ผีเสริมกันชน

14 August 2018
319 VIEWS

ในห้วงเวลา 5 ปีหลังจากเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ล้างมือในอ่างทองคำที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงเผชิญภาวะ “ตกหลุมอากาศ” อย่างแรง

กุนซือไม่น้อยกว่า 3 คนถูกดึงมานั่งเก้าอี้ตัวเดียวกับที่เฟอร์กี้ เคยครอบครองมานานเกือบสามทศวรรษ

ความสำเร็จในบอลถ้วยทั้งเอฟเอ คัพ, ลีก คัพ รวมถึงยูโรปา ลีก อาจน่าพอใจ แต่สำหรับทีมระดับแมนฯ ยูไนเต็ด มันควรถูกมองว่าเป็นแค่รางวัลบู้บี้ไว้ปลอบใจมากกว่า

ในพรีเมียร์ ลีก แม้ว่าผลงานฤดูกาลที่แล้ว ดูไฉไลขึ้นกับการจบอันดับสอง แต่ช่องว่างห่างถึง 19 แต้มจากทีมแชมป์เพื่อนบ้านผู้น่ารำคาญอย่างแมนฯ ซิตี้ และที่สำคัญคือสไตล์การเล่นที่ถูกเปรียบว่าเหมือนพระเอกกับผู้ร้าย

แม้แต่สาวกปีศาจแดงก็เริ่มแตกคอว่าสโมสรควรให้ความสำคัญอย่างไหนก่อนหลัง

สไตล์หรือความสำเร็จ

แน่นอน ทุกคนคาดหวังความสำเร็จเป็นเป้าหมายปลายทาง แต่ประเด็นคำถามคือแมนฯ ยูไนเต็ด สมควรจะประสบความสำเร็จด้วยแนวทางไหน เคาะบอลไปมาน่าเบื่อแบบฟาน กัล ?

หรือจอดรถบัสขวางประตูของโชเซ่ มูรินโญ่ ?

ขณะที่เป๊ป กวาร์ดิโอล่า พิสูจน์ให้เห็นว่าสไตล์กับความสำเร็จสามารถไปด้วยกัน และเจอร์เก้น คล็อปป์ ติดตั้งฟุตบอลเฮฟวี่เมทัลให้ลิเวอร์พูล จนทุกคนโยกหัวตามด้วยความเมามัน

เช่นเดียวกับสเปอร์ส ภายใต้เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่

บรรดาทีมคู่แข่งเหล่านี้ กลายเป็นตัวเปรียบเทียบชั้นดีกับแมนฯ ยูไนเต็ด นับตั้งแต่ที่ลอกคราบตัวเองจากความเป็น “ยูไนเต็ด เวย์” บอลระบบหน้าคู่ พร้อมปีกสองข้าง ในยุคครองเมืองของเฟอร์กี้

กว่าห้าปีของการลองผิดลองถูก ปล่อยกุนซือใหม่ทำงาน มอบอำนาจเต็มทั้งการคัดสรรนักเตะใหม่ เลือกระบบและสไตล์ที่ต้องการ แต่ผลลัพธ์ยังลงเอยแบบคว้าน้ำเหลว

ยิ่งในยุคของฟาน กัล และมูรินโญ่ สโมสรแทบกดปุ่มไฟเขียวผ่านตลอด อัดฉีดเงินเสริมทัพไม่อั้น เพื่อปูพรมเปิดทางให้กลับสู่ความสำเร็จโดยเร็วที่สุด

แต่นาทีนี้ เบื้องบนของแมนฯ ยูไนเต็ด โดยเฉพาะเอ็ด วู้ดเวิร์ด คงรู้แล้วว่าวิธีมีแต่หายนะกับความล่มจมรออยู่บั้นปลาย

ไม่กี่วันที่ผ่านมาถึงมีข่าวว่าปีศาจแดงกำลังจะติดตั้งตำแหน่งใหม่ในลำดับการทำงาน นั่นคือไดเรคเตอร์ ออฟ ฟุตบอล เป็นครั้งแรก

ในยุโรป ตำแหน่งนี้มีอยู่ทั่วไป แต่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด มันคือของเล่นใหม่ ถามว่าทำไม ?

เพราะงานที่ไดเรคเตอร์ ออฟ ฟุตบอล ต้องดูแล คือส่วนหนึ่งในงานทั้งหมดของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นี่คือยอดมนุษย์ตัวจริงเสียงจริง รับผิดชอบจัดการทุกอย่างตั้งแต่คุมทีม ไปจนกำหนดนโยบายซื้อขายผู้เล่น

ด้วยบารมีของเฟอร์กี้ ใครเบื้องบนจะกล้าหือกล้าเถียงกับแกล่ะ

แต่ตอนนี้ วู้ดเวิร์ด คงเห็นว่าแนวคิดและแนวทางของกุนซือใหม่แต่ละคนไม่ไปในทิศทางเดียวกัน พอคนเก่าจากไป คนใหม่เข้ามา ก็รื้อทีมแบบยกเครื่องเหมาเข่ง

ยิ่งมีเงื่อนไขเวลาเข้ามาบีบ คนเป็นกุนซือย่อมมองหาผู้เล่นใหม่แบบสำเร็จรูป ฉีกซองใช้งานได้เลย มากกว่าดาวรุ่งรอเฉิดฉายในอนาคต

มันกลายเป็นต้นตอความขัดแย้ง กระทั่งมูรินโญ่ ออกโรงทิ้งระเบิดประจานผ่านสื่อว่าบอร์ดบริหารไม่ให้คนตามที่เขาส่งโพยไปไม่ต่ำกว่า 4-5 รายชื่อ

เพราะมุมมองความคิดแตกต่างกัน มูรินโญ่ อยากได้นักเตะอายุ 26-29 ปี คือพร้อมลุยเลย ไม่ต้องเสียเวลามาปั้นแต่ง

แต่วู้ดเวิร์ด อ่านว่าซื้อผู้เล่นในช่วงวัยขนาดนั้น ค่าตัวต้องสูง ค่าเหนื่อยต้องแพง แถมหากอยู่จนครบสัญญา อายุปาไปเท่าไหร่ ราคาตก ขายไม่ออก

มูรินโญ่ มองภาพในระยะสั้น อาจไม่ไกลเกินปีสองปี กล้าตัดหางปล่อยวัดกระทั่งปอล ป็อกบา กับ อองโตนี่ มาร์กซิยาล เพราะยังไม่พร้อมสู้ตายถวายหัวให้เขา

แต่ในฐานะรองประธาน วู้ดเวิร์ด มองยาวกว่านั้่นถึง 5-6 ปี และในสายตา นักเตะอย่างป็อกบา กับมาร์กซิยาล คือเพชรรอวัดขัดเกลา

สโมสรต้องอยู่อย่างยั่งยืนและเสถียร ส่วนกุนซือมาแค่ชั่วคราว ก็สะบัดก้นจากไป

“ไดเรคเตอร์ ออฟ ฟุตบอล” จะเข้ามาช่วยดูแล กำหนดนโยบายสร้างทีมร่วมกับกุนซือ และทำหน้าที่ “กันชน” ไม่ให้เกิดการปะทะโดยตรงระหว่างกุนซือกับเบื้องบนอย่างที่ฉาวโฉ่ในช่วงซัมเมอร์

แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังเดินสู่ทิศทางใหม่ แต่ถึงตอนนั้น จะมีกุนซือชื่อโชเซ่ มูรินโญ่ หรือเปล่าไม่รู้นะ