เมื่อ “สิงห์” ต้องบุกแดน “ช้าง”

25 November 2018
78 VIEWS

หากเอื้อนเอ่ยถึง “สิงห์” และ “ช้าง” หลายคนอาจนึกถึงเครื่องหมายการค้าของแบรนด์เครื่องดื่มยี่ห้อดัง

แต่ถ้าหากในโลกของฟุตบอล โดยเฉพาะในย่านอุษาคเนย์หรืออาเซียนหากเอื้อนเอ่ยถึง “สิงห์” และ “ช้าง”ล่ะก็ มันหมายถึงการเผชิญหน้ากันของเจ้าของฉายา “เมอร์ไลออนส์” อย่าง”สิงคโปร์” กับเจ้าของฉายา “ช้างศึก” อย่าง “ไทย”

เย็นย่ำวันอาทิตย์นี้ที่สังเวียนราชมังคลากีฬาสถานทีมชาติสิงคโปร์ จะบุกมาเยือนทีมชาติไทยในเกมนัดสุดท้ายรอบแบ่งกลุ่มของศึกเอเอเอฟ ซูซูกิคัพ โดยมีตั๋วเข้าสู่รอบรองชนะเลิศของพวกเขาเป็นเดิมพันในเกมนี้

สำหรับทีมเมอร์ไลออนส์ “ชัยชนะ” คือสิ่งที่พวกเขาต้องการเพราะมันคือข้อแม้เดียวที่จะทำให้พวกเขาเข้ารอบโดยไม่ต้องหวังพึ่งใคร แต่ถ้าเสมอพวกเขาต้องลุ้นให้อินโดนีเซียชนะฟิลิปปินส์ ส่วนถ้าแพ้ก็ตกรอบทันที

ทว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่พลพรรคเมอร์ไลออนส์จะบุกมาเอาชนะทีมช้างศึกได้ถึงถิ่น

เมื่อผลงานของทีมเมอร์ไลออนส์ในการมาเยือนทีมช้างศึกนั้นต้องบอกว่าไม่สู้ดีนัก เจอกัน 5 เกมหลังสุดบนแดนสยามยิงไม่ได้เลยแม้แต่ประตูเดียว และแพ้ไปถึง 4 เกม รวมทั้งรูปแบบการเล่น หรือแม้แต่อันดับโลกก็ต้องยอมรับว่าพลพรรคเมอร์ไลออนส์ยังคงเป็นรองทีมช้างศึกอยู่

ที่สำคัญทีมชาติไทยเองก็ยังไม่การันตีว่าจะสู่เข้ารอบรองชนะเลิศไปได้ และต้องเน้นผลการแข่งขันในนัดนี้เช่นกัน ซึ่งถึงข้อแม้ในการเข้ารอบรองชนะเลิศของพวกเขาจะเปิดกว้างทั้ง3 หน้า (ชนะ กับ เสมอ – ได้เข้ารอบแน่นอน , แพ้ – ต้องล้นผลอีกคู่ให้ฟิลิปปินส์แพ้อินโดนีเซีย )

แต่เชื่อเหลือเกินว่าด้วย “ศักดิ์ศรี” ในฐานะ“แชมป์เก่า” และ “เต็งแชมป์” รวมถึงการได้ลงเล่นในบ้านต่อหน้าแฟนฟุตบอลชาวไทยที่จะเข้ามาชมเกมในสนามจนเกือบเต็มความจุของราชมังคลากีฬาสถานนั้น ทำให้ “ชัยชนะ” เป็นสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องได้รับอย่างปฏิเสธไม่ได้ และต้องบุกกดดันเข้าใส่ทีมชาติสิงคโปร์อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นเรื่องยากจากสถานการณ์ และสิ่งแวดล้อมต่างๆ  แต่ดูเหมือนพลพรรคเมอร์ไลออนส์ยังเต็มไปด้วยความหวังที่จะมาขอสู้กับทีมช้างศึกจนกว่าเสียงนกหวีดยาวในสนามจะจบลง

ฟานดี้ อาหมัด ดาวเตะระดับตำนานของสิงคโปร์ ที่ตอนนี้แปรเปลี่ยนมาเป็นกุนซือของทีมเมอร์ไลออนส์ ยอมรับว่าทีมชาติไทยเป็นทีมที่แข็งแกร่ง แต่พวกเขาจะพยายามสู้ให้ดีที่สุดด้วยวินัย และทีมเวิร์ค ซึ่งไม่ว่าจะชนะ , เสมอหรือแพ้ ลูกทีมของเขาจะสู้อย่างเต็มที่จนถึงที่สุด พร้อมกันนี้กุนซือวัย56 ปี ยังเผยว่าเขาได้รับข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับนักเตะไทยจากผู้เล่น 5 คนที่เล่นอยู่ในเมืองไทย

โดยหนึ่งในลูกทีมคนสำคัญหนีไม่พ้น กาเบรียล คว็อก ปีกจอมบุกจากสโมสรราชนาวี ที่เผยถึงสไตล์การเล่นของนักเตะไทยที่เขารับรู้ได้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่านักเตะไทยครองบอลได้ดี ไม่ชอบการถูกเพรซซิ่งกดดันมาก ดังนั้นต้องไม่เปิดโอกาสให้ทีมช้างศึกได้ครองบอลมากจนเกินไป

นอกจากนั้นดาวเตะวัย 27 ปี ยังหวังใช้ประสบการณ์จากเกมไทยลีกที่ต้นสังกัด ราชนาวี สามารถเอาชนะ บีจี ปทุม ที่มี 2มิดฟิลด์ทีมชาติไทยอย่าง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ เป็นต้นแบบในการหยุดยั้งพลพรรคช้างศึกเย็นวันอาทิตย์นี้

ด้าน ฮัสซัน ซันนี่ ผู้รักษาประตูจาก อาร์มี่ ยูไนเต็ด ก็ยอมรับว่าทีมช้างศึกนั้นมีกองหน้าที่อันตรายอย่าง อดิศักดิ์ ไกรษร แต่พวกเขาจะสามารถหยุดดาวยิงวัย 27 ปีได้ หากตัดการสนับสนุนจากกองกลางของทีมช้างศึก โดยเฉพาะมิดฟิลด์คนสำคัญอย่าง  สรรวัชญ์ เดชมิตร ที่จะต้องถูกกดดันและเพรซซิ่งตลอดทั้งเกม

น่าติดตามว่าในท้ายที่สุดแล้วพลพรรคเมอร์ไลออนส์จะทำได้ดีแค่ไหนในการบุกแผ่นดินสยามครั้งนี้

จะสามารถบุกมาเก็บชัยชนะเหนือทีมช้างศึก เหมือนที่เคยทำได้ในฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ 2011 รอบคัดเลือกเมื่อปี 2009 ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 34ปี (ณ ตอนนั้น) พร้อมคว้าสิทธิ์เข้าสู่รอบรองชนะเลิศต่อไปได้หรือไม่ หรือต้องอกหักยุติเส้นทางฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียนของพวกเขาไว้เพียงแค่นี้

อีกไม่นานเกินรอเราจะได้ทราบกัน