ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก: เมื่อเงินมีค่าน้อยกว่า เอกลักษณ์ ประเพณี และวิถีชีวิตของลีกผู้ดี

6 April 2019
1,032 VIEWS

หากคุณเป็นแฟนประจำของ SPORTDesk. แล้วล่ะก็ คงจำกันได้ว่าเมื่อราวสัปดาห์ก่อน เราได้หยิบยกแนวความคิดของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป ที่อยากจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรสุดยิ่งใหญ่รายการนี้เสียใหม่ มาเล่าสู่กันฟัง ทั้งยังชวนคุย ชวนคิด กันไปแล้ว

จากวันนั้นถึงเมื่อวานนี้ (วันศุกร์ ที่ 5 เมษายน) ยังไม่มีองค์กรลูกหนังของชาติใดออกมาแสดงท่าที่กับเรื่องดังกล่าว จนกระทั่งช่วงดึก พรีเมียร์ลีก ก็เป็นเจ้าแรกที่ออกมาแสดงความเห็น และเป็นความเห็นเชิงคัดค้านเสียด้วย

เพราะอะไร? ทำไม? แล้วเป็นไปได้ไหม? กลายเป็นประเด็นหลังฝุ่นควันของข่าว และมันยังเป็นเรื่องที่เราจะมาชวนคุย ชวนคิดกันอีกครั้งด้วยครับ

ฟอร์แมตใหม่ ที่ไม่เวิร์ค

สำหรับท่านที่เคยอ่านบทความเรื่อง ‘ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก : ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง?’ แล้วยังจำได้ หรือเข้าใจรูปแบบใหม่ที่อยู่ฟ่าคิดจะนำมาใช้อยู่แล้ว การข้ามหัวข้อนี้ไปไม่ใช่ปัญหา และไม่ได้ผิดบาปแต่อย่างใด

แต่ท่านใดที่ยังไม่เคยอ่าน แล้วคลิกเข้าไปแล้วก็รู้สึกว่า ‘จะยาวไปไหน?’ เนื้อหาด้านล่างในหัวข้อนี้ คือสรุปแบบเข้าใจง่าย ๆ ของฟอร์แมตใหมในฟุตบอลยุโรปที่ ยูฟ่า ต้องการนำมาปรับใช้กับยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 2024 เป็นต้นไป

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปัจจุบัน เริ่มแข่งขันอย่างเป็นทางการในรอบแรก เป็นรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม มี 8 กลุ่ม รวม 32 ทีม ก่อนที่จะคัดแชมป์ และ รองแชมป์กลุ่มรวม 16 ทีมไปเตะรอบน็อคเอาต์ เหย้า-เยือน แบบทัวร์นาเมนต์จนได้แชมป์

แต่ในฟอร์แมต์ใหม่ของยูฟ่า จะมีการเปลี่ยนแปลงรอบแบ่งกลุ่มใหม่ ให้เหลือแค่ 4 กลุ่ม กลุ่มละ 8 ทีม แล้วแข่งขันในรอบนี้ยาวนาน 14 แมตช์ แทนการแข่งขันเพียง 6 แมตช์ และยังรวมไปถึงเรื่องวันในการแข่งขัน ที่ ยูฟ่า อยากจะเลื่อนจากกลางสัปดาห์ไปในช่วงสุดสัปดาห์ ที่มีคนดูให้ความสนใจสูงกว่า

นอกจากนี้ยังมีระบบการคัดเลือกทีมเข้าแข่งขันในรูปแบบใหม่ จากเดิมที่ 4 อันดับแรกใน 4 ลีกใหญ่ อย่าง พรีเมียร์ลีก, กัลโช่ เซเรีย อา, ลาลีก้า และ บุนเดสลีก้า จะได้โควตาอัตโนมัติ มาเป็นการแบ่งโควตาตามระบบปีระมิด ตามลีก และมีการเลื่อนชั่นตกชั้น (โมเดลเดียวกับเนชั่นส์ ลีก) เพื่อที่จะรั้งทีมแม่เหล็กไว้ในการแข่งขันให้นานที่สุด เพื่อดึงดูดแฟนบอลให้ชมการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่องทุกฤดูกาลด้วย

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เป็นเรื่องของ “เงิน” และ “ผลประโยชน์” ที่ยูฟ่า และ สโมสรสมาชิกพึงจะได้รับล้วน ๆ เพราะในระยะหลัง 3 ปีมานี้ องค์กรฟุตบอลยุโรป ได้กำไรจากการจัดการแข่งขันฟุตบอลสโมสรยุโรป ลดลงเรื่อย ๆ มาตลอด

แต่การที่ทั้ง 20 ทีมจากพรีเมียร์ลีก ออกแถลงการณ์ร่วมกันอย่างพร้อมเพียง เพื่อปฏิเสธความคิดนี้ มันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า รูปแบบที่กล่าวมาด้านบนนี้ มันต้องมีอะไรสักอย่าง (หรือหลายอย่าง) ไม่เวิร์กแล้วล่ะ…

ฟุตบอลไม่ใช่แค่กีฬา แต่มันคือวิถีชีวิต

“สโมสรทุกแห่ง ต่างเห็นตรงกันเป็นเสียงเดียวว่า ไม่ใช่เรื่องเหมาะสมที่จะมีการดำเนินแผนการณ์เพื่อเปลี่ยนแปลงการแข่งขันฟุตบอลยุโรปบนเวลาตามปฏิทินเสียใหม่และการเปลี่ยนแปลงนั้น ยังส่งผลกระทบมาถึงโครงสร้างการแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศ (อังกกฤษ) และทุกสโมสร พร้อมอย่างยิ่ง ที่จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องพรีเมียร์ลีก

“ในประเทศอังกฤษ ฟุตบอลมีบทบาทสำคัญทั้งในเรื่องของวัฒนธรรมและวิถีชีวิต รวมไปถึงกิจวัตรของพวกเรา แฟนบอล หลายล้านคนเข้าชมการแข่งขันทั่วประเทศด้วยความจงรักภักดีและการแข่งขันในประเทศของเรานี้ล้วนผ่านชั่วอายุคนไปหลายสมัย เรายังมีส่วนผสมที่แสนมหัศจรรย์ระหว่างงการแข่งขันฟุตบอลกับแฟนบอล ที่เรามุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะรักษาสิ่งเหล่านั้นไว้ให้คงเดิม

“โครงสร้างของฟุตบอลในประเทศจะถูกกำหนดโดยลีกและสมาคมระดับชาติที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันเราทำงานร่วมกับสมาคมฟุตบอล (FA)และลีกอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ผู้รับผิดชอบฟุตบอลสโมสรยุโรปจะตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ และภาระหน้าที่ที่พวกเขาอยากจะรักษาความมั่นคงและความยั่งยืนของฟุตบอลลีกในประเทศนี้ไว้”

แถลงการณ์ร่วมของทั้ง 20 สโมสรในพรีเมียร์ลีก ยืนยันชัดเจนว่า ฝั่งลีกผู้ดี ไม่เห็นด้วยกับยูฟ่า ในการเปลี่ยนแปลงฟอร์แมตการแข่งขันฟุตบอล สโมสรยุโรปที่ออกมาก่อนหน้านี้

หากอ่านแถลงการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วน น่าจะทำให้เห็นว่า สิ่งที่พรีเมียร์ลีกหวงแหนคือ ‘เวลา’ ในการจัดการแข่งขัน เนื่องด้วยนโยบายใหม่ของ ยูฟ่า ต้องการจะจัดการแข่งขันฟุตบอลสโมสรยุโรปในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงกับฟุตบอลลีกทุกประเทศ ที่จะต้องมีการจัดปฏิทินการแข่งขันใหม่ แต่ในอังกฤษ จะเป็นเรื่องใหญ่กว่าทุกประเทศ เพราะพวกเขามีฟุตบอลถ้วยถึง 2 รายการ

ดังนั้น หากมีการเปลี่ยนแปลงการแข่งขันฟุตบอลสโมสรยุโรปมาเตะในช่วงสุดสัปดาห์จริง เกมพรีเมียร์ลีก จะต้องโยกไปเตะกลางสัปดาห์มากขึ้น และพวกฟุตบอลถ้วย อาจจะต้องไปเตะกลางสัปดาห์แทนที่ของแชมเปี้ยนส์ ลีก เลยก็ได้

ที่หนักกว่า คือการที่ ยูฟ่า และ เอฟเอ เป็นคนละองค์กรกัน เพราะที่ผ่านมา การเลื่อนพรีเมียร์ลีก เพื่อไปเตะ เอฟเอ คัพ และ ลีกคัพ หรือ เลื่อนฟุตบอลถ้วย เพื่อมาเตะพรีเมียร์ลีก เป็นเรื่องที่พูดคุยหรือตกลงกันได้ง่าย เพราะถึงแม้ไม่ใช่องค์กรเดียวกัน แต่ เอฟเอ และ พรีเมียร์ลีก ก็มีกระประณีประนอมกันสูง ทว่า มันจะทำได้ยากกว่าเดิมมากหลายเท่าตัวถ้าเป็น พรีเมียร์ลีกกับ ยูฟ่า เพราะมันกระทบไปยังประเทศอื่น ๆ ที่ต้องเตะกับทีมจากอังกฤษด้วย

ถอยคนละก้าว?

เป็นที่รู้กันดีว่าฟุตบอลอังกฤษ เป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมมาตลอด หลักฐานที่เห็นเด่นชัดคือการที่พวกเขาไม่ยอมเปิดรับเทคโนโลยี วีเออาร์ ทั้งที่ลีกดังทั่วยุโรปยอมรับและใช้กันมา 2-3 ปีไปแล้ว

ดังนั้น มันจะเป็นไปแทบไม่ได้เลย ถ้าจะมาบอกให้ลีกอังกฤษเปลี่ยนแปลงวัน และ เวลาเตะในลีกฟุตบอลที่เขาทำแบบนี้มาเป็น ร้อย ๆ ปี เพราะออกจากบ้านไปดูทีมรักในวันเสาร์-อาทิตย์ กับเกมฟุตบอลลีก มันเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่า “วิถีชีวิต” ไปแล้ว

ดังนั้น เรื่องที่ดูจะเป็นปัญหามากที่สุด ในการเปลี่ยนแปลงฟอร์แมตการแข่งขันของ ยูฟ่า คือเรื่องของเวลานี่แหละ

แต่ถ้า ยูฟ่า ยอมถอย และเปลี่ยนแค่รูปแบบการแข่งขันอย่างเดียว ท่าทีของพรีเมียร์ลีก อาจจะไม่แข็งกร้าวขนาดนี้ก็ได้ เพราะเดิมที ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กลางสัปดาห์ก็สร้างกำไรมหาศาลให้กับทุกทีมที่ได้สิทธิ์เข้าร่วมอยู่แล้ว 

ทว่า สำหรับพรีเมียร์ลีก และ องค์กรลูกหนังอังกฤษแล้ว เงินมหาศาลแค่ไหน คงไม่สามารถซื้อ “วิถีชีวิต”, “ประเพณี” และ “วัฒนธรรม” ที่พวกเขาเพียรสร้างมาเป็นร้อยปีได้แน่นอน เพราะความธรรมดา ที่ยั่งยืนสำหรับพวกเขาประเมินค่าไม่ได้

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ ยูฟ่า ยอมถอยเรื่องการเตะในสุดสัปดาห์แล้วล่ะก็ ลีกอังกฤษเอง ก็อาจจะยอมถอยบ้างสักก้าวหนึ่ง ให้ยอมใช้รูปแบบใหม่เล่นก็ได้

ก็นะ…เงินน้อย ๆ ซะที่ไหนล่ะ

ไม่ใช่เรื่องของวันพรุ่งนี้

ถึงแม้จะมีข่าวโตตอบกันอย่างรวดเร็ว สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่กว่าจะถึงปี 2024 ก็อีกเกือบ 5 ปีเลยทีเดียว ดังนั้นเรื่องราวนี้ ก็น่าจะถูกเสนอและตีตกกันอีกหลายรอบ

เพราะอันที่จริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่นในฟุตบอลสโมสรยุโรป ถึงแม้จะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ใช้จะต้องใช้เวลาดำเนินการกันนาน หากมีมติเห็นชอบตกลงในประเทศสมาชิกกันหมด ในอีก 2-3 เดือนก็น่าจะเริ่มใช้จริงได้ทัน ทั้งนี้เพราะมันไม่ต้องไปสร้างหรือสรรหาอุปกรณ์ในมาเพิ่มเติม

เปลี่ยนกฎการแข่งนะ ไม่ใช่เปลี่ยนเจ้าภาพฟุตบอลโลก ถึงต้องสรุปจบให้ได้ก่อนหลายปี

ดังนั้น เรื่องนี้ ยังมีที่ว่าง และเวลาให้คิดกันอีกเยอะครับ

ใครจะไปรู้ ไม่แน่ ในปี 2024 อาจจะเป็นปีที่ไม่มีบอลเตะก็ได้…ฮ่าๆๆ