เมื่อการต่อสู่เพื่อ “จอร์จ ฟลอยด์” ลอยข้ามทวีปมายังยุโรป

1 June 2020
94 VIEWS

สัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากเกมบุนเดสลีกา สุดมันส์ที่เล่นกันแบบไร้ผลเสมอราวกับนัดกันมา รวมไปถึงฟอร์มอันเหนือชั้นของสองทีมหัวตารางทั้ง บาเยิร์น มิวนิค และ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่ไม่มีใครยอมใครหลังเอาชนะคู่แข่งด้วยช่องว่าง 5 สกอร์ทั้งคู่ กับ ฟอร์มอันโดดเด่นของ เจดอน ซานโซ ที่เล่นทำลายสถิติกระจุยกันเป็นว่าเล่นหลังกดแฮตทริกช่วย “เสือเหลือง” อีกเรื่องที่น่าสนใจ คือกระแส #JusticeForGeorgeFloyd ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเยือนยุโรปอย่างรวดเร็ว และมีนักเตะลีกเยอรมนีที่ร่วมรณรงค์เรื่องนี้แล้วอย่างน้อย 3 คนด้วยกัน

อันที่จริง อาจพูดได้ว่า เนื่องจากบุนเดสลีกาเป็นลีกเดียวในบรรดาท็อปลีกของยุโรปที่เปิดทำการแข่งขันอยู่ตอนนี้ต่างหาก เราจึงได้เห็นแค่ปฏิกิริยาจากนักเตะใมลีกเยอรมนี ซึ่งว่ากันว่าเป็นประเทศที่ “ศิวิไลซ์” ด้านชาติพันธุ์ที่สุดชาติหนึ่งในยุโรป หาไม่แล้ว ถ้าพรีเมียร์ลีก, ลาลีกา, ลีกเอิง และ กัลโช เซเรีย อา อิตาลี ลงสนามฟาดแข้งกันอยู่แล้วล่ะก็ เราอาจได้เห็นนักฟุตบอล “หลักหลายสิบ” ที่มาแสดงสัญญะ หรือ ความคิดเห็นผ่านพื้นที่ในสนามอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในลีกที่มีการเหยียดผิวหนัก อย่าง อิตาลี กับ ฝรั่งเศส นี่แหละ

อย่างไรก็ตาม ถึงตรงนี้ต้องขอชื่อชมความกล้าหาญของบรรดานักเตะ ที่ออกมาแสดงความความคิดเห็น และ สนับสนุน #JusticeForGeorgeFloyd เพราะมันทำให้เรารู้พวกเขายังมองความเป็นคน “เท่ากัน” แม้ว่าพวกเขาซึ่งเป็นนักฟุตบอลที่รวยล้นฟ้า และอาจจะไม่ต้องมาแสดงออกในเชิงสัญญะเกี่ยวกับปัญหานี้แล้วก็ตามที 

เวสตัน แมคเคนนี มิดฟิลด์ของ ชาลเก 04 เป็นคนแรกในลีกที่แสดงความเห็นเรื่องนี้ก่อน…อันที่จริง เราควรจะบอกว่าเขาได้รับโอกาสที่จะให้แสดงความคิดเห็นก่อน เนื่องจากเกมระหว่าง ชาลเก 04 กับ แวร์เดอร์ เบรแมน ลงสนามตั้งแต่วันเสาร์ โดยจะว่าไปแล้ว เมื่อคิดว่าเขาเป็นนักเตะอเมริกันที่มาค้าแข้งที่เยอรมนี การแสดงออกครั้งนี้ของเขามันก็มีที่มาที่ไป เพราะเรื่องของ จอร์จ ฟลอยด์ มันคือปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศของเขา แต่สิ่งที่ แมคเคนนี ไม่ใช่แค่แสดงออกถึงความเชื่อเท่านั้น แต่เขาอยากจะบอกทุกคนบนโลกนี้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ‘คือปัญหา’ ต่างหาก

%MINIFYHTML8351b2c716bf7eefcef26807094e4e644%

“เพื่อที่จะสามารถให้ช่องทางนี้เรียกร้องให้ทุกคนสนใจในปัญหานี้ได้ มันก็ทำให้ผมรู้สึกยินดีอย่างยาวนานมากทีเดียว” กองกลางวัย 21 ปี กล่าว 

“เราต้องยืนขึ้นเพื่อสิ่งที่เราเชื่อมั่น และ ผมเชื่อว่า นี่เป็นเวลาที่ผมได้ยินเสียงเรียกร้องให้เรายืนหยัดเพื่อสิ่งนั้นแล้ว #justiceforgeorgefloyd #saynotoracism.”

เมื่อเทียบกับ แมคเคนนี แล้ว มาร์คัส ตูราม ถือเป็นคนวงนอกกว่า เพราะเขาไม่ใช่อเมริกัน แต่ปัญหาการเหยียดผิวนั้น ก็ไม่ได้เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาทีเดียว มันเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก และ ฝรั่งเศส ก็ด้วย ดังนั้นการเป็นคนผิวสีในฝรั่งเศส ก็ไม่น่าจะเติบโตมาโดยที่ไม่โดยอะไร และ ลูกชายของกองหลังระดับตำนานอย่าง ลิลิยอง ตูราม คนนี้ ก็ได้ใช้เวลาชั่วอึดใจ ในการแสดงออกให้เห็นว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้นกับ จอร์จ ฟลอยด์ ไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยผ่านไป และเขาไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่มันเกิดขึ้นมา

%MINIFYHTML8351b2c716bf7eefcef26807094e4e645%

ตูราม คุกเข่าลงกับพื้นแบบที่ โคลิน แคเปอร์นิค เคยทำจนกลายเป็นประเด็นระดับชาติก่อนหน้านี้ และการคุกเข่าก็กลายมาเป็นทั้งเครื่องการการต่อสู้ ขัดขืน ยืนหยัด และ ไว้อาลัยให้กับผู้ที่จากไปพร้อม ๆ กัน หากแต่เขาทำท่านั้นหลังเพิ่งยิงประตูได้ “เขา (ตูราม) แสดงหาทางในการยุติมัน” มาร์โก โรเซ หัวหน้าโค้ชของ โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค กล่าว “เขายืนหยัดต่อสู้กับการเหยียด ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่เราสนับสนุนเขาอย่างสุดใจ”

การกระทำอันน่ายกย่อง เมื่อมันออกมาจากใจ ก็ไม่แปลกที่ใครจะออกมาชื่นชม ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนที่เคยเป็นคู่ปรับก็ตาม โดย โอเวน ฮาร์กรีฟส์ อดีตกองกลาง บาเยิร์น มิวนิค ที่ปัจจุบันทำงานให้ บีที สปอร์ต กล่าวยกย่องก่ารแสดงออกในครั้งนี้ด้วยว่า

“ผมชื่นชมคนเหล่านี้ ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่ผู้เล่นอายุน้อย ออกมายืนหยัดเพื่อต่อสู้กับสิ่งต่าง ๆ ที่มันไม่ควรเกิดขึ้นในสังคม ผมให้ เครดิตแก่ เจดอน ซานโช ด้วยที่ทำแบบนั้น”

แม้ เจดอน ซานโช จะเป็นคนหลังสุดที่แสดงออกในบุนเดสลีกา แต่นั่นก็หาใช่ความผิดเขา แต่เพราะตารางการแข่งขันที่ทำให้เขาต้องเตะหลังทั้ง แมคเคนซี และ ตูราม ต่างหากโดยดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ เขียนความว่า “ความยุติธรรม แก่ จอร์จ ฟลอยด์ (Justice for George Floyd)” ไว้ในเสื้อตัวใน และไม่ลังแลที่จะถอดมันออกทันทีถึงแม้ว่ามันจะมีความหมายคือ ใบเหลือง เพื่อที่จะแสดงสิ่งที่เขาคิด และ เชื่อมั่นต่อสายตาชาวโลก

เชื่อได้เลยว่า พลังที่จะถูกแสดงออกมาไม่ได้มีเพียงแค่นี้ อาจจะมีบางคนที่อยากแสดงมันออกมาแต่ไม่ได้มีโอกาส เขาอาจยิงไม่เข้าในสัปดาห์นี้ เขาอาจจะยังไม่มั่นใจ หรือเขาอาจจะไม่ได้เล่นในเยอรมนีก็ได้

แต่สิ่งสำคัญของการที่นักเตะเหล่านี้แสดงออกในสิ่งที่พวกเขาเชื่อมั่นไม่ใช่แค่เขาได้แสดงมันออกมาหรอก หากแต่ ปัญหานี้มันจะกลายเป็นที่สนใจยิ่งขึ้น มันจะขยายเป็นวงกว้าง และมันอาจจะเกิดแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อปัญหาที่ถูกซุกใต้พรหมมาตลอดหลายศตวรรษก็ได้

เพราะตอนนี้ ประกายไฟเล็ก ๆ มันก็เกิดขึ้นในวงการฟุตบอลยุโรปแล้ว และมันก็เกิดขึ้นด้วยฝีมือของนักเตะรุ่นใหม่ที่เชื่อมั่นว่า “คนเรา เท่าเที่ยมกัน” จริง ๆ

ไม่แน่ว่า ยุคสมัยที่เราอาจจะเข้าใจกันได้อย่างแท้จริง. อาจจะกำลังมาถึงก็ได้…