5 กระแสฮอตในโซเชียล

7 September 2018
1,723 VIEWS

ในฐานะคนเสพสื่อโซเชียล โดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับของทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดในช่วงออกสตาร์ตฤดูกาลนี้ คือคนที่โพสต์หรือคอมเมนท์ในเชิงวิจารณ์ทีมหรือนักเตะรายบุคคล มักโดนตำหนิติติงพร้อมกับประโยคคลาสสิกทำนองว่า

“เป็นจ่าฝูงแล้วยังเรียกร้องอะไรอีก”

“ดีเท่าไหร่ถึงจะพอใจ”

“เก่งนัก ทำไมไม่ไปเตะเอง”  ฯลฯ

กองกำลังปกป้อง “เจอร์เก้น คล็อปป์ อาร์มี่” ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งในการตอบโต้ผู้บังอาจมาแตะต้องสถาบันอันเป็นที่รัก ด้วยศรัทธาเต็มเปี่ยมล้นปรี่ว่าปีนี้แหละ หงส์แดงจะสยายปีกคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก

พวกเขาเชื่อไปแล้วหมดทั้่งใจอย่างนั้นทั้งที่ฤดูกาลเพิ่งออกสตาร์ตไปแค่ 4 นัด และหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล

แต่การออกตัวแรงของเด็กหงส์บางกลุ่ม ไม่ใช่เรื่องเดียวที่เป็นกระแสในสังคมโซเชียล ยังมีอีกบางประเด็นที่หากใครดันเห็นต่าง คุณจะกลายเป็นตัวประหลาดในบัดดล !

 

1.เรือต้องแย่กว่าเดิม

โทษฐานที่ทำลายสถิติแทบทุกอย่างแบบกระจุยกระจายในฤดูกาลที่แล้ว ไม่ว่าจำนวนแต้ม (100), แต้มนอกบ้าน (50), แต้มนำที่สอง (19), ชัยชนะ (19), ชนะนอกบ้าน (16), ทำประตู (106), ผลต่างประตู (+79), ชนะติดต่อกัน (18), ครองบอลนอกบ้าน (82.13 %) ฯลฯ

เป็นเหตุทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ถูกสังคมโซเชียลตัดสินไปเรียบร้อยว่าไม่มีทางเสียล่ะที่จะทำผลงานได้ดีเท่าเดิม อย่าว่าแต่ดีกว่าเดิม

จริงอยู่ว่ามันอาจเป็นภารกิจที่ยาก เพราะโอกาสเหลือน้อยในเมื่อเรือใบสีฟ้าทำทุกอย่างได้จนเกือบเรียกว่า “สมบูรณ์แบบ”

บวกกับความเชื่อว่าเป๊ป น่าจะให้ความสนใจในการลุ้นถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก ไม่ยิ่งหย่อนกว่าการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ ลีก

นั่นอาจหมายถึงกุนซือชาวสแปนิช ยินยอมถ้าผลงานในลีก ดร็อปลง แลกกับโอกาสยกถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

อย่างไรก็ตาม นี่คือความเชื่อของชาวโซเชียล และคนภายนอก

แต่ในทางกลับกัน มันอาจเป็นเดิมพันท้าทายกุนซือเพอร์เฟคชั่นนิสต์ ผู้หลงใหลในความสมบูรณ์แบบเช่นเขา

 

2.ถึงเวลาของหงส์แดง (เสียที)

มีคำล้อเสมอในหมู่แฟนคู่แข่งว่าลิเวอร์พูล มักเริ่มต้นฤดูกาลด้วยความหวังลุ้นแชมป์

ก่อนลดระดับเป้าหมายเหลือแค่จบท็อปโฟร์

และตบท้ายด้วยคำปลอบใจเดิม ๆ ว่าปีหน้าเอาใหม่

แต่เปิดฉากซีซั่นนี้ ความฮึกเหิมของเหล่าเดอะ ค็อป ดูเหมือนพุ่งกระฉูดเหมือนท่อปะปากทม. แตก

หลายคนมั่นเว่อร์ไปแล้วว่าผลงานออกสตาร์ตดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ ลีก ของลิเวอร์พูล ด้วยชัยชนะ 4 เกมรวด  จะยืนระยะไปจนถึงยกสุดท้ายนัดที่ 38

ทั้งสไตล์การเล่นที่เน้นเกมรุก โดยมีโม ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และบ็อบบี้ ฟีร์มิโน่ เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน แถมเสริมขุมกำลังได้ตรงจุดทั้งอลิสซง เบ็คเคอร์, นาบี เกอิต้า, เซอร์ดาน ชาคิรี่ และฟาบินโญ่

ใครลองไปวิจารณ์นักเตะตามเพจในโซเชียล ถ้าไม่โดนสวนกลับมา ท้าให้มาเหยียบหน้า “ไข่มุกดำ” ได้เลย

ไม่อยากเหยียบเบรกกระแทกหน้าใคร แต่อย่าลืมว่าช่องว่างของลิเวอร์พูล จากทีมแชมป์อย่างแมนฯ ซิตี้ ในฤดูกาลที่แล้ว ห่างไม่ธรรมดาถึง 25 แต้ม

ยังไม่นับว่าตามหลังทั้งแมนฯ ยูไนเต็ด กับสเปอร์ส  อีกสองทีม

การเริ่มต้นดี อาจมีชัยไปกว่าครึ่ง ก็จริงอยู่ แต่ระบบบอลลีก สิ่งสำคัญกว่าการเริ่มต้นดี คือความคงเส้นคงวา ดีให้ต่อเนื่อง ไม่ใช่ดีแตก

บัดนี้ยังเร็วเกินไปที่เด็กหงส์จะออกมาโม้ถึงเรื่องแชมป์

เอาแค่ผ่านโปรแกรมหฤโหดนับจากนี้ โดยไม่เจ็บตัวมาก ก็นับว่าประเสริฐที่สุดแล้ว

สเปอร์ส (เยือน), เปแอสเช (เหย้า, ชปล.),  เซ้าธ์แฮมป์ตัน (เหย้า), เชลซี (เหย้า, ลีก คัพ),เชลซี (เยือน), นาโปลี (เยือน) ตามด้วย แมนฯ ซิคี้ (เหย้า)

หลังเสร็จศึกกับเรือใบในวันที่ 7 ตุลาคม เป้าหมายอาจเปลี่ยนไปก็เป็นได้….

 

3.น้ามูตกยุค

ใครอยากเชื่อว่าวันหนึ่ง คนระดับโชเซ่ มูรินโญ่ ต้องมาเจอมรสุมครหาว่าเป็นกุนซือตกยุค ทั้งที่ฟุตบอลในเวอร์ชั่นของเขากวาดกว้านความสำเร็จเป็นคลื่นยักษ์สึนามิมาตลอดทศวรรษครึ่ง

บางที เพราะการถูกคนรุ่นใหม่กว่าอย่างเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ขึ้นมาท้าทายทาบรัศมีด้วยฟุตบอลที่มีสเน่ห์ น่าดูชมกว่า

บางที เพราะความเชื่อว่ามูรินโญ่ ย้ายไปทีมไหน มักเสกความสำเร็จให้ทีมนั้นได้แบบปัจจุบันทันด่วน ถูกพิสูจน์ว่างมงาย เมื่อแมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่สามารถปีนกลับขึ้นมายืนบนจุดเดิม

กุนซือโปรตุกีส อาจพาทีมคว้าสองแชมป์ในฤดูกาลแรก (ลีก คัพ กับ ยูโรปา ลีก) หากนั่นไม่ใช่เหตุผลที่ปีศาจแดงทุ่มเงินปีละ 15  ล้านปอนด์ เพื่อจ้างเขามาทำทีม

การตามหลังถึง 24 และ 19คะแนนจากทีมแชมป์พรีเมียร์ ลีก ตลอดสองปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าภารกิจของน้ามู เปรียบได้กับการสร้างกรุงโรมที่ต้องใช้เวลาและความอดทน

แต่เสียงวิจารณ์ตามโซเชียลว่าฟุตบอลของเขาโบราณล้าสมัย ตกยุคเป็นไดนาเสาร์ สมควรเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ อันนี้ก็พูดเกินไป

 

4.เวสต์แฮมชะตาขาด

การออกสตาร์ตแพ้รวด 4 นัด ศูนย์แต้ม ไม่ใช่สิ่งที่แฟนบอลคาดหวังจะเห็นจากทีมของมานูเอล เปเยกรินี่

โดยเฉพาะการเพิ่งลงทุนเสริมทัพเหยียบร้อยล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์  พวกเขาสมควรผงกหัวอยู่ครึ่งบนของตารางมากกว่าจมบ๊วยด้วยผลต่างประตูติดลบ 8

ยิ่งหลังกลับมาจากช่วงเบรกทีมชาติ โปรแกรมเตะชวนปาดเหงื่ออ้วกแตกทั้งสิ้น ตั้งแต่เอฟเวอร์ตัน (เยือน), เชลซี (เหย้า), แมนฯ ยูไนเต็ด (เหย้า), ไบรท์ตัน (เยือน), สเปอร์ส (เหย้า)

บรรดาโซเชียลหมายหัวล่วงหน้าไปแล้วว่าเวสต์แฮม คงรอดยากถ้าจบเดือนตุลาคม โดยที่เก็บแต้มได้กะปิดกะปรอย

แต่หลายคนอาจลืมไปว่าฤดูกาลที่แล้ว คริสตัล พาเลซ ออกตัวห่วยแตกกว่านี้ แพ้รวด 7 นัดแรก ก่อนจบด้วยการรั้งอันดับ 11 มีคะแนนเท่าทีมอันดับสิบด้วยซ้ำ

และหลักฐานชิ้นสำคัญที่เข้าข้างเวสต์แฮม คือในบรรดา 10 ทีมก่อนหน้านี้ ที่เคยเปิดหัวแพ้รวด 4 นัด มีด้วยกันถึง 6 ทีมรอดพ้นจากการตกชั้นได้ในที่สุด

แม้ว่าหนึ่งใน 4 ทีมที่สอบตก จะมีขุนค้อนในยุคของอัฟราม แกรนท์ รวมอยู่ด้วยก็ตาม

 

5.วัตฟอร์ด จะทำได้เหมือนเลสเตอร์  

เพิ่งเข้าสู่ท็อปชาร์ตของกระแสในโซเชียล หลังแตนอาละวาดเป็นหนึ่งใน 3 ทีมที่ออกสตาร์ตชนะร้อยเปอร์เซนต์ทั้ง4 นัด

ผลงานโบว์แดงหมาด ๆ คือการคัมแบ็กชนะหนึ่งในเต็งแชมป์อย่างสเปอร์ส 2-1

เท่านั้่นแล หลายคนพูดถึงทีมของฆาบี การ์เซีย ว่ามีลุ้นจะเลียนแบบเลสเตอร์ ซิตี้ ชุดสร้างปาฏิหารย์เป็นม้ามืดแหกโผมาคว้าแชมป์ได้อย่างเหลือเชื่อ

แต่มันเร็วเกินมั้ยที่จะอ้างอิงอะไรขนาดนั้น

แม้กระทั่งเลสเตอร์ เมื่อสามปีก่อน ยังไม่คิดไกลเกินเลยคำว่ารอดตกชั้นจนถึงช่วงคริสต์มาส

นั่นคือเป้าหมายของสโมสร เป้าหมายของเคลาดิโอ รานิเอรี่

และบรรดามนุษย์โซเชียล คงไม่รู้ดีเท่าแฟนวัตฟอร์ด ว่าพวกเขาเพิ่งเคยออกสตาร์ต 4 นัดแรกโดยไม่แพ้ใคร เพียงย้อนไปฤดูกาลที่แล้ว

หนึ่งปีก่อน เสมอหงส์ 3-3, บุกชนะบอร์นมัธ 2-0, เสมอไบรท์ตัน 0-0 ก่อนบุกทุบนักบุญ 2-0 ขึ้นมาอยู่ท็อปโฟร์ของตาราง

แต่หลังจากนั้่น 7 เกม ทีมของมาร์โก ซิลวา แพ้ถึงสี่ ตามด้วยซีรีส์แพ้ยาวอีก 8 ใน 11 นัด วิกฤติถึงขั้นกุนซืออยู่ไม่ได้

ฉะนั้นแล้วใจเย็น ๆ รอข้ามปีถ้าผลงานยังแรง จะเทียบชั้นกับเลสเตอร์ ก็ไม่มีใครว่าช้าไปหรอก….