ความเสียใจเมื่อสายของ NFL

6 June 2020
208 VIEWS

เหตุการณ์ความไม่เท่าเทียมทางสีผิวและชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เป็นที่รู้กันว่าเป็นเรื่องที่พบเจอได้ง่ายในสหรัฐอเมริกา แม้จะไม่ใช่เรื่องที่พบได้ทั่วไป แต่ถ้าคุณอยู่ที่นั่นนานพอ หรือ ต่อให้อยู่นานไม่พอแต่เจอ “แจ็คพ็อต” ก็พบเจอได้ไม่ยากเช่นกัน (ตัวผู้เขียนเองก็เคยเจอการเหยียดชาติพันธุ์แบบโดยตรงกับตัวที่ ฟิลาเดลเฟีย มาก่อน) แม้ว่าประเทศแห่งนี้จะบอกว่าพวกเขาเป็นชาติแห่งความเท่าเทียมและอิสรภาพก็ตาม

อย่าว่าแต่คนเอเชียโนเนมอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ เลย แม้กระทั่ง เซอร์ โม ฟาราห์ เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 4 สมัย ยังเคยโดนพิษสงของการเหยียดชาติพันธุ์ในสหรัฐอเมริกาเล่นงานมาแล้วในปี 2016 ขณะที่เขาและครอบครัวเดินทางกลับจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่นครรีโอเดจาเนโร ของบราซิล ซึ่งฟาราห์คว้าเหรียญทองจากการแข่งขันวิ่ง 5,000 เมตร และ 10,000 เมตรไว้ได้เป็นสมัยที่ 4 และกำลังมุ่งหน้ากลับบ้านพักที่เมืองพอร์ตแลนด์ในมลรัฐโอเรกอน โดยเขาถูกพนักงานของสายการบินเดลต้าแอร์ไลน์ของสหรัฐฯ ตะโกนไล่ให้ออกจากแถวเช็คอิน เพียงเพราะเขาเป็นคนผิวดำ

แม้กับกีฬาอันดับ 1 ของประเทศอย่างศึก อเมริกันฟุตบอล NFL ที่แม้ว่าการเหยียดผิวระหว่างนักกีฬา ต่อ นักกีฬา หรือ แฟนกีฬา ต่อนักกีฬา อาจจะไม่มีให้พบเห็น แต่เรื่องการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมนั้นมีให้เห็นอย่างแน่นอน เพราะไม่นานมานี้ ชายที่ชื่อ โคลิน แคเปอร์นิค ต้องเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่อนาคตในอาชีพของเขาเพื่อแสดงออกทางความคิด และ แสดงให้เห็นว่า ในประเทศนี้ไม่มีความเท่าเทียมอย่างที่หลาย ๆ คนคิดว่ามันควรจะเป็น

ย้อนกลับไปในปี 2016 เคยมีเหตุการณ์เรียกร้องความยุติธรรมให้คนผิวสีแบบที่เกิดขึ้นกับกรณีของ จอร์จ ฟลอยด์ โดยในครั้งนั้นเป็น พอล โอนีล เด็กชายผิวสีวัย 18 ปี ถูกตำรวจวิสามัญทั้งที่เขาไม่มีอาวุธในมือ คนจำนวนมากในประเทศลุกขึ้นมาแสดงพลังต่อการกระทำเกินกว่าเหตุในครั้งนั้น และ แคเปอร์นิค ที่ตอนนั้นยังเป็นควอร์เตอร์แบคของ ซาน ฟรานซิสโก โฟร์ตีไนเนอร์ส ก็เป็นหนึ่งในนั้น

สิ่งที่ แคเปอร์นิค ทำคือการคุกเข่าหนึ่งข้างต่อหน้าธงชาติสหรัฐอเมริกา เพื่อแสดงจุดยืนว่าเขาจะไม่ยืนตรงเคารพธงชาติให้ประเทศที่ไม่เคยมอบความเท่าเทียมให้คนผิวสี ในวันนั้นสิ่งที่เขาทำกลายเป็นสิ่งที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งในแง่บวก และ แง่ลบ โดยคนที่เห็นด้วยยืนยันว่านี่เป็นการใช้สิทธิ์อย่างเสรีตามวิถีประชาธิปไตย แต่คนอีกพวกก็มองว่าเขาไม่เคารพประเทศชาติของเขาเอง

ผลพวงจากการกระทำของเขา ทำให้ในฤดูกาลต่อมาทีม “คนตื่นทอง” ตัดตัวเขาทิ้งจากทีม และเขาก็ไม่ได้เล่นใน NFL อีกเลย โดยหลายคนมองว่าเป็นทฤษฎีการสมคบคิดของบรรดาเจ้าของทีม กับ ทาง NFL ที่เลือกจะไม่จ้างเขาเข้ามาในลีก เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาซึ่งอาจจะตามมา ที่หลายคนคิดแบบนั้นเพราะว่า ตลอด 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา เขาเป็นควอร์เตอร์แบ็คที่ดีกว่าใครอีกหลาย ๆ คนที่เล่นอยู่ในลีก แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครติดต่อเขาเพื่อจ้างเขาเลย

“แคป” ต้องวางงานมาตลอด แต่ ไนกี ก็ยังศรัทธาในแนวคิด รวมไปถึงตัวตนของเขา และเลือกเช็นสัญญาเขามาเป็นพรีเชนเตอร์ของแคมเปญที่มีชื่อว่า ‘Dream Crazy’ หรือความฝันบ้า ๆ ซึ่งโฆษณาดังกล่าวใช้สโลแกนที่ว่า “Believe in something. Even if it means sacrificing everything.” หรือาจจะแปลได้ว่า “เชื่อมั่นในบางสิ่ง แม้ว่ามันอาจจะหมายถึงการเสียสละในทุกสิ่ง” ซึ่งเหมือนกับที่ แคเปอร์นิค ต้องสูญเสียอนาคตทางการกีฬาของเขาหลังเชื่อมั่นในการเรียกร้องความเท่าเทียม

4 ปีผ่านไป นับตั้งแต่การคุกเขาครั้งแรกของเขา สหรัฐอเมริกาก็เกิดเหตุการณ์ที่เขาต่อสู้เพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกครั้ง และคราวนี้มันกลายเป็นเรื่องที่ใหญ่โตกว่า และบานปลายกว่า หลาย ๆ คน ก็ต่างออกมาต่อสู้เพื่อทวงความยุติธรรมให้ จอร์จ ฟลอยด์ ผู้ล่วงลับ และสิ่งนี้มันก็พิสูจน์ไปพร้อม ๆ กันว่า สิ่งที่แคเปอร์นิคสู้เพื่อให้ได้มาตลอด มันชอบธรรมแค่ไหน

ล่าสุด ทาง NFL โดยประธานจัดการแข่งขันอย่าง โรเจอร์ กูเดลล์ ออกมายอมรับความผิดพลาดที่พวกเขาจัดการกับการประท้วงของ โคลิน แคเปอร์นิค ในการใช้กำลังกับคนผิวสีที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2016 แล้ว

%MINIFYHTML2852c95fbc9e62278c54212ab7e6d3944%

“การประท้วงทั่วประเทศเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้กับ ความเงียบงัน ความไม่เท่าเทียม และการกดขี่ มาหลายศตวรรษ นั่นรวมไปถึงผู้เล่นผิวสี โค้ช แฟน และทีมงานด้วย” โรเจอร์ กูเดลล์ กล่าว “ผมจะพยายามทำความเข้าใจต่อบรรดาผู้เล่น ที่แสดงออกในแต่ละวิธี และเราสามารถทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้นได้”

“เรา, NFL ประณามการเหยียดเชื้อชาติและไม่เห็นด้วยในทุกการกระทำที่มีแนวโน้มจะกดขี่คนดำ เรา ในฐานะ NFL ยอมรับว่า เราผิดที่ไม่ฟังผู้เล่นเอ็นเอฟแอลก่อนหน้านี้และเราขอให้การสนับสนุนต่อทุกคนที่ต้องการพูด หรือ ประท้วงกับสิ่งเหล่านี้อย่างสงบ”

แม้การประกาศครั้งนี้จะดูเหมือนเป็นชัยชนะของ แคเปอร์นิค แต่ในความจริงแล้วไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย เพราะในวัย 32 ปี และห่างเหินจากวงการมาถึง 4 ปี มันยากมากที่จะมีใครกลับมาจ้างเขาอีกครั้ง และยากกว่านั้นที่จะได้สัญญาราคาแพงเท่ากับที่เขาควรได้ในสมัยอายุก่อน 30 ปี นอกจากนั้นการยอมรับผิดของ NFL ไม่ได้ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเท่าไหร่เลย

ต้องเข้าใจว่า NFL เป็นลีกที่มีนักกีฬาผิวสีอยู่มาก และไม่มีการเหยีดสีผิวหรือชาติพันธุ์อยู่แล้ว สิ่งที่ แคป ต้องการไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงใน NFL แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงในสังคมต่างหาก การประกาศยอมรับความผิดของพวกเขา ทำได้เพียงแค่ให้นักกีฬาออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ได้อย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองเรื่องนี้ในมุมบวก พวกนักอเมริกันฟุตบอล NFL จะสามารถเรียกร้องเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่มากขึ้น และการเรียกร้องเรื่องสีผิว และ ชาติพันธุ์ก็ได้รับการยอมรับจากองค์กรกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แม้การเสียใจครั้งนี้จาก NFL จะมาเมื่อสายสำหรับ แคเปอร์นิค แต่มันยังถือว่าไม่ช้าไปสำหรับ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเชื่อว่า แคป เองก็คงดีใจเช่นกันว่า “สิ่งที่เขาเสียสละไปนั้น มันไม่สูญเปล่า”