ใต้การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวของ BR

27 February 2019
922 VIEWS

ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วสำหรับข่าวการเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ของ เบร็นแดน ร็อดเจอร์ส ซึ่งเปลี่ยนสถานะเป็นนายใหม่แห่ง คิงเพาเวอร์ สเตเดียม และเป็นนายเก่าของ กลาสโกว์ เซลติก ภายในระยะเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงดีนับจากมีข่าวว่าเขาได้รับอนุญาตให้ทำการเจรจากับเลสเตอร์ได้

ชั่วระยะเวลาดังกล่าวทำให้พอจะอนุมานได้ว่ากุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือแทบไม่มีความลังเลใด ๆ ในการพิจารณาโอกาสครั้งนี้เลย

ทั้ง ๆ ที่มันเป็นสถานการณ์ที่ประหลาดเมื่อเซลติกยังนำโด่งเป็นจ่าฝูงสกอตติชพรีเมียร์ลีกและมีโอกาสที่จะได้เป็น “เทรเบิลแชมป์” เป็นสมัยที่3 ติดต่อกันในฤดูกาลนี้โดยที่ฤดูกาลเหลือเวลาอีกเพียงแค่ไม่ถึง 3 เดือนเท่านั้นก็จะจบ

เหตุผลกลใดที่จะทำให้เขาตัดสินใจทิ้งทุกอย่างรวมถึงทิ้งสโมสรที่ยิ่งใหญ่ในทางประวัติศาสตร์อย่างเซลติก เพื่อมาอยู่กับสโมสรที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเล็กกว่าในแทบทุกด้านอย่างเลสเตอร์แบบที่ไม่มีการฉุกคิดทบทวนหรือซื้อเวลาเพื่อให้โอกาสแฟนเซลติกได้ทำใจแม้สักนิดแบบนี้

เจมี่ คาร์ราเกอร์ และ สตีเวน เจอร์ราร์ด สองตำนานของลิเวอร์พูลซึ่งเคยร่วมงานกับ ร็อดเจอร์ส พูดตรงกันว่าเหตุผลเดียวที่ทำให้อดีตเจ้านายของพวกเขาตัดสินใจทิ้งทุกอย่างที่สกอตแลนด์เอาไว้เป็นเพียงความทรงจำที่ดีคือแรงดึงดูดของการได้กลับมาทำงานในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

แรงดึงดูดนั้นมันมากจนหัวใจไม่อาจปฏิเสธได้ไหว

ต่อให้ต้องผิดต่อเซลติกที่จากกันแบบกระทันหันแบบนี้ก็ตาม

สำหรับร็อดเจอร์สช่วงระยะเวลาเกือบ 3 ปีกับทีมThe Bhoys เขาประสบความสำเร็จมาหมดแล้ว แผลในใจที่เคยมีจากการพลาดโอกาสที่จะเป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่นำลิเวอร์พูลเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อเกือบ 5 ปีที่แล้วได้รับการเยียวยาจากแชมป์ลีก 2 สมัยกับเซลติก

ช่วงเวลาของฝันร้ายที่เคยเผชิญในช่วงปลายที่ลิเวอร์พูลทำผลงานได้ไร้อนาคตจนทำให้เขาแบกรับความเครียดมหาศาลถึงขั้นที่เมื่อออกจากตำแหน่งที่แอนฟิลด์ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเรื่องที่ผ่านมานานมากพอที่มันจะตกสะเก็ดในหัวใจ

ความรู้สึกของการต้องการจะกลับมาเพื่อ “พิสูจน์” อีกครั้งมีอยู่ในใจของเขาเสมอ ต่อให้ไม่ต้องบอกทุกคนก็รู้ว่าร็อดเจอร์สปรารถนาจะกลับมาสู้ในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

เพียงแต่การกลับมาครั้งนี้อาจจะไม่ดีเลิศเลออะไรนักเมื่อโอกาสที่ได้มาไม่ใช่สโมสรในกลุ่ม Top Six ของลีกอย่างที่เขาต้องการเพื่อการันตีสถานะของผู้จัดการทีมชั้นนำ

ในกลุ่ม 6 สโมสรดังกล่าวสามารถตัดแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดออกไปหนึ่งทีมได้ทันทีเพราะโอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะได้รับงานใหญ่แน่นอนรวมถึงร็อดเจอร์สคงไม่กล้าจะหักหาญน้ำใจเดอะค็อปและยังสามารถตัด ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งในเร็ว ๆ นี้

โอกาสของร็อดเจอร์สจึงเหลือเพียงแค่กับอาร์เซนอล, สเปอร์ส และ เชลซี โดยเฉพาะ2 ทีมหลังที่มีแนวโน้มจะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้จัดการทีมสูงเพียงแต่ในกลุ่มสโมสรเหล่านี้ต่อให้มีความสนใจแต่พวกเขา “ไม่เชื่อ” ในความสามารถของเขามากพอที่จะมอบงานใหญ่ให้

ดังนั้นเมื่อมีข้อเสนอจากเลสเตอร์ที่อยู่ในภาวะใกล้วิกฤติเข้ามา – ร็อดเจอร์สจึงตะครุบโอกาสเอาไว้ทันทีโดยปราศจากความลังเลใด ๆ

อย่างน้อยในกลุ่มสโมสรระดับกลางที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าดีพอที่จะยืนระยะในพรีเมียร์ลีกได้เลสเตอร์เป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุด

พวกเขาเป็นสโมสรที่มีโครงสร้างที่แข็งแกร่งมีความเป็นมืออาชีพสูงมีแฟนฟุตบอลที่มีแพสชันขณะที่ขุมกำลังผู้เล่นในทีมจริง ๆ แล้วก็ถือเป็นทีมที่มีผู้เล่นดีในทีมอยู่ไม่น้อยมีขีดความสามารถที่จะก้าวไปข้างหน้าได้อีกขั้นและผู้บริหารก็เข้าใจเกมฟุตบอลอังกฤษมากพอที่พร้อมจะสนับสนุนทางการเงินเพื่อซื้อผู้เล่นชั้นดีเข้ามาเสริมทีมได้หากเห็นตรงกันว่าผู้เล่นคนนั้นจะพาทีมไปข้างหน้าได้

หากเอาตามคำพูดของคาร์ราเกอร์เขามองว่าเลสเตอร์เป็นรองเพียงทีมTop Six เท่านั้น

นอกจากนี้เรื่องเล่าเทพนิยายจิ้งจอกก็ยังเป็นเรื่องที่น่าประทับใจอยู่ถึงทุกวันนี้

ดังนั้นสิ่งที่ร็อดเจอร์สมองเห็นเลสเตอร์คือ “อนาคต” 

และหากจะหาสักสโมสรที่เขาจะใช้เป็น “ฐาน” สำหรับการกระโดดกลับขึ้นไปสู่สถานะการเป็นผู้จัดการทีมระดับชั้นนำอีกครั้งทีมจากมิดแลนด์ทีมนี้ก็มีความเหมาะสม

อย่างน้อยดีกว่า นีล เลนนอน หรือ กอร์ดอน สตรัคคัน ที่เมื่อลาจากไฮแลนด์มางานที่พวกเขาได้รับคือโบลตันและมิดเดิลสโบรห์

เอาเข้าจริงสโมสรแรกที่เขาสร้างชื่ออย่างสวอนซีก็เป็นทีมที่เล็กกว่าด้วยซ้ำไป

ร็อดเจอร์สเวลานี้ไม่ได้เป็นผู้จัดการทีมดาวรุ่งเหมือนเมื่อ 7-8 ปีก่อนที่เป็น “ดาวเด่น” ของวงการผู้จัดการทีมฟุตบอลในอังกฤษด้วยสไตล์การเล่นฟุตบอลสวยงามที่แทบจะถอดแนวคิดการเล่นมาจากโคตรทีมอย่างบาร์เซโลน่าจนได้รับเสียงชื่นชมไปทั่วถึงการทำให้สวอนซีกลายเป็น​ “สวอนซีโลน่า” ทีมเล็กๆที่เล่น Tiki-taka ได้

ความจริงเขาเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมในสหราชอาณาจักรที่ดีที่สุดคนหนึ่งในเวลานี้ดังจะเห็นได้จากเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้จัดการทีมสำคัญๆใน UK ชื่อของเขาจะถูกนำไปเชื่อมโยงด้วยเสมอ

เพียงแต่อย่างที่บอกครับช่วงเวลาฝันร้ายในช่วงปลายของการคุมทีมที่แอนฟิลด์กลายเป็น​ “ตราบาป” ที่ประทับลงบนร่างมันไม่เพียงจะทำให้เขาสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเองไปไม่น้อยคนในวงการเองก็สูญเสียความเชื่อมั่นในตัวของเขาเช่นกัน

ฟุตบอลของเขาดีแต่ไม่มีใครเชื่อว่าดีพอ

ไม่ต่างอะไรจาก มาร์ติน โอนีล หรือ เดวิด โอเลียรี อดีตผู้จัดการทีมที่เคยถูกมองว่าเป็นความหวังแห่งอนาคตของวงการฟุตบอล UK แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น

ดังนั้นการกลับมาครั้งนี้ของเขาผมเชื่อว่าเราน่าจะได้เห็นฝีมือที่แท้จริงของเขาอีกครั้งว่าสุดท้ายแล้วเขาอยู่ในระดับใดกันแน่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคนที่ถูกมองว่าเหนือกว่าอีกขั้นหรือสองขั้นอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอลา และ เยอร์เก้น คล็อปป์ คนที่มาแทนที่เขาและทำได้เหนือกว่าอย่างชัดเจนในแอนฟิลด์

มันคือ “ความท้าทาย” ที่น่าถวิลหา

ที่เลสเตอร์เขาจะไม่ต้องแบกรับความกดดันมากเท่าที่ลิเวอร์พูลมีอิสระในการทำงานและมีแรงสนับสนุนที่ดีจากเบื้องบนรวมถึงเม็ดเงินในการทำทีมที่เหนือกว่าเซลติกแบบเทียบกันไม่ได้

ที่นี่เขายังมีนักเตะอนาคตไกลหลายคนที่สามารถปั้นได้ไม่ว่าจะเป็นแฮร์รี่ แม็คไกวร์, เบน ชิลเวลล์, เดมาราย เกรย์ รวมถึง เจมส์ แมดดิสัน นักเตะที่ดูแล้วน่าจะสามารถปรับตัวเข้ากับสไตล์ฟุตบอลของเขาได้

การตัดสินใจรับงานทันทีตั้งแต่ตอนนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะต้องการเข้ามาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักเตะเหล่านี้ที่เป็นเป้าหมายของทีมที่ใหญ่กว่าว่าไม่จำเป็นต้องย้ายไปไหนเพื่อความก้าวหน้าพวกเขาสามารถจะก้าวไปด้วยกันได้

อนาคตที่เลสเตอร์เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและบางทีนี่อาจเป็นข่าวการแต่งตั้งผู้จัดการทีมนอกกลุ่ม 6 สโมสรชั้นนำที่น่าตื่นเต้นที่สุดในรอบทศวรรษ

ในฐานะคนเคยผูกพันหวังว่ามันจะเป็นช่วงเวลาที่งดงามสำหรับ BR และ เลสเตอร์