เมื่อผู้ท้าชิงต้องการ “ท้าทาย” เพื่อ “ทิ้งหาย” หรือโดนหายใจรดต้นคอ

แมนเชสเตอร์ ซิตี้-ลิเวอร์พูล

เกมที่พรีเมียร์ลีก ขนานนามให้เป็นศึก “Contender vs. Defender” หรือ “ผู้ท้าชิง ปะทะผู้ป้องกันแชมป์” ซึ่งฤดูกาลที่ผ่านมาเบียดกันอย่างสุดสูสีตัดสินแชมป์กันเพียง 1 คะแนนทั้งที่ลิเวอร์พูลแพ้เพียง 1 นัด แต่กลับเสมอมากเกินไปถึง 7 นัดที่นัดพ่ายแพ้ คือ เกมเยือนเอธิฮัด สเตเดียม ม.ค.2019 (แพ้ 1-2) ขณะที่ 1 ใน 7 เกมเสมอ คือ เกิดกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อีกเช่นกันในแอนฟิลด์ ณ ช่วงเวลาประมาณนี้ปีก่อน

ดังนั้น แม้จะผ่าน 11 เกมฤดูกาลใหม่กับช่องว่างทิ้งห่างกัน 6 คะแนนระหว่างจ่าฝูง ในฐานะผู้ท้าชิง ลิเวอร์พูล (31 คะแนน) กับแชมป์เก่า ผู้ป้องกันตำแหน่ง แมนฯซิตี้ 25 คะแนน การเจอกันของทั้งคู่ยังไงก็สำคัญ และไม่มากก็น้อยจะมีผลต่อการตัดสินแชมป์ในบั้นปลาย

ไม่ว่า ผลการแข่งขันนัดนี้จะออกมาอย่างไรก็ตาม

สถิติการเจอกันของทั้ง 2 กุนซือ เยอร์เก้น คลอปป์ และเป๊ป กวาร์ดิโอลา 17 นัด คลอปป์ ชนะ 7 (เป๊ป ชนะ 6), เสมอ 4, ยิง 24 เสีย 24 ประตู เรียกได้ว่า ไม่มีใครได้เปรียบ เสียเปรียบกัน แต่เป็นตัวเลขที่บ่งบอกว่า คลอปป์ทำได้ดีกว่าทุกกุนซือในการเจอเป๊ป (41.2%) ดีกว่าอันดับ 2 โจเซ่ มูรินโญ่ (22.7%) และอาร์เซน เวนเกอร์ (21.4%) อยู่พอตัว

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ว่ากันว่า “respect” เคารพในกัน และกัน ประมาณว่า ไม่สนิท แต่ก็ไม่ได้เกลียด หรือชังกันผ่านสื่อเหมือนคู่อย่าง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กับอาร์เซน เวนเกอร์ ในอดีต

แม้ก่อนเกมนี้จะมีสงครามจิตวิทยากลาย ๆ จากการชมแบบ “เหน็บ” ของเป๊ปใส่ ซาดิโอ มาเน่ เรื่องพุ่งล้มซึ่งดาวเตะเซเนกัลก็ตอบโต้ด้วยการยืนยันจะเล่นแบบเดิมต่อไป

ส่วนคลอปป์ก็โต้เวทีด้วยประเด็น tactical fouls หรือฟาล์วตัดเกมเบรกคู่ต่อสู้ของแมนฯซิตี้ เป็นการแสดงจุดยืนตัวเองว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ แต่ก็อ่ะนะ “เขี่ยลูก” ออกมาแล้ว

ทว่าทั้งหลายทั้งปวง เป็นแค่ “น้ำจิ้ม” ไม่ได้มีอะไรในกอไผ่ และจะไม่มีผลต่อการ “จับมือ” ก่อน และหลังการแข่งขันแบบมืออาชีพอย่างแน่นอน

ในส่วนสถิติ ซิตี้มีผลงานชนะ 11 จาก 12 นัดหลังในเกมเยือน ส่วนลิเวอร์พูลแพ้นัดเดียวใน 50 เกมเมื่อเดือน ม.ค.ให้กับซิตี้ และไม่แพ้ใคร 28 นัด โดยแบ่งเป็น 20 เกมที่ไม่เคยพลาดให้ทีม “บิ๊ก 6” เลยนับจาก 2016

เกมเยือนซิตี้ 4 นัดหลังเก็บได้แค่ 1 คลีนชีตที่แม้จะดูไม่ดีนักเช่นเดียวกับลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ (5 นัดหลัง 1 คลีนชีตในลีก) แต่หากย้อนไปถึง ส.ค.2018ทั้ง 2 ทีมคือ อันดับ 1 และ 2 ตามลำดับในการเก็บคลีนชีตที่ 25 และ 23 ครั้งตามมาด้วยเชลซี (18 ครั้ง)

ในแง่การถล่มประตู ทีมเรือสีฟ้ายิงไปแล้ว 34 ประตูมากกว่าใคร ๆ ใน “บิ๊กไฟว์ลีก” ยุโรป และยิงรวม 129 ประตูเป็นอันดับหนึ่งของพรีเมียร์ลีกตามติดมาด้วย ไม่ใช่ใครที่ไหน ลิเวอร์พูล (114 ประตู) โดยแต้มรวมหงส์แดงดีกว่า 128 คะแนน ขณะที่เรือใบ 123 คะแนนนับจาก ส.ค.2018

ดังนั้นจึงไม่มีอะไรต้อง “สงสัย” ว่า ทั้งคู่คือทีม Contender และทีม Defender หรือ 2 ทีม “บี้แชมป์” ที่ดีที่สุดยามนี้ของพรีเมียร์ลีกอย่างแท้จริง

———————

Coaching Points

ไมเคิล โอเวน ชื่นชมในเชิง “แท็คติกส์” และการเป็นผู้รู้ ใฝ่รู้ รูปแบบ วิธีการเล่นใหม่ ๆ ของเป๊ปว่าอาจจะเหนือกว่า คลอปป์ แต่ก็ยอมรับถึง “พลัง” มาเต็มของกุนซือเยอรมันว่า เหนือกว่า

สิ่งนี้ทำให้เกมของลิเวอร์พูลดูน่ากลัวในเชิง Intensity (ความเข้มข้น ดุดัน), second ball (เก็บบอลจังหวะ), transition (จังหวะเปลี่ยนจากรับไปรุก และรุกไปรับ), pressing และmentality นอกเหนือจากการเป็นทีมที่ดีเหมือน ๆ กัน

โดยจุดเด่น หากจะไล่ทีละตำแหน่ง:

นายทวาร อลิสซง แม้จะได้รับ “เครดิต” เหนือกว่า เอแดร์ซอน หรือเคลาดิโอ บราโว ที่อาจลงมาเกมนี้ ทว่าในเชิงฟุตบอลสมัยใหม่ และการใช้เท้าออกบอลทำเกม โกล์ทั้ง 2 คนของซิตี้เหนือกว่านายด่านบราซิเลียนของหงส์แดง

กองหลัง แม้ลิเวอร์พูลจะมี เวอร์จิล ฟาน ไดต์ และการเติมไปครอสส์พ่วงแอสซิสต์จาก เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ กับแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ทว่า การเจ็บของ โจเอล มาติป และไม่สมบูรณ์เหมือนเดิมของ โจ โกเมซ ทำให้ เดยัน ลอฟเรน และพื้นที่ว่างระหว่างตัวเค้ากับเทรนท์ คือ “จุดอ่อน”

ขณะที่แมนฯซิตี้ หากไม่จับ นิโคลัส โอตาเมนดี้ คู่จอน สโตนส์ ก็คงไม่ขี้เหร่นักกับ แฟร์นันดินโญ่ + สโตนส์ และฟูลแบ็ค ไคล์น วอล์คเกอร์ กับ เบน เมนดี้ หรือ เจา แคนเซโล

โดยหากมองว่า แบ็คหงส์เติมดีกว่า แต่แมนฯซิตี้ก็เด่นกับแท็คติกส์ inverted full back ที่จะหุบเข้าในมาช่วยแดนกลาง และปล่อยพื้นที่ด้านข้างให้เป็นหน้าที่ของตัวบนอย่าง ราฮีม สเตอร์ลิง, ริยาด มาห์เรซ, แบร์นาโด ซิลวา ได้ทำหน้าที่ไป สอดแทรกด้วย early cross โดยเควิน เดอ บรอย

บอลจาก เดอ บรอย ไปเสาสอง โดยนักเตะอย่าง สเตอร์ลิง เตรียมพุ่งไปกับเพื่อน 2-3 คน ขณะที่ในมุมกลับกัน เทรนท์ ก็ต้องสร้างสรรค์โอกาสในลักษณะเดียวกันให้ลิเวอร์พูล (ทั้งคู่ทำสถิติสร้างโอกาสเป็นอันดับ 1 ร่วมที่ 40 ครั้ง – ทิ้งอันดับ 2 เอมิเลียโน บูเอนเดีย แนวรุกนอริช 28 ครั้งขาดลอย)

มิดฟิลด์ มองให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ ลิเวอร์พูลจะเน้น “เบอร์ 8” หรือ “เบอร์ 6” แต่ซิตี้จะเต็มไปด้วย “เบอร์ 10” โดยดีขึ้นมาเล็กน้อยตรง อเล็กซ์ ออกเลด-แชมเบอร์เลน กับบทบาทตัวยิงแถว 2 ที่สร้างความแตกต่าง

ผิดกับซิตี้ ที่ยิงได้, เติมได้, assist ดี และเด่นกว่าในเชิงเกมรุก นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมฟูลแบ็คของเป๊ปจึงต้องทำหน้าที่รับมากกว่า และทางตรงข้ามกับบทบาทพิเศษของทั้ง รบส. กับเทรนท์ในเกมรุก

หากนับย้อนสัก 1-2 ปี เกมซิตี้ชนะ 5-0 ปี 2017 หงส์ดีกว่าจนถึงจุด 0-0 ซาดิโอ มาเน่ โดนไล่ออก ยกเท้าสูงใส่ เอแดร์สัน ขณะที่ฤดูกาลเดียวกัน ม.ค.2018 เตะในแอนฟิลด์ เอาคืน 4-3 (นำ 4-1) ด้วยการเล่น “เพรสซิ่ง” จนแมนฯซิตี้ไปไม่เป็น

ฤดูกาลที่แล้ว 2018/19 เกมแรก ต.ค.2018 (0-0) เป๊ป “รัดกุม” มากขึ้น เพราะโดนไปยับไปกลับใน UCL โดยใช้แบ็คโฟร์ยืนใกล้กัน เพื่อให้ compactและรักษาเชฟ กับปิดพื้นที่ตรงกลางหน้ากรอบเขตโทษ ขณะที่ฟูลแบ็ครอจังหวะที่มั่นใจจริง ๆ จึงเติมโดยกุนซือสแปนิช “ใส่ใจ” กับคู่แข่งมากขึ้นกว่าปกติของตัวเอง

แท็คติกส์รัดกุมของเป๊ปอาจเป็นแท็คติกส์ที่ดี แต่ก็จะเปิดพื้นที่ให้ เทรนท์ กับ รบส.ได้เติม ทว่าลิเวอร์พูลก็ต้องระวังการโดนโต้กลับจากซิตี้เช่นกัน

เพราะจังหวะ transition และโต้กลับจากรับเป็นรุกของซิตี้จะระมัดระวัง ปล่อยเพียงกองหน้า อเกวโร หรือตัวริมเส้น สเตอร์ลิง กับแบร์นาโด ซิลวา (มาห์เรซ) สนับสนุนโดย เดอ บรอย โดยข้อแตกต่างคือ ตัวริมเส้นแดนบนจะยืนริมเส้นมากกว่าลิเวอร์พูล

โดยอาจมีจังหวะที่ฟูลแบ็คอย่าง วอล์คเกอร์พุ่งเติมมากอย่างรวดเร็ว ส่วนอีกเกม ม.ค.2019 คือ แมตช์หงส์แดงบุกแพ้ 1-2 นัดแรก และนัดเดียวในฤดูกาลที่ “เป๊ป” ก็จัดทีม และรูปแบบวิธีการเล่นค่อนข้างละเอียดกับทีมที่มีสถิติครองบอลสูงสุดในลีกในการปะทะกับพวกเค้า

เกมนี้ 10.11.19 จึงน่าสนใจในหลากหลาย “มิติ” เพราะความแตกต่างกันของทั้ง 2 ทีม และความสามารถในการเล่นตามแท็คติกส์ที่คาดเดายากว่า คลอปป์ และเป๊ป คิดอย่างไร

แต่ที่แน่ ๆ คือ transition ของทั้ง 2 ทีมน่าจะเป็นจุดชี้ขาดการแพ้ชนะได้อย่างมาก กับความผิดพลาดในเกมรับให้น้อยที่สุดโดยการครองบอลจะไม่มีผลใด ๆ และอาจไม่เป็นผลดีด้วยซ้ำ หากไม่ได้ครอบครองบอลในพื้นที่อันตราย เพราะนั่นหมายถึง โอกาสจะโดนโต้กลับเร็วได้ทุกเมื่อ

——————

ใครต้องการชนะมากกว่ากัน

เป็นคำถาม “คลาสสิค” สำหรับเกมนี้ และคำตอบแบบ absolute เป๊ะ ๆ ก็คงไม่มีให้ เพราะก็คงไม่มีใครไม่อยากชนะ!!!!

ประเด็นยังมีความย้อนแย้งอยู่นิด ๆ ตรงที่ ลิเวอร์พูล นำ 6 คะแนน หากชนะจะหนีห่าง 9 แต้มทันทีหลังผ่าน 12 นัด หรือแตะ 1 ใน 3 ของเส้นทางการชิงชัยฤดูกาลนี้

9 คะแนนถือว่า “เยอะ” ในเชิงปฏิบัติ เพราะหงส์แดงดูเหมือนจะดร็อปแต้มยากมาก และมีการโกงตายไปแล้ว 10 คะแนนจากสถานการณ์โดนยิงนำก่อนในซีซั่นนี้ และกำลังสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงกับสถิติการทำประตูช่วงท้ายเกมถึงช่วงต่อเวลา (นาน) หรือ Klopp’s time

โดยตัวเลขล่าสุดนับย้อนถึง ส.ค.2018 ลิเวอร์พูลตามหลังทั้งหมด 11 ครั้ง และกลับมาชนะได้ 8 เสมอ 2 แพ้เพียง 1 ครั้ง ขณะที่แมนฯซิตี้ ตามหลัง 9 ครั้งกลับมาชนะเพียง 2 ครั้งเสมอ 1 และแพ้ถึง 6 ครั้งด้วยกัน

เฉพาะอย่างยิ่งนี่คือการเล่นในแอนฟิลด์ เจ้าบ้านย่อมมีภาษี และหวังชนะอย่างสูง ดีกว่าไปลุ้นน้ำบ่อหน้าในเกมเยือนที่เอธิฮัต สเตเดียม

ทว่าหากเสมอ ช่องว่างก็ยังเป็น 6 คะแนนเท่าเดิมซึ่งก็ถือว่า “ไม่น้อย” หรือหากพลาดท่าแพ้จริง ๆ ก็ยังนำอยู่ (3 แต้ม) แม้จะได้ความรู้สึกเหมือนโดนไป/กลับ 6 คะแนนจากกระเป๋าก็ตามที

ฉะนั้นหากตัดประเด็นเตะในบ้าน แอนฟิลด์ อันเป็นความได้เปรียบ ลิเวอร์พูลน่าจะ “โอเคร” กับผลเสมอ…ได้อยู่นะ

ตรงกันข้าม แม้จะเป็นเกมเยือน: ซิตี้ จะ afford ที่จะเสียแต้มไม่ได้เลย เพราะจากถูกนำอยู่พอสมควรก็ยิ่งถูก “นำห่าง” ในปีที่ปัญหาอาการบาดเจ็บของผู้เล่นรุมเร้า และส่งผลกระทบต่อวิธีการเล่นของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา เป็นอย่างมากจนพลาดทำ “แต้มหลุด” ไปแล้ว 3 เกม

ดังนั้นหากจะมีผู้แพ้ แมนฯซิตี้ ย่อมรับความพ่ายแพ้ไม่ได้ (มากกว่า) และจำเป็นต้องชนะมากกว่าในฟุตบอลนัดนี้

ครับ พูดแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่า ลิเวอร์พูลไม่ต้องการ หรืออยากชนะน้อยกว่า 

แต่หมายถึง สถานการณ์ “บีบรัด” แมนฯซิตี้มากกว่า แต่จะมีผลต่อกลยุทธ์ และวิธีการเล่นของทีมเรือใบสีฟ้าอย่างไร? แค่ไหน? 

จุดนี้จึงน่าติดตาม เพราะพักหลัง เป๊ป เองก็รัดกุมมาก และไม่ “กล้าแลก” กับลิเวอร์พูลแล้วในเกมที่ดูยังไงก็ 50-50 ชวนฉงนสนเทห์ และคาดการณ์อะไรได้ยาก

เว้นเสียแต่ต้องไม่พลาดชมเกมดี ๆ แบบนี้ พร้อมร่วมกิจกรรมลุ้นของรางวัล และรายละเอียดอื่น ๆ กับทรูพรีเมียร์ลีก คลิก



MOST POPULAR

Thought

หงส์สุกงอม ?

อ่าน 23,230 ครั้ง

Thought

หงส์สุกงอม (2) ?

อ่าน 15,877 ครั้ง

Thought

หงส์แดงชนะเพราะ?

อ่าน 14,059 ครั้ง

RELATED POSTS

Feature

โคดี้ ปาร์กี้ และ ชิคาโก้ แบร์ส : เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเพราะเพียงแค่เขาผิดพลาด

Mr.BOSTON

ฤดูกาลในศึกเอ็นเอฟแอลกำลังเข้มข้น เพราะเข้าสู่ช่วงเพลย์ออฟเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วตามปฏิทิน เราก็จะได้เห็นคู่ชิงในศึก ซูเปอร์ โบวล์ ในวันจันทร์หน้า (21 มกราคม 2019) แล้ว

Thought

กองหน้าต่างชาติที่ดีสุดในพรีเมียร์ลีก

ไข่มุกดำ

เมื่อสัก 2 สัปดาห์ก่อนมีเสียงสะท้อนจาก อลัน เชียเรอร์ ถึงนักเตะต่างชาติที่ดีที่สุดที่เคยเล่นในพรีเมียร์ลีก คำตอบ “กุน อเกวโร่ สุดยอดกองหน้าที่ไร้ซึ่งจุดอ่อน”

Feature

ชีวิตที่เหมือน โรลเลอร์ โคสเตอร์ ของ แอนดี เมอร์รีย์

SPORTDesk. Team

แอนดี เมอร์รีย์ กลับมาคว้าแชมป์เทนนิสเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี และนี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ สำหรับคนที่เคยผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ไปติดตามเรื่องราวนี้กัน