WC2018 Day 12: Result, Fixture, Table & Broadcast

26 June 2018
32 VIEWS

เราได้โฉมหน้า 4 ทีมแรก ที่เข้ารอบในฟุตบอลโลกคราวนี้ออกมาแล้ว และ อีก 4 ทีมที่จะรู้ผลในคืนนี้ มีรายชื่อของ อาร์เจนตินา ที่หลายคนลุ้นอยู่ด้วย ก่อนอื่นไปดูว่า เมื่อคืนมีอะไรเกิดขึ้นกันก่อน

 

 

– ด้วยวัย 45 ปี 161 วัน ที่ลงสนามเมื่อวานนี้ของ เอสเซม เอล ฮาดาดี้ ทำให้เขาแก่กว่าผู้จัดการทีมในฟุตบอลโลกถึง 3 คนได้แก่ แก่กว่า โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ของ เบลเยียม 179 วัน, แก่กว่า มลาเดน เคอร์สตายิช ของเซอร์เบีย 413 วัน และ แก่กว่า อาลิอู ซิสเซ่ ของ เซเนกัล 1164 วัน

– และด้วยวัย 45 ปี 161 วัน ของ เอสเซม เอล ฮาดาดี้ ทำให้เขากลายเป็น นักเตะที่แก่ที่สุดที่ลงสนามในฟุตบอลโลกไปทันที โดยแก่กว่าเจ้าของสถิติเดิมอย่าง ฟาริด มองดรากอง จาก โคลอมเบีย ถึง 2 ปี กับ 158 วัน

– นอกจากนี้ เอสเซม เอล ฮาดาดี้ ยังกลายเป็นผู้รักษาประตูคนที่ 4 ที่เชฟลูกที่จุดโทษได้ตั้งแต่เกมแรกที่ลงสนามในฟุตบอลโลก ต่อจาก ฮานเนส ธอร์ ฮาลล์ดอร์สัน ของไอซ์แลนด์ ในปีนี้, เมโอล่า ของสหรัฐอเมริกา ในปี 1990 และ กีโรก้า ของเปรู ในปี 1978 อีกด้วย

– จากการทำประตูให้ทีมชาติอียิปต์ เมื่อคืนนี้ ทำให้ โม ซาลาห์ ทำไปแล้ว 50 ประตู จากการลงสนาม 58 นัด นับตั้งแต่ย้ายมาเล่นให้ ลิเวอร์พูล

– ลูกที่จุดโทษของ ซาลมัน อัล ฟาราจ ที่ยิงให้ ซาอุดิ อาระเบีย ในช่วงทดเวลาครึ่งแรก นาทีที่ 50:36 เป็นประตูที่เลทที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติมาในปี 1966

– ซาอุดิ อาระเบีย หยุดสถิติเลวร้าย ที่ไม่ชนะใครในฟุตบอลโลกไว้ที่ 12 เกม หลังเอาชนะได้เป็นครั้งแรกนับแต่ปี 1994 โดยมีสถิติก่อนชนะอียิปต์อยู่ที่ เสมอ 2 แพ้ 10

 

 

– รัสเซีย มีโอกาสยิงตลอดเกม 3 ครั้ง ในเกมพบอุรุกวัย น้อยที่สุดในฟุตบอลโลกคราวนี้

– จากความพ่ายแพ้ของ รัสเซีย ทำให้ยังมีชาติเจ้าภาพแค่ 3 ชาติเท่านั้น ที่เก็บชัยชนะครบ 3 เกมในรอบแบ่งกลุ่ม คือ เยอรมนี ปี 2006, ฝรั่งเศส ปี 1998 และ อิตาลี ปี 1990

– ซัวเรซ ยิงประตูที่ 7 ให้อุรุกวัยได้ในฟุตบอลโลกเมื่อคืนนี้ ทำให้เขาเป็นรอง ออสการ์ มิเกวซ ที่ยิงไว้ 8 ประตูในรายการนี้ คนเดียวเท่านั้น

– อีกอร์ สมอลนิคอฟ คือผู้เล่นที่ไม่ใช่ผู้รักษาประตูคนแรกของเจ้าภาพ ที่โดนไล่ออกจากสนาม นับตั้งแต่ มาร์เซล เดอไซญี่ ในปี 1998

– เอดินสัน คาวานี่ เป็นผู้เล่นคนที่ 2 ต่อจากคู่หูของขาในแดนหน้าอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ ที่ทำประตูในฟุตบอลโลกได้ใน 3 ครั้งที่ลงเล่น (2010, 2014 และ 2018)

– อุรุกวัย เป็นทีมแรก ที่เอาชนะใน 3 เกมรอบแบ่งกลุ่มได้ โดยไม่เสียประตูเลยแม้แต่ลูกเดียว นับตั้งแต่ อาร์เจนตินา ปี 1998

 

 

– สเปน หยุดสถิติที่จะเก็บชัยในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มได้เสมอ ไว้ที่ 8 ครั้งติด ในฟุตบอลโลก หลังเสมอ โมร็อคโค 2-2

– อิสโก้ มีส่วนร่วมกับ 12 จาก 15 ประตูหลังสุดของทีมชาติสเปน ด้วยการยิง 10 แอสซิสต์ 2

– โมร็อคโค ได้ใบเหลืองในครึ่งแรกเกมพบสเปนไป 4 ใบ โดยนับตั้งแต่ปี 1966 มา มีชาติเดียวเท่านั้น ได้ใบเหลืองมากกว่านี้ในครึ่งแรก ที่ 5 ใบ ก็คือ…โมร็อคโค อยู่ดี ในเกมกับเนเธอร์แลนด์ ปี 1994

– สเปน เสียประตูไป 12 ลูก เมื่อนับรวมในฟุตบอลโลกคราวนี้ และ คราวก่อนที่ตกรอบแรก ซึ่งมากกว่าการที่เขาเล่นในฟุตบอลโลกก่อนหน้านั้นรวมกัน 18 เกม เสียอีก

– สเปน จบรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก โดยไม่ใครเลยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2006 โดยก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง พวกเขาต้องแพ้อย่างน้อย 1 เกม

– ยาโก้ อัสปาส มีส่วนร่วมกับประตูของทีมชาติสเปน 8 ประตู ใน 8 เกม ที่เขาลงสนาม (ยิง 5 จ่าย 3)

– คาริม เอล อาห์มาดี้ เก็บบอลได้ตลอดเกม 12 ครั้ง มากที่สุดกว่าผู้เล่นคนใดในสนาม

– โมร็อคโค ยิงประตูแรก ในฟุตบอลโลกคราวนี้ได้สำเร็จ หลังจากใช้โอกาสไปทั้งสิ้น 29 ครั้ง

– ดาบิด เด เกอุส…เอ๊ย เด เกอา โดนยิงตรงกรอบในฟุตบอลโลกคราวนี้ 4 ครั้ง สเปน เสีย 4 ประตู

 

 

– ประตูของ ริคาร์โด กวาร์เรสมา กลายเป็นประตูที่คนยิงอายุมากที่สุดนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2006 ด้วยวัย 34 ปี 272 วัน โดยคนสุดท้ายที่แก่กว่าเขาที่ทำได้คือ ยาห์ย่า กอลโมฮามมาดี้ ของอิหร่าน ยิงใส่เม็กซิโก ที่ เยอรมนี ด้วยวัย 35 ปี 84 วัน

– มีลูกที่จุดโทษไปแล้ว 19 ครั้ง ในฟุตบอลโลกคราวนี้ มากที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดฟุตบอลโลกมา

– โปรตุเกส ผ่านรอบแบ่งกลุ่มในฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งที่ 4 เท่านั้น โดย 3 ครั้งก่อนหน้านี้เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก 1966, 2006 และ 2010

– โปรตุเกส ยังยืดสถิติที่พวกเขาจะไม่แพ้ถ้ายิงประตูขึ้นนำได้ในฟุตบอลโลกก่อน ออกไปเป็น 16 เกม ก่อนหน้านี้ ถ้าพวกเขานำก่อน มีสถิติ ชนะ 13 เสมอ 3

– ประตูในนาทีที่ 92:48 จากจุดโทษของ คาริม อันซาริฟาร์ด เป็นประตูที่เลทที่สุด ที่โปรตุเกส เสียในฟุตบอลโลก นับตั้งแต่พวกเขาเข้าร่วมมา

– CR7 กลายเป็นนักเตะโปรตุเกสคนแรก ที่ยิงลูกที่จุดโทษพลาด ในการยิงจุดโทษระหว่างเกม นับตั้งแต่ปี 1966 ที่มีการเก็บสถิติมา

 

 

กลุ่มเอ

– อุรุกวัย ชนะรวด เป็นแชมป์กลุ่มสบายใจ ไปเจอที่ 2 กลุ่ม บี คือ โปรตุเกส

– รัสเซีย รองแชมป์กลุ่ม จากผลงาน ชนะ 2 แพ้ 1 ก็เจองานหนักไม่แพ้กัน คือ แชมป์กลุ่มบี อย่าง สเปน

– ส่วน ซาอุดิ อาระเบีย กับ อียิปต์ ก็…อาดิอู

 

 

กลุ่มบี

– สเปนแชมป์กลุ่ม ด้วยผล ชนะ 1 เสมอ 2 แต่ยิง 6 ประตู มากกว่า โปรตุเกส 1 ลูก จะเข้ารอบไปเจอเจ้าภาพ รัสเซีย

– โปรตุเกสรองแชมป์กลุ่ม แพ้ประตูได้เสียสเปนไปลูกเดียว ต้องเข้าไปเจอทีมฟอร์มแกร่งอย่าง อุรุกวัย

– อิหร่าน กับ โมร็อคโค ก็…อาดิอู

 

 

คู่แรก คืนนี้ ออสเจรเลีย พบ เปรู

– ออสซี่ ยังมีลุ้นเข้ารอบ แต่ต้องชนะให้ได้ก่อน แล้วไปลุ้นผลอีกคู่ ให้ ฝรั่งเศส ชนะเดนมาร์กเอา

– เปรู…อาดิอู กลับบ้านแน่นอนแล้ว เล่นเพื่อศักดิ์ศรีล้วนๆ

 

 

คู่ที่ 2 เล่นเวลาเดียวกับคู่แรก ฝรั่งเศส พบ เดนมาร์ก

– ฝรั่งเศส ถ้าอยากเป็นแชมป์กลุ่มต้องไม่แพ้

– แต่ผลเสมอก็เพียงพอให้ทั้ง 2 ทีม ได้สิ่งที่ต้องการ ฝรั่งเศส จะได้เป็นแชมป์กลุ่ม ส่วนเดนมาร์ก จะได้เข้ารอบ วิน-วิน

– แต่ถ้าเดนมาร์กแพ้ แล้ว ออสซี่ ชนะ เดนมาร์ก ก็มีโอกาสร่วง ต้องไปดูประตูได้เสียหลังจบเกมกันอีกที

 

 

คู่ที่ 3 เล่นตี 1 ไนจีเรีย เจอ อาร์เจนตินา

– เหมือนคู่เอกของวัน

– อาร์เจนฯ ถ้าอยากเข้ารอบ ชนะให้ได้ก่อน แล้วไปลุ้นให้ ไอซ์แลนด์ไม่ชนะ

– ไนจีเรีย ถ้าจะให้ดี ก็ควรชนะ เพื่อจะได้มั่นใจว่าเข้ารอบแน่ๆ

– เอาจริงๆ ถ้าไนจีเรียชนะ ก็พอจะมีลุ้นแชมป์กลุ่มได้ หากยิงขาดๆ แล้วให้ ไอซ์แลนด์ ชนะ เยอะๆ

– ถ้าผลออกมาเสมอ อาร์เจนฯ ร่วงแน่ ส่วน ไนจีเรีย ก็ต้องไปลุ้นผลอีกคู่ เอาเอง

 

 

คู่สุดท้าย เล่นพร้อมคู่ที่ 3 ไอซ์แลนด์ พบ โครเอเชีย

– โครแอต ขอแต้มเดียว จะการันตีแชมป์กลุ่ม

– แต่ไอซ์แลนด์ ต้องการผลชนะเท่านั้น เพื่อลุ้นเข้ารอบ

– แต่ผลชนะของไอซ์แลนด์ ยังไม่พอ ต้องลุ้นให้ ไนจีเรียไม่ชนะด้วย

– สรุปว่า ไอซ์แลนด์ ต้องชนะให้เยอะไว้ก่อน ที่เหลือว่ากัน