหนังสือที่โด่งดังไปทั่วโลกอย่าง “เดอะ ดา วินชี่ โค้ด” เคยบอกว่า “History is always written by the winners” 

Thought

ปรบมือลา

ลูกแม่กิ่ง

แม้จะเป็นจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แต่น่าแปลกที่ตลอดทั้งชีวิตผมกลับเคยมาเยือนสุพรรณบุรีแค่ไม่กี่ครั้ง อย่าถามหาความทรงจำใดๆมันจางและรางเลือนไปหมดแล้ว

Thought

แพ้ซะบ้างก็ดี…

ไข่มุกดำ

ฟังดูอาจเหมือน “องุ่นเปรี้ยว” นิด ๆ นะครับ แต่มันจริงว่า บางที “การแพ้” ซะบ้างก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน ทั้งนี้ พิจารณาลีกหลักสูงสุดของยุโรปจะพบว่า ลิเวอร์พูล, เปแอสเช และยูเวนตุส เป็นเพียง 3 ทีมเท่านั้นที่ครองสถิติ 100% ชนะรวดในฟุตบอลลีก