What a World Cup 2026 situation in North America!?

15 June 2018
37 VIEWS

กลายเป็นข่าวนอกกระแส ที่ไม่มีใครสนใจเท่าที่ควร สำหรับการที่ ฟีฟ่า ประกาศชาติเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2026 ก่อนฟุตบอลโลก 2018 แข่งขันกันเพียง 2 วัน ก็เพราะแน่นอนว่า คนก็ต้องโฟกัสกับฟุตบอลโลกที่ รัสเซีย ตรงหน้ากันก่อนเป็นธรรมดา

การประกาศให้ “อเมริกาเหนือ” อันได้แก่ เม็กซิโก, สหรัฐอเมริกา และ แคนาดา เป็นเจ้าภาพในปี 2026 นั้น ถือว่าไม่พลิกความคาดหมาย เพราะพวกเขาทั้ง 3 ประเทศ ล้วนแต่มีศักยภาพและความพร้อมมากกว่า โมร็อคโค ผู้ท้าชิง และโดยเฉพาะแดนจังโก้ กับ แดนลุงแซม สองชาตินี้ ต่างเคยจัดบอลโลกมาแล้ว ดังนั้นน่าจะรู้ดีว่าควรเตรียมตัวอย่างไร จึงทำให้คะแนนโหวตเทมาที่ฝั่งนี้ถึง 134ต่อ 65 เสียง (นี่พูดถึงเสียงโหวต ไม่นับกำลังภายในที่น่าจะสู้กันหนักไม่น้อย)

นี่เป็นครั้งที่ 4 ที่ฟุตบอลโลก เวียนกลับมาจัดการแข่งขันกันที่ทวีปอเมริกาเหนือ โดยก่อนหน้านี้ถ้าหากมหกรรมลูกหนังโลกแข่งขันกันที่นี่ แชมป์ล้วนตกเป็นของทีมจากทวีปอเมริกาใต้ทั้งสิ้น หากเจาะจงกว่านั้น แชมป์ไม่พ้นมือ บราซิล หรือ อาร์เจนติน่า เลย

การจัดฟุตบอลโลก 3 ประเทศไตรภาคีร่วมกัน มีขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรกนี้ เราน่าจะได้เห็นฟุตบอลโลกที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน และมีแนวโน้มว่าจะออกมายิ่งใหญ่ และ พร้อมกว่าฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์เสียด้วยซ้ำ (ณ ตอนนี้ เหลืออีก 4 ปี ข่าวความไม่พร้อมของ กาตาร์ ก็ยังออกมาเรื่อยๆ อยู่เลย) และที่สำคัญ อย่าลืมว่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้ เป็นครั้งแรก ที่จะจัดแข่งขันกัน 48 ทีม จากเดิมที่เป็น 32 ทีมด้วย

การเพิ่มทีมเป็น 48 ทีม นั่นหมายความว่า จำนวนสนาม เวลา และ สาธารณูปโภคต่างๆ จะต้องเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจาก 32ทีม ซึ่งหลายคนอาจจะรู้สึกว่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่อย่าลืมว่าการที่ทุกอย่างเพิ่มขึ้นขนาดนี้ การบริหารจัดการยิ่งยากขึ้นกว่า 2 เท่าอีก นั่นทำให้ประเทศมหาอำนาจที่มีความพร้อมที่สุดประเทศหนึ่งในโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ยังไม่กล้าเสนอตัวจัดฟุตบอลโลก 48 ทีมครั้งนี้ด้วยตัวคนเดียวเลย

ฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ ถือว่าทีม “อเมริกาเหนือ” วางแผนอย่างยิ่งใหญ่จริงๆ เพราะใช้เมืองที่เป็นเจ้าภาพทั่วทั้งทวีปถึง 23 เมือง ก่อนจะตัดให้เหลือ16 เมืองในภายหลัง ซึ่งตามแผนจะเป็น สหรัฐอเมริกา นั่นแหละ ที่ต้องตัดเมืองที่เสนอชื่อออก 7 เมือง จาก 17 ให้เหลือแค่ 10 เพราะทาง แคนาดา และ เม็กซิโก เค้ามีคนละ 3 เมืองอยู่แล้ว ไม่น่าจะต้องไปตัดออกอีก

แต่เรื่องตลกของการตัด 7 เมืองออกในรอบสุดท้ายก่อนเสนอชื่อให้ฟีฟ่า คือการที่ 17 เมืองของสหรัฐอเมริกาในตอนนี้ ดันพร้อมกว่าทุกเมืองของทั้งแคนาดา และ เม็กซิโก แม้ตอนแรก จะมีคนเถียงว่า ที่ เม็กซิโก ซิตี้ มีสนาม อัซเตก้า ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปนี้อยู่ก็ตาม

แต่อย่าลืมว่า ระบบขนส่งในเม็กซิโก ซิตี้ ก็แย่ที่สุดในทวีปนี้ด้วยเช่นกัน และสภาพสนามก็เก่ามาก จนมีข่าวว่าโครงสร้างสนามทรุดลงทุกปีด้วยซ้ำไป นี่จึงกลายเป็นเรื่องเร่งรีบของทั้ง เม็กซิโก และ แคนาดา ที่จะต้องรีบจัดการทั้ง 6 สนาม และพื้นที่โดยรอบของสนามให้เหมาะสมที่สุด เพื่อไม่ให้ทางฝั่งลุงแซม ใช้เป็นข้ออ้างในการขอตัดเมืองใดเมืองหนึ่ง (ซึ่งมีน้อยอยู่แล้ว) ของทั้ง 2 ประเทศนี้ออกจากการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก2026 นั่นเอง เพราะถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมีการยื่นเรื่องไปขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเมืองเจ้าภาพ แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ เพราะอย่าลืมว่า ฟีฟ่าเอง ก็ “รักหน้า” ห่วงภาพลักษณ์อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

อย่างไรก็ดีถ้าทุกอย่างเดินหน้าไปตามกำหนดการเดิม คาดว่าสนามที่จะใช้ในพิธีเปิด และ ปิด หนีไม่พ้นจะเป็น เม็ตไลฟ์ สเตเดี้ยม ที่จะขยายความจุเป็น 87,157 ที่นั่ง ซึ่งตั้งอยู่ในมหานครของโลกอย่าง นิวยอร์ก/นิวเจอร์ซี่ย์ (จริงๆ แล้ว สนามนี้อยู่ในพื้นที่ มลรัฐนิวเจอร์ซี่ย์ แต่มันใกล้นิวยอร์ก ซิตี้ มาก และ ขนสงสาธารณะทุกอย่างในนิวยอร์ก สามารถเดินทางไปได้)

ความน่าสนใจอีกอย่างในการยืนเป็นเจ้าภาพของ อเมริกาเหนือ ในคราวนี้ คือการที่ 2 ใน 3 ประทศ ไม่ได้มีฟุตบอล เป็นกีฬาอันดับ 1 เพราะนอกจาก เม็กซิโก แล้ว ทั้งสหรัฐอเมริกา และ แคนาดา ค่อนข้างห่างเหินกับกีฬาที่เรียกว่า “ซ็อกเกอร์” ของวกเขาอยู่มากทีเดียว

ในสหรัฐฯ ฟุตบอล เป็นกีฬาอันดับ 5 รองจาก 4 ลีกกีฬาเมเจอร์ของวพกเขา คือ อเมริกันฟุตบอล(NFL), เบสบอล(MLB),บาสเก็ตบอล(NBA) และ ฮอกกี้น้ำแข็ง(NHL) lส่วนที่แคนาดา หนักเข้าไปใหญ่ เพราะฟุตบอล กลายเป็นกีฬาอันดับ 6โน่น โดยพวกเขาจะดู ฮอกกี้น้ำแข็ง(NHL)เป็นอันดับ 1ตามด้วย ลาครอสส์(NLL),อเมริกันฟุตบอล ทั้งของสหรัฐอเมริกา(NFL) และลีกในประเทศ(CFL), เบสบอล(MLB) และ บาสเก็ตบอล(NBA)ตามลำดับ

นี่จึงเป็นโจทย์ยากอีกข้อ ของฝ่ายจัดการแข่งขันที่ต้องตีให้แตก ว่ากันว่า ทางฝั่งอเมริกา ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ เพราะในฟุตบอลโลก 1994 เขาทำสำเร็จอย่างงดงามมาแล้ว แต่ที่แคนาดานั้น ว่ากันว่า คนดูฟุตบอล น้อยกว่ากว่าคนที่ขับรถบนถนนเสียอีก ซึ่งน่าจะเป็นโจทย์ที่ท้าทายทีเดียว