เมื่อ เชลซี เปลี่ยนตัวเองจากผู้ใช้เงิน มาเป็นผู้รับเงินในตลาดนักเตะ (และทำได้ดีมากด้วย)

เชลซี
11 February 2020
340 VIEWS

ภาพลักษณ์ของ เชลซี นับตั้งแต่ โรมัน อบราโมวิช เข้ามาเทคโอเวอร์กิจการ คือภาพของทีมมหาเศรษฐี “สายเปย์” ที่เทเงินเป็นน้ำแลกกับความสำเร็จ จนทำให้เทรนด์ของพรีเมียร์ลีก เปลี่ยนแปลงกไป แลพกลายเป็นลีกจอมทุ่มหมายเลขหนึ่งของโลกไปในที่สุด ซึ่งคำว่า “ใช้เงินซื้อความสำเร็จ” ก็ถูกบัญญัติขึ้นในยุคสมัยที่ “เสี่ยหมี” เข้ามาส่งวงการฟุตบอลอังกฤษนั่นเอง

แต่หลังจากปัญหาการเมืองระหว่าง รัสเซีย กับ อังกฤษ ในช่วงซัมเมอร์ปี 2018 จนเป็นเหตุให้ อบราโมวิช ถูกปฏิเสธวีซ่าการเข้าสหราชอาณาจักร ไปสู่ปัญหาการถูกฟีฟ่า แบน จากตลาดนัดเตะในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ฐานทำผิดกฎในการเช็นสัญญานักเตะอายุต่ำกว่า 18 ปี หลายราย ทำให้นโยบายของทีม “สิงห์บลูส์” ที่มีต่อตลาดนักเตะต้องเปลี่ยนแปลงกไปเพราะความจำเป็น แต่ใครจะไปเชื่อว่านั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ยอดทีมจากลอนดอน ทีมนี้ ก้าวขึ้นมาในฐานะทีมที่ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจที่สุดในโลก

ซีไออีเอส ฟุตบอล อ็อปเซิร์ฟเวโทรี่ หรือศูนย์อิสระในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์วงการฟุตบอล ซึ่งเป็น หน่วยงานด้านสถิติชื่ดังได้ทำการสำรวจมูลค่านักเตะของ แต่ละสโมสรในยุโรป โดยประเมินจากมูลค่าทางเศรษฐกิจ ได้ทำการประเมินการใช้จ่ายในตลาดนักเตะ 2 ครั้งที่ผ่านมา และปรากฏว่า เชลซี กลายเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จด้านรายได้มากที่สุดในโลกฟุตบอลไปอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งลบภาพลักษณ์ของทีม “สายเปย์” ไปโดยปริยาย

เชลซี เสียเงินไป 45 ล้านยูโร หรือราว 1,525 ล้านบาท จากการซื้อตัว มัตเตโอ โควาซิช แต่พวกเขามีรายได้จากการปล่อยตัวนักเตะออกไปจากทีมสูงถึง 250 ล้านยูโร หรือราว 8,527 ล้านบาท ซึ่งฟันกำไรไปแบบเน้น ๆ ถึง 205 ล้านยูโร หรือราว 6.992 ล้านบาท ซึ่งเป็นกำมหาศาลจากตลาดนักเตะแค่ 2 ครั้งใน 1 ฤดูกาล

แน่นอนว่ารายได้ก้อนใหญ่ที่สุดของทีม “สิงห์บลูส์” มาจากการยอมปล่อยตัว เอเด็ง อาซาร์ ออกจากทีมไปด้วยค่าตัง 100 ล้านยูโร หรือราว 3,410 ล้านบาท ให้กับ เรอัล มาดริด ซึ่งเงินมันส่งผลใน 2 ทิศทาง คือนอกจากจะทำให้ เชลซี ฟันกำไรมหาศาลกลายเป็นทีมทำกำไรอันดับ 1 ของตลาดนักเตะ 2 ครั้งในฤดูกาลนี้แล้ว มันยังส่งผลให้ “ราชันชุดขาว” กลายเป็นทีมที่ขาดทุนมโหฬารที่สุดในฤดูกาลนี้ด้วยเช่นกัน

โลส บลังโกส ใช้เงินในตลาดนักเตะ 2 ครั้งที่ผ่านมา รวม 330 ล้านยูโร หรือราว 11,255 ล้านบาท แต่ทำรายได้จากการขายนักเตะได้เพียง 149 ล้านยูโร หรือราว 5,082 ล้านบาท ซึ่งทำให้ผลประกอบการของพวกเขาขาดทุนถึง 181 ล้านยูโร หรือราว 6,173 ล้านบาทเลยทีเดียว

รองลงมาไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นทีมอย่าง แอสตัน วิลลา ที่ขาดทุนถึง 169 ล้านยูโร หรือราว 5,764 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าทีมยักษ์ใหญ่อย่าง บาร์เซโลนา ที่ขาดทุน 166 ล้านยูโร หรือราว 5,662 ล้านบาท อยู่ 3 ล้านยูโรด้วยกัน 

ขณะที่ เบนฟิกา กลายมาเป็นทีมที่ทำกำไรมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจาก เชลซี อย่างเหนือเชื่อ โดยได้กำไรถึง 166 ล้านยูโร หรือราว 5,662 ล้านบาท ซึ่งหลัก ๆ มาจากการปล่อย ชูเอา เฟลิกซ์ ไปให้ แอตเลติโก มาดริด ด้วยค่าตัวถึง 126 ล้านยูโร หรือราว 4,297 ล้านยูโร และ ตามมาเป็นที่ 3 ในตำแหน่งทีมทำกำไร ก็คือ อาแย็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่ฟันกำไรไป 137 ล้านยูโร หรือราว 4,673 ล้านบาท ซึ่งกำไรส่วนใหญ่มาจากการปล่อย มาไธจ์ส เดอ ลิกต์ และ แฟรงกี เดอ ยองก์ ออกจากทีมไปนั่นเอง

ในอันดับอื่น ๆ ที่น่าสนใจ คือทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ติดอยู่ในลิสต์ทีมขาดทุนอันดับที่ 4 และ 5 โดยขาดทุ่นไป 151 ล้านยูโร (5,150 ล้านบาท) และ 141 ล้านยูโร (4,809 ล้านบาท) ตามลำดับ ส่วน อาร์เซนอล อยู่ในอันดับที่ 11 ของลิสต์ขาดทุน ที่ 85 ล้านยูโร (2,900 ล้านบาท) ส่วน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขาดทุนไป 81 ล้านยูโร (2,763 ล้านบาท) เท่านั้น ซึ่งน้อยผิดกับภาพลักษณ์ทีมจากทุ่มของพวกเขาทีเดียว

ดังนั้น การถูกแบนจากตลาดนักเตะของ เชลซี ในตอนแรกอาจจะดูเป็นข่าวร้าย แต่เมื่อดูจากอันดับในตารางคะแนน และ เม็ดเงินที่สโมสรทำได้ในฤดูกาลนี้แล้ว แบบนี้อาจจะเรียกว่า “ทุกขลาภ” ก็คงไม่ผิดเท่าไหร่นัก!