V(here)AR?

สัปดาห์ที่ผ่านมามีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจในเกมลูกหนังครับ และเป็นเรื่องใหญ่ที่เรา – ในฐานะประชากรของโลกกลมๆกับเสาสองข้างที่มีตาข่ายขึงอยู่ใบนี้ – ต้องทบทวนกันให้ดี

เรื่องดังกล่าวคือเรื่องที่ว่าสุดท้ายแล้ว VAR นั้นได้ทำการ “ฆาตกรรม” เกมฟุตบอลที่งดงามของพวกเราไปแล้วใช่ไหม?

ที่มีการหยิบเรื่องนี้มาพูดกันเป็นเพราะนับตั้งแต่มีการนำ VAR มาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลายลีกชั้นนำ และในการแข่งขันระดับสูงอย่างยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เราได้เห็นการนำเทคโนโลยีตาวิเศษนี้มาใช้อยู่บ่อยครั้ง

แน่นอนครับว่าหลายครั้งนั้นช่วยกลับการตัดสินจากผิดให้เป็นถูก

แต่ที่เป็นปัญหาคือมันดันมีอีกหลายครั้งที่กลับการตัดสินจากถูกให้เป็นผิด

VAR ในเจตนานั้นต้องถูกนำมาใช้เพื่อที่จะยุติปัญหาเรื่องของการตัดสินที่น่าเคลือบแคลงสงสัยให้หมดไป ไม่ใช่ไปก่อให้เกิดปัญหาเดิมอีกครั้งมิใช่หรือ?

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง

แต่สิ่งที่ซับซ้อนกว่านั้นที่นำไปสู้ข้อกล่าวหาว่า VAR ได้ฆาตกรรมเกมลูกหนังที่เรารักไปแล้วหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของการทำลาย “อารมณ์ร่วม” ในเกมไปอย่างร้ายกาจ

เพราะในการตัดสิน โดยเฉพาะในจังหวะการได้ประตูนั้น เมื่อมีการนำ VAR มาใช้ทำให้เกมต้องหยุดลงทันที

และหลายครั้งการตัดสินใช้เวลานานกว่าที่ควรจะเป็น

ยกตัวอย่างเช่นกรณีการได้ประตูของ ดูซาน ทาดิช ในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก ระหว่างอายักซ์​ กับเรอัล มาดริด มีการใช้เวลาในการตัดสินด้วย VAR นานถึง 4 นาที

4 นาทีที่ผู้เล่นทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนรอเฉยๆในสนาม ขณะที่บอลนั้นตั้งอยู่กลางสนามรอจะเขี่ยนานแล้ว

แย่กว่านั้นคือแฟนบอลในสนามที่ต้องเสียอรรถรสในการรับชมไปแบบประเมินค่าไม่ได้เพราะความล่าช้าของการตัดสิน

เสียงเฮที่ได้รับการยืนยันว่าลูกนั้นเป็นประตู มันเทียบอะไรไม่ได้เลยกับเสียงเฮสนั่นในจังหวะแรกที่บอลถูกส่งเข้าไปกองในก้นตาข่าย

นี่คือเหตุผลที่ เซปป์ แบลตเตอร์ อดีตประธานฟีฟ่าพยายามบอกมาตลอดว่า VAR จะเป็นสิ่งที่ทำลายเกมฟุตบอล

เพราะฟุตบอลเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก เป็นเรื่องใหญ่

อย่างไรก็ดีเมื่อเห็น สวอนซี ซิตี้ กลายเป็น “เหยื่ออธรรม” จากการตัดสินที่ผิดพลาดถึง 2 ครั้ง ที่ทำให้แทนที่พวกเขาจะสร้างปาฏิหารย์เอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และทำให้เกมเอฟเอ คัพ คงความศักดิ์สิทธิ์ในแบบของตัวเองต่อไป “หงส์ขาว” ก็ต้องกลายเป็นผู้แพ้แบบคนทั้งโลกเห็นใจ

จุดโทษที่ค้านสายตาคนจำนวนมากที่มองว่าคาเมรอน คาร์เตอร์-วิคเกอร์ส จิ้มโดนบอลไม่ใช่ขาของ ราฮีม สเตอร์ลิง

และลูกโหม่งของ เซร์จิโอ อเกวโร่ ที่ล้ำหน้าไปค่อนตัว

เห็นแล้วความรู้สึกมันก็เพรียกหา VAR อยู่เหมือนกันครับ (ซึ่งตลกที่ เอฟเอ คัพ มีการใช้ VAR แค่บางคู่)

อย่างน้อยผมเชื่อว่าลูกแซงนำของ อเกวโร่ จะไม่เป็นประตู และหากผู้ตัดสินใช้สายตาได้ดีพอๆกับหัวใจ ลูกจุดโทษที่ซิตี้ได้ก็ไม่น่าจะได้เหมือนกัน

กระนั้นในพื้นที่สีเทาที่เกิดขึ้น สิ่งที่ปฏิเสธได้ยากคือมันเป็นเกมฟุตบอลที่สนุก ตื่นเต้น และทำให้ผู้คนมีอารมณ์ร่วมไปกับมันอย่างเต็มที่

ไม่ได้มีอะไรมาขวางหรือคั่นกลางให้ชะงักงัน

ฤา จริงๆฟุตบอลแบบเดิมๆก็อาจถือเป็นสัจธรรมชีวิตที่สอนเราได้ดีเหมือนกัน

บางครั้งชีวิตมันก็โหดร้ายแบบนี้ (สำหรับทีมผู้ถูกกระทำ) หรือบางครั้งชีวิตมันก็มีเรื่องโชคดีที่เข้าข้าง (สำหรับฝ่ายที่ได้ประโยชน์)

เช่นกันกับเรื่องความยุติธรรมที่ไม่มีอยู่จริงในโลก

คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ครับ?

VAR หรือไม่ VAR?

ชอบ “ถูกต้อง” หรือว่า “ถูกใจ”?

แล้วสองอย่างนี้มันจะไปด้วยกันได้ไหม?


MOST POPULAR

RELATED POSTS

Story

โควัช : เกมดวลหงส์สำคัญที่สุดในชีวิตกุนซือ

SPORTDesk. Team

ค่ำคืนนี้จะเป็นค่ำคืนสุดสำคัญของทั้ง 2 ทีมอย่างปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะกับ นิโก้ โควัช หัวหน้าผู้ฝึกสอนของบาเยิร์น มิวนิค ที่เขาเองก็ยอมรับว่า เกมชี้ชะตากับลิเวอร์พูล จะเป็นเกมที่สำคัญสุดชีวิตการเป็นกุนซือ

Thought

ถ้า ‘คูตี้’ กลับมาหงส์

มาริโน่

นาทีนี้กำลังมีคำถามในหมู่เด็กหงส์ว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ควรชายตาสนใจดึง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ คืนถิ่นแอนฟิลด์อีกครั้งหรือไม่ ?

Story

วาร์ดี้เซ็นสัญญาฉบับสุดท้ายในชีวิตกับเลสเตอร์

SPORTDesk. Team

เป็นที่ทราบกันดีว่า เจมี่ วาร์ดี้ กองหน้าทีมชาติอังกฤษ มีภาพลักษณ์ของความเป็น “นักสู้ชีวิต” ไม่เคยยอมแพ้อะไรง่าย ๆ โดยเราต่างทราบแง่มุมของเขากันอย่างละเอียดยิบในช่วงที่เขาฟอร์มร้อนแรง ยิงประตูเป็นว่าเล่นในช่วงฤดูกาล 2015–16 จนกระทั่งพาเลสเตอร์ผจญภัยไปจนถึงตำแหน่งแชมป์ลีกแบบเหนือความคาดหมาย