เมื่อ “รัชนก” เกือบโดนแบนเพราะ “สารเร่งเนื้อแดง”

รัชนก อินทนนท์
11 October 2019
253 VIEWS

กลายเป็นเรื่องที่จบลงอย่างแฮปปีเอ็นดิง หลังสหพันธ์แบดมินตันโลก หรือ บีดับเบิลยูเอฟ จัดการส่งหนังสือยืนยันความบริสุทธิ์ ของ “น้องเมย์ (เรายังควรใช้ “น้อง” หน้าชื่อของเธอกันอยู่ไหม?) รัชนก อินทนนท์ ว่าไม่ได้มีความผิดฐานใช้สารต้องห้าม และยังสามารถลงแข่งขันในรายการต่าง ๆ ของ บีดับเบิลยูเอฟ ได้ตามปกติ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ รัชนก ต้องมาเจอกับปัญหาการตรวจสารกระตุ้นไม่ผ่าน เพราะหากยังจำกันได้ ในปี 2016 ก่อนศึก โอลิมปิก เกมส์ 2016 ที่นครริโอ เดอ จานเนโร ไม่นาน เธอก็เคยโดนตั้งข้อหาคล้าย ๆ กันแบบนี้ หลังมีการตรวจสาร ไตรแอมซิโนโลน อะซิโตไนด์ (Triamcinolone Acetonide, Class S9, Glucocorticoid) ในตัวอย่างปัสสาวะระหว่างการแข่งขัน อูเบอร์ คัพ ซึ่งสารดังกล่าว เป็นหนึ่งในสารต้องห้ามของ องค์การต่อต้านสารกระตุ้นต้องห้ามโลก หรือ “วาด้า” 

โดยครั้งนั้น ต้องชื่นชมทีมงานของรัชนก ที่ทำงานกันอย่างรวดเร็ว ในการหาเอกสารยืนยันว่า เธอ มิได้ใช้สารดังกล่าวโดยเจตนา โดยใช้เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ซึ่งเอกสารที่นำยืนยันความบริสุทธิ์ ก็มีอย่างครบถ้วน ทำให้ บีดับเบิลยูเอฟ พิจารณาให้พ้นข้อกล่าวหาในเวลาต่อมา

มาในครั้งนี้ พล็อตเรื่องคล้าย ๆ เดิม เมื่อมีการสุ่มตรวจตามปกติของ บีดับเบิลยูเอฟ ในวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา แล้วพบว่า ปัสสาวะของ รัชนก มีค่าความเข้มข้นของสาร เคลนบูเทอรอล เกินกำหนดของ วาด้า 

ซึ่งเจ้าสาร เคลนยูเทอรอล (Clenbuterol) นี้ คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อของ “สารเร่งเนื้อแดง” ซึ่งเมื่อรับทราบ ทั้งทางสมาคม และ รัชนก ก็มั่นใจว่า ไม่ได้กระทำผิด จึงได้จัดการหาหลักฐาน รวมไปถึง รายชื่ออาหารและปริมาณที่เธอ รับประทานในช่วงเวลาก่อนการตรวจสารต้องห้าม นอกจากนี้ ยังทีการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อจากตลาด และ ร้านอาหารที่นักแบดมินตันหญิงมือ 1 ของไทยไปรับประทานมาด้วย ก่อนส่งตรวจเพื่อหาสารดังกล่าวจำนวน 3 ครั้ง จนพบสารเร่งเนื้อแดงเจ้าปัญหาที่ว่าในชิ้นเนื้อตัวอย่างที่ไปเก็บมาจนได้

เมื่อหลักฐานแน่นขนาดนี้ บีดับเบิลยูเอฟ จึงใช้เวลาไม่นานในการพิจารณาข้อมูลที่ได้รับ ก่อนตรวจสอบเพิ่มเติม และประกาศว่า รัชนก ไม่มีความผิดในข้อกล่าวหาที่ว่าในที่สุด

จะเห็นว่า ทั้ง 2 ครั้งที่ รัชนก เจอกับปัญหาสารปนเปื้อนในการสุ่มตรวจ เป็นทีมงานของเธอ ทั้งสโมสรแบดมินตัน บ้านทองหยอด และ สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ที่ทำงานสอดประสานกันได้อย่างยอดเยี่ยม เพื่อหาหลักฐานมายืนยันความบริสุทธ์ให้กับเธอ จนพ้นข้อกล่าวหามาได้

การทำงานที่รวดเร็วของทีมงานในครั้งนี้ ส่งผลดีต่อทั้งตัวของ รัชนก และ ทีมชาติไทย ที่ต้องอาศัยเธอสู้ศึกแบดมินตัน โอลิมปิก 2020 ที่กรุงโตเกียว เพราะหากไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ หรือ มีหลักฐานไม่พอทำให้เธอต้องโดนแบนไป อาจจะส่งผลต่อความมั่นใจ และ ฟอร์มการเล่น ยาวไปถึงช่วงโอลิมปิก เกมส์ ในปีหน้าเลยก็ได้

ในทางกลับกัน เมื่อทำงานกันเร็วแบบนี้ ก็ต้องยอมรับว่ายอดเยี่ยม และ สมาคมกีฬาอื่น อาจจะใช้กรณีนี้เพื่อเป็นกรณีศึกษาในการรับมือกับเคสที่คล้ายกันซึ่งอาจจะเกิดขึ้นกับนักกีฬาในสมาคมของตัวเองก็ได้

เพราะถึงแม้ แบดมินตัน ประเภทเดี่ยว จะลงสนามไปเล่นคนเดียว แต่ถ้านอกสนามมีทีมงานดี ๆ คอยสนับสนุน เรื่องยาก ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องง่าย, ปัญหา ก็อาจจะคลี่คลายได้ แบบที่เห็น

ว่าแต่ มันมีบางสมาคมที่ส่งชื่อนักกีฬายังไม่ทันนี่…ลองมาดูงานที่สมาคมแบดมินตันดูไหม?