“ขี้เหร่” แต่สำคัญ

19 November 2018
433 VIEWS

อังกฤษ ครองเกม 63% และมีโอกาสยิง 15 ครั้งแต่ไม่ได้ดูมีวี่แววจะเจาะประตูโครเอเชียได้นอกจาก 2 จังหวะสำคัญท้ายครึ่งหลังนำมาซึ่ง 2 ประตูแซงชนะ 2-1 พลิกสถานการณ์ทุกอย่างแบบสิ้นเชิง

ครับ ด้วย “ชื่อชั้น”, เทคนิค, แท็คติกส์ หรือแม้แต่ “รูปแบบ” การเล่น

อังกฤษ ดู “ขี้เหร่” ขึ้นมาทันทีหากเทียบกับทีมรองแชมป์โลก โครเอเชีย ที่กระทั่งถึงนาทีที่ 78 ทำท่าจะ “ขึ้นแท่น” เป็นจ่าฝูงของกลุ่ม 4 ในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก แบบชิว ๆ หลังประตูนำจาก อันเดรจ์ ครามาริช นาทีที่ 57

แต่ก็เป็นดาวเตะฮอฟเฟนไฮม์เองนั่นแหละที่พลาดไม่ “ขยี้” ประตู 2-0 จากจังหวะหลุดแทบจะ 1 ต่อ 1 กับ จอร์แดน พิคฟอร์ด จนสุดท้ายโดนลงโทษแบบเจ็บใจ นอนหลับตาได้ยาก

พร้อมส่งผลให้อังกฤษ “คัมแบ็ก” กลับมาชนะ แซงทั้งโครเอเชีย และสเปนขึ้น “จ่าฝูง” พร้อมพื้นที่รอบสุดท้ายปีหน้าที่โปรตุเกส ขณะที่โครเอเชียจากตำแหน่งแชมป์กลุ่มหยก ๆ กลับ “ตกชั้น” ไปในพริบตา

ครับ บรรยากาศการ “บรรยาย” ข้างต้น น่าจะแสดงให้เห็นเหมือนกันว่า ฟุตบอล “ฟอร์แมต” นี้ของ “ยูฟ่า” อย่างน้อยมีดีที่ “อรรถรส” ความมันส์เต็มเปี่ยม

เพราะเกมมีความหมายมากกว่าแค่ “ฟีฟ่าเดย์” และเกมกระชับมิตรธรรมดาเยอะเลย

แฟนบอลในเวมบลีย์ 78,221 คน มันส์แน่ ๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ การมี “ส่วนร่วม” ในชัยชนะของอังกฤษจากรูปเกมที่แทบไม่มีอะไร

โดยในเกม “ระดับสูง” ลูกเซ็ตพีซต่าง ๆ และลูกทุ่ม มีความสำคัญในการสร้างความ “แตกต่าง”

เหมือนที่ผมเรียนไว้เมื่อวานในแมตช์ทีมชาติไทย ปะทะอินโดนีเซีย ศึก “อาเซียน คัพ 2018” ที่ 4 ประตูจาก 6 ประตูของผล 4-2 โดยช้างศึกชนะเกิดจากลูกคอร์เนอร์/ฟรีคิกทั้งทางตรง และทางอ้อม

ประตูแบบนี้ ไม่ใช่ open play และเป็นการเสียประตูที่น่าจะป้องกันได้ตามหลัก coaching football เพราะต้องมีการ “วางแผน” มาล่วงหน้าแล้วว่า จะเล่นอย่างไร? ใครประกบใคร? จะใช้จำนวนผู้เล่นกี่คนในกรอบเขตโทษ? จะทิ้งใครไว้เคาน์เตอร์แอทแทค? คู่แข่งมักเตะอย่างไร? ฯลฯ

ไม่แปลกที่ มิโลวาน ราเยวัช กุนซือทีมชาติไทยจะไม่พอใจ

แต่เจ้าตัวโค้ชเซอร์เบียไม่ได้พูดว่า ทีตัวเองทำสกอร์ได้จากลูกนิ่งรู้สึกเช่นไร? ทั้งที่ว่าไปแล้ว ทัพช้างศึกยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในครึ่งแรกที่จู่ ๆ ก็นำ 2-1

โดยยังไม่ได้ “ทดสอบ” ความสามารถในการเล่นเกมรุกหลังโดนนำ 0-1 แบบที่ควรจะเป็น

ตัดกลับมาที่อังกฤษของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ที่ตอนบอลโลกจะว่าไปแล้วก็เข้าถึงรอบตัดเชือกได้เพราะลูกเซ็ตเพลย์

หลัก ๆ ก็คอร์เนอร์นี่แหละครับ

แต่ก็อีกนั่นแหละ…ใครแคร์?

เกมนี้ได้ลูกทุ่มไกลของ โจ โกเมซ ที่สลับมาทุ่มเข้ากรอบเขตโทษจากฝั่งขวาแทนแบ็คขวา ไคล์น วอล์คเกอร์

บอลขลุกชลิกไปเข้าทาง แฮร์รี เคน ที่ยิงก่อนจะไปจบสุดท้ายที่ เจสซี ลินการ์ด นาทีที่ 78

จากนั้น เป็นเรื่องสิครับ “เสียงเชียร์” ในเวมบลีย์ สุดจะกระหึ่ม “ปลุกใจ” กระตุ้นนักเตะเต็มเหวี่ยงทะลุลิงก์ชมสดที่ผมนั่งดู

และก็เป็นอีกฟรีคิกจากฝั่งซ้ายโดย เบน ชิลเวลล์ แล้วไปจบที่ เคน แปในจุดถูกที่ถูกเวลาเข้าไป

สรุปเป็นว่า ไม่ต้องพูดอะไรมากว่าความ “แตกต่าง” แม้จะ “ขี้เหร่” เพียงใด มันมีคุณค่าขนาดไหน?