อะไรที่ถูก อะไรที่ผิด

7 January 2019
326 VIEWS

***งานชิ้นนี้ คุณ ‘ลูกแม่กิ่ง’ ส่งให้เรามาตั้งแต่เมื่อคืน ก่อนที่ มิโลวาน ราเยวัช จะถูกปลดออกจากตำแหน่ง ทำให้อาจจะมีข้อมูลบางส่วนที่ไม่ได้อัพเดทอยู่บ้าง***

ผมไม่ค่อยถนัดเรื่องฟุตบอลไทยนัก จะว่าไม่ประสีประสาก็น่าจะได้ครับ ดังนั้นน้อยครั้งมากที่ผมจะเลือกหยิบเรื่องของทีมชาติไทยมาเขียนไม่ว่าจะลงที่ใดก็ตาม

ก็รู้ไม่เท่า จะเอาอะไรมาเล่ามาแลกเปลี่ยนกับใครเขา

แต่กับทีมชาติไทยในเอเชียน คัพ รายการชิงแชมป์ระดับทวีปของชาวเอเชีย กับความปราชัยย่อยยับชนิดที่อับอายและหัวเสียกันทั้งแผ่นดินขนาดนี้ ผมคิดว่าต่อให้ดูอยู่ห่าง ๆอย่างห่วง ๆ แค่ไหน เราก็น่าจะพอมีอะไรให้แลกเปลี่ยนมุมมองกันได้บ้าง

ความจริงเอเชียน คัพ กับผมเป็นรายการที่มีความรู้สึกที่พิเศษต่อกันอยู่นะครับ

เอเชียน คัพ 2007 ซึ่งประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพร่วมกับ มาเลเซีย, เวียดนาม และ อินโดนีเซีย คือรายการฟุตบอลใหญ่รายการแรกที่ผมได้เกาะติดในฐานะเหยี่ยวข่าวสายเลือดใหม่ไฟแรง สมัยนั้นทำงานมาได้ 3 ปี ยังไม่ครบ 4 ปีดี การได้มีโอกาสทำข่าวฟุตบอลในรายการระดับนี้ถือเป็นประสบการณ์ใหม่และเป็นประสบการณ์ครั้งใหญ่ของชีวิต

ระบบการจัดการ มาตรฐาน อะไรหลายอย่างเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นไปเสียหมด และการได้นั่งบน media tribune (ที่นั่งสำหรับนักข่าว) เพื่อเฝ้าดูเกมอย่างใกล้ชิดและมีสมาธิเป็นสิ่งที่เติมเต็มชีวิตการเป็นคนข่าวฟุตบอลอย่างผมได้เป็นอย่างดีครับ

ในเส้นทางนี้ ไม่มีอะไรที่มีค่ามากไปกว่าช่วงเวลาบน media tribune, นั่งฟังการแถลงข่าวในห้อง press conference และการเฝ้ารอนักฟุตบอลออกมาจากห้องพักเพื่อเดินทางกลับที่ mixed zone อีกแล้ว

อย่างไรก็ดีการผจญภัยของผมกับ เอเชียน คัพ ในปีนั้นจบลงอย่างรวดเร็วเพียง 3 นัดครับ เพราะไทยไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้

ความจริงในครั้งนั้นไทยก็ทำได้ดีนะครับ เริ่มต้นได้สวยในเกมแรกเมื่อออกนำ อิรัก ไปก่อนตั้งแต่ 6 นาทีแรกจาก สุธี สุขสมกิจ แต่สุดท้ายก็โดน ยูนิส มาห์มูด (ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นสตาร์ที่นำอิรักคว้าแชมป์) ยิงตีเสมอได้ จากนั้นเราชนะโอมานได้ 2-0 ในเกมที่ 2 แต่เมื่อถึงเกมสุดท้ายชี้ชะตากับออสเตรเลีย เราแพ้อย่างราบคาบด้วยสกอร์ 4-0 (ไทยมาเสีย 3 ประตูในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเกม)

โดยที่ออสเตรเลียวันนั้นมีสตาร์พรีเมียร์ลีกอย่าง มาร์ค วิดูก้า และ แฮร์รี่ คีลล์ รวมอยู่ด้วย

หลังจากนั้นทีมชาติไทยไม่เคยผ่านเข้ามาเล่นในเอเชียน คัพ ได้อีกเลย จนกระทั่งวันนี้

น่าเสียดายอยู่นะครับ ความจริงบรรยากาศของรายการมันควรจะทำให้หัวใจของแฟนบอลชาวไทยนั้นเต้นแรง คึกคัก และสนุกกับโอกาสดีๆมากกว่านี้

พูดอย่างเจียมใจ ไม่มีใครไม่รู้ว่าเราคงจะไปได้ไม่ไกลหรอก แต่อย่างน้อยเราก็น่าจะได้มี “ความหวัง” มากกว่านี้

เพียงแต่ความผิดหวังจากผลงานตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะในรายการเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ทำให้แรงศรัทธาที่แฟนฟุตบอลมีต่อทีมชาตินั้นลดลง

ไม่ใช่ไม่เชียร์หรือไม่อยากเชียร์ แต่เชียร์ไม่ขึ้น เชียร์จนท้อ

กระแสติดลบทำให้เราเชียร์กันได้ไม่สุด ร้องเพลงก็เปล่งได้ไม่เต็มเสียง มันมีอะไรที่ติดอยู่ในใจ

จะเปรียบไปก็เหมือนระเบิดเวลาที่ได้ถูกจุดชนวนขึ้นแล้ว ไฟนั้นลามเชือกไปไกล และใกล้จะถึงจุดที่ทุกอย่างจะระเบิดออกมา

โดยที่วันนี้ก็น่าจะเป็นวันนั้นครับ วันที่ทุกอย่างได้ระเบิดออกมา

ผมไม่แน่ใจนัก – และผมก็คิดว่าไม่น่าจะมีใครแน่ใจ นอกจากคนที่อยู่ข้างในทีมจริง ๆ – ว่าทำไม มิโลวาน ราเยวัช จึงเลือกเดิมพันผลงานของทีมชาติไทยในเกมที่ถูกมองว่าเป็นเกมแห่งความหวังและเป็นโอกาสดีที่สุดที่จะมีอะไรติดไม้ติดมือกลับมาจากรายการนี้บ้างอย่างนี้

อย่างที่เราเห็นครับ เราได้เห็นการจัดทีมที่ “แปลก” หรืออาจจะเรียกว่า “ประหลาด” ก็ว่าได้

ใช้ผู้เล่นไม่สอดคล้องกับระบบการเล่น เช่นเดียวกันกับ game plan ที่ขัดต่อทุกอย่างที่เขาเคยทำตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา

ราเยวัช ทำให้ทีมชาติไทย “ฝืน” ในสิ่งที่ไม่ได้ทำมานาน และมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะ “ทำ” ในสิ่งที่เกือบจะ “ลืม” 

เพียงแต่ต้องบอกว่า 45 นาทีแรก ไทยก็ทำได้ดีนะครับ ไม่ใช่ไม่ดี

การเดินหน้าลุยเต็มรูปแบบของไทยในช่วงครึ่งแรกสร้างปัญหาให้กับอินเดียได้ไม่น้อย เราอาจจะดวงแตกที่เสียจุดโทษแบบที่ไม่จำเป็นเลย แต่ก็สามารถตีเสมอได้สำเร็จจากธีรศิลป์ แดงดา และตามรูปทรงแล้วไทยดูเหมือนจะบดจนเกือบจะเอาอยู่แล้ว

เป็น 45 นาทีที่ผมว่าแฟนบอลไทยก็น่าจะหัวใจพองโตอยู่

น่าเสียดายที่หัวใจเราพองได้แป๊บเดียวก็ถูกเจาะจนฟีบ เมื่อ อินเดีย ฉวยโอกาสทำประตูขึ้นนำอีกครั้งแค่เพียงในนาทีแรกของครึ่งหลัง และหลังจากนั้นอีก 44 นาทีรวมกับช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทีมชาติไทยไม่ต่างอะไรจากบทเพลง The Dark Eternal Night ของวง Dream Theatre

เราแพ้อย่างหลุดลุ่ย ไม่เหลือสภาพ แพ้ในทุกมิติการเล่น ทุกพื้นที่ของสนาม

โดยที่การแก้เกมของ ราเยวัช ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ซึ่งรวมถึงการถอดความหวังหมายเลข 1 อย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ออกและให้ สิโรจน์​ ฉัตรทอง ลงไปยืนเป็นกองกลางตัวรับ (ไม่แน่ใจว่าเห็นปีโป้ เป็นเหมือน มารูยาน เฟลไลนี่ หรืออย่างไร?)

ตรงนี้น่าจะเป็นจุดต่ำที่สุดของทีมชาติไทยในยุคของกุนซือเลือดสลาฟแล้ว

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ราเยวัช รับตรงนี้ไปทั้งหมด (แม้ว่าการตัดสินใจของเขาจะประหลาด จนทำให้ผมแอบคิดไปเองว่ามีรายการคุณขอมาหรือเปล่า หรือเป็นแค่ราเยวัช คิดว่ามีโอกาสชนะ และการเซอร์ไพรซ์คู่แข่งด้วยการวางหมากแบบนี้จะทำให้เขาชนะและปลดความกดดันได้?) โดยที่ไม่ว่าจะมีปาฏิหารย์หรือไม่สำหรับทีมชาติไทย 

ชัดเจนว่าไม่มีอนาคตให้เขาอีกแล้วบนแผ่นดินสยามครับ

ส่วนคนที่พุ่งเป้าไปที่สมาคมฟุตบอลฯ หน้าที่ของพวกเขาหลังจากนี้คือจัดหาโค้ชคนใหม่ที่มีความเหมาะสมและดีกว่าเพื่อกอบกู้ผลงานของทีมให้ได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของโลกฟุตบอลครับ ไม่ว่าจะเป็นชาติที่ประสบความสำเร็จถึงขั้นเป็นแชมป์โลก หากถึงจุดที่ตกต่ำเดินถอยหลัง สิ่งที่พวกเขาต้องทำคือการหาโค้ชใหม่ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงการบริหาร (ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีการกระทำผิดที่ร้ายแรง หรือผลงานเลวร้ายจนรับไม่ไหวจริงๆ)

มันเป็นความชอบธรรมที่ทำได้ ยกเว้นเสียแต่สมาคมฟุตบอลฯ ไม่สามารถหาคนดี ๆ มาได้จริงๆ ค้านความรู้สึกของแฟนฟุตบอลส่วนใหญ่ทั้งประเทศ เช่นนั้นพวกเขาก็เสียความชอบธรรมและคงจะเดินหน้าต่อกันลำบาก

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้อีกข้อ ซึ่งก็มาจากคำถามที่น่าสนใจจาก “ไข่มุกดำ” รุ่นพี่ผู้คร่ำหวอดทั้งวงการฟุตบอลไทยและเทศ คือในเกมนี้หากเปลี่ยนโค้ชทีมชาติไทยจากราเยวัช มาเป็น สเตฟาน คอนสแตนติน กุนซือทีมชาติอินเดีย เราจะชนะได้ไหม?

ผมลองหลับตาแล้วจินตนาการตาม…

คำตอบของผมคือไม่แน่ใจครับ เพราะสิ่งที่ได้เห็นวันนี้โดยเฉพาะใน 45 นาทีหลังคือ อินเดีย เป็นชาติที่แกร่งกว่าที่คาดเอาไว้มาก นอกจากจะรูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรง ยังมีเทคนิคการเล่นที่ดี และมีเกมกลยุทธ์ที่ใช้ได้ทีเดียว โดยเฉพาะจังหวะโต้กลับที่หาจังหวะจบได้เสมอ และจบสกอร์ได้ค่อนข้างดีด้วย

มันทำให้ผมลองสืบประวัติย้อนกลับไป เพราะคุ้น ๆ ว่าฟุตบอลอินเดียนั้นไม่เก่ง ถึงจะมีซูเปอร์ลีก ที่เรียกว่า ISL หรือ อินเดียน ซูเปอร์ ลีก ที่มีการทุ่มเงินมหาศาลเพื่อจ้างซูเปอร์สตาร์ระดับโลกเข้ามาสร้างสีสัน ซึ่งเป็นตัวระดับโลกจริงๆ เช่น โรแบร์โต้ คาร์ลอส, อเลสซานโดร เนสต้า, อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่, โรแบร์​ ปิแรส ฯลฯ แต่ลีกนี้ก็มีปัญหาไม่น้อยทีเดียวภายในประเทศ รวมถึงกับเอเอฟซี

ก่อนจะพบว่าหลายปีที่ผ่านมาฟุตบอลของอินเดียนั้นเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และเป็นระบบกว่าที่คิดครับ

ฟุตบอลลีกบ้านเขาได้รับความนิยม (แน่นอนซูเปอร์สตาร์ของ ISL มีส่วน) ขณะที่กับทีมชาติตั้งแต่ทีมระดับเยาวชนขึ้นมามีผลงานที่น่าประทับใจแทบทุกชุด

ทีมชาติชุดใหญ่ นับตั้งแต่ได้สเตฟาน คอนสแตนติน อดีตผู้จัดการทีมมิลวอลล์ (ซึ่งต่อมาได้เขียนหนังสือระดับ “รางวัล” อย่าง From Delhi to The Den **the Den คือชื่อสนามของมิลล์วอลล์)  ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

พวกเขาเก็บชัยชนะต่อเนื่องจนอันดับโลกไต่จาก 173 (ซึ่งต่ำที่สุด) มาสู่อันดับที่ 96 ในปัจจุบัน และเวลานี้มีโอกาสสูงที่จะผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายของ เอเชียน คัพ ครั้งนี้ได้

ในรายละเอียดนั้นมีสิ่งละอันพันละน้อยที่น่าสนใจครับ ว่าทำไมชาติที่เคยลืมไปแล้วว่าพวกเขาเคยเป็นชาติที่แกร่งในเกมลูกหนังตั้งแต่ยุคสมัย 50-60 ปีก่อน มัวแต่เล่นคริกเก็ต และกาบัดดี้กัน จึงได้กลับมา “คลั่งไคล้” ในเกมฟุตบอลกันอีกครั้ง

ระบบลีกของพวกเขาที่ไม่เหมือนใคร แต่ดีสำหรับสโมสรภายในประเทศ

ไปจนถึงการวางรากฐานระบบฟุตบอลเยาวชนของประเทศ ซึ่งว่ากันว่าภายในฟุตบอลโลกปี 2026 อินเดีย อาจตั้งเป้าหมายถึงการไปเล่นฟุตบอลโลกครั้งแรก

สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเราน่าจะตั้งเป็นคำถามจริง ๆ มากกว่าสิ่งที่เราเห็นและรู้สึกอยู่ตรงหน้า

ที่เราพยายามทำและสร้างกันใหม่มาหลายปี ถูก (ต้อง​) และดีจริงใช่ไหม?

มันคือสิ่งที่เหมาะสมกับประเทศของเราจริง หรือมันเป็นองค์ความรู้ที่นำมาจากต่างประเทศล้วนๆที่อาจไม่เข้ากับประเทศไทยเลย?

ผมไม่มีความรู้มากพอที่จะตอบ

แค่สงสัยตามประสาละอ่อนน้อยที่ไม่ค่อยได้ติดตามวงการฟุตบอลไทยเท่านั้นครับ