‘Togetherness’ หลักการที่ อาร์เตตา ใช้พา อาร์เซนอล กลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง | by SPORTDesk. Team

30 July 2020
44 VIEWS

ไม่ว่าจะเป็นความบังเอิญ หรือ ตั้งใจ เป็นผู้ถูกเลือก หรือ เป็นแค่โชคชะตา แต่นั่นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มิเกล อาร์เตตา ทำผลงานกับ อาร์เซนอล ตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นมาจนถึงวันนี้ ได้ดีจึ้นตามลำดับ จากตอนแรกที่เขาไม่แม้แต่จะหาชัยชนะเจอได้เลย จนวันนี้ที่พาทีม ‘ปืนใหญ่’ ล้มนายเก่า และเข้าชิงฟุตบอล เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ พร้อมกับโอกาสในการลุ้นคว้าตั๋วไปเล่นในฟุตบอลยุโรปในฤดูกาลกาลหน้า เขาใช้อะไรในการเปลี่ยนแปลงทีมจากลอนดอนเหนือ ทีมนี้

คำว่า ‘Togetherness’ ถูกเอ่ยขึ้นจากแหล่งข่าวคนหนึ่งที่คลุกคลีอยู่ในทีม ‘ปืนใหญ่’ ซึ่งนี่เป็นศัพท์ที่ถูกบัญญัติขึ้นมาใหม่โดยอาร์เตตาเอง เพื่อใช้ขยายสไตล์การทำทีมของเขา ที่หวังให้ทุกคนเดินหน้าไปอย่างพร้อมเพรียงกัน ซึ่งนั่นทำให้พวกเขา จะก้าวสู่เกมชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ กับเชลซีและมุ่งหน้าสู่ เวมบลีย์ด้วยความรู้สึกถึงความสามัคคีที่มากขึ้นทั้งในและนอกสนาม

อาร์เตตา เคยเปิดเผยเรื่องราวของแนวคิดนี้ไว้ตั้งแต่วันที่พวกเขา โดนทีมเก่าอย่าง อาร์เซนอล ถล่ม 3-0 ในเอมิเรตส์ สเตเดียม แล้วว่า ทีมของเขาต้องการเปลี่ยนแปลงพลังงานในทีม เขาเลือกจะเปลี่ยนแปลงมันด้วยการ ‘ดึงดูดทุกคน’ เข้าไว้ด้วยกัน โดยนอกจากคำคำนี้จะหมายถึงนักเตะแล้ว อาร์เตตา ยังรวมไปถึงบรรดาสตาฟโค้ช และ เจ้าหน้าที่ในส่วนต่าง ๆ ด้วย โดยคำว่า ‘ทุกคน’ ทำนี้ เขาหมายถึงทุกคนจริง ๆ

การเข้ามาทำงานของเขาช่วงแรกไม่ค่อยราบรื่น ถ้าจะเปรียบเทียบง่าย ๆ คือเขาต้องเผชิญหน้ากับทีมที่ ‘กำลังจะแตก’ แต่แหล่งข่าวอีกคนก็บอกในอีกช่วงเวลาว่า “เขาพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะเก็บจิตวัญญาณของทีมเอาไว้กับผู้เล่นต่อไป โดยไม่คิดว่าผู้เล่นคนนั้นมีความสามารถอย่างไรด้วยซ้ำ”

อาร์เตตา ใช้ระบบค่าปรับ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เขาได้รับมาจากสมัยที่เขายังทำงานกัป เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี ในการฝึกฝนวินัยให้กับนักเตะในทีม และมันยังเป็นหัวใจในการบริหารจัดการทุอย่างให้ลงตัวตั้งแต่การซ้อม การดูแลผู้เล่นในห้องแต่งตัว และ การรวมกลุ่มนักเตะเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน

การฝ่าฝืนกฎข้อหาม อย่างเช่นเรื่องของความล่าช้า หรือ การใช้โทรศัพท์มือถือในการประชุมทีม จะตามมาด้วยการลงโทษด้วยการให้นักเตะไปหมุนวงล้อแห่งโชคชะตา ซึ่งนักเตะต้องไปลุ้นเองว่าพวกเขาจะต้องเจอกับบทลงโทษแบบไหน ซึ่งบางทีอาจจะเป็นโทษสูงสุด อย่างการปรับเงินรวมถึงการทำความสะอาดรถยนต์ หรือ ห้องแต่งตัว แต่ก็มีครั้งหนึ่งที่ เอนสลีย์ เมดแลนด์ ไนล์ส ดวงดีมากพอที่จะหมุนวงล้อแห่งโชคชะตา มาตรงกับช่อง Free Pass ซึ่งหมายความว่าเขาจะรอดจากโทษปรับ และไม่โดนลงโทษใด ๆ 

แม้การเล่นวงล้อแห่งโชคชะตาจะดูเป็นการลงโทษแบบ ‘ขำๆ’ และหลายครั้งที่ทำให้ผู้เล่นคนอื่น ๆ สนุกไปกับมันได้ แต่ อาร์เตตา ก็ไม่เคยปล่อยปละละเลยเรื่องจริงจัง และบางเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาหมุนวงล้อดังกล่าวได้ อย่างการลงโทษทางวินัยที่เกิดขึ้นกับ มัตเตโอ เกวนดูซี หลังนักเตะไปมีปากเสียงกับ นีล เมาเปย์ ทำให้เขายังไม่ได้ลงสนามอีกเลยนับตั้งแต่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นและล่าสุดก็มีข่าวว่านักเตะอาจจะย้ายทีมก็ได้

ภาพลักษณ์ของเขาในการดูแลอาร์เซนอล ที่นักเตะในทีมจะจำคือ เขาจะเป็นคนที่ ‘ไม่ต่อรอง’ และต้องการให้นักเตะของเขามีฟอร์มการเล่น และพฤติกรรม อยู่ในระดับที่เขาพึงพอใจเท่านั้น นักเตะคนหนึ่งเปิดเผยว่าเขาเป็นคนที่จริงจังกับเรื่องของเวลาเป็นอย่างมาก และเขาคาดหวังให้ทุกคนในทีมทำได้แบบที่เขาเป็น โดยเรื่องนี้ถูกยืนยันในงานแถลงข่าวครั้งหนึ่ง เมื่อเขามาสายในงานแถลงข่าว 4 นาที แต่เขาแสดงความขอโทษอย่างจริงจังที่ให้ทุกคนในที่นั้นต้องรอเขา

อีกภาพลักษณ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับอาร์เตตา ที่เป็นที่ร่ำลือตลอดเวลาที่เขาคุมทีม ‘ปืนใหญ่’ คือการเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ภายในสองถึงสามวันของการเริ่มต้นการคุมทีมของเขา นายใหญ่ชาวสเปนได้แนะนำตัวเองให้กับทีมงานทั่วทั้งสโมสรโดยส่ง ‘การพูดคุยแบบทีม’ ให้กับพนักงานในแผนกต่าง ๆ รวมถึงที่อยู่ในสำนักงาน ไฮบิวรี เฮาส์ ใกล้กับสนาม เอมิเรตส์ สเตเดียม ด้วย

อาร์เตตา พูดซ้ำกันถึง 12 ครั้ง ด้วยข้อความแนะนำตัวแบบเดิม ๆ ต่อฝ่ายต่าง ๆ ของทีมอาร์เซนอล  เขาถือคติว่า คุณอาจไม่ใช่ผู้เล่น แต่ถ้าคุณสามารถสร้างความแตกต่างในสโมสรมันสร้างความแตกต่างให้กับทีม

‘มันวิเศษมาก’ พยานคนหนึ่งพูด ‘เขาทำให้คนอื่นรู้สึกเหมือนเป็นสโมสรเดียว’

อาร์เตตา พยายามขีดเส้นมต้คำว่า ‘ความเป็นหนึ่งเดียวกัน’ เสมอ เขามุ่งมั่นที่จะปฏิบัติต่อทุกคนในระดับเดียวกัน การรู้จักชื่อเจ้าหน้าที่สำนักงานมีความสำคัญต่อเขาเช่นเดียวกับการรู้จักผู้เล่น ในขณะเดียวกันนักเตะของเขาจะมีการทำ ‘ทีมทอล์ก’ กับ อาร์เตตา ทันทีหลังจากทุก ๆ เกมจบลง พวกเขาจะปิดประตูห้องแต่งตัว และใช้เวลาห้านาทีในการพูดคุยกันระหว่างโค้ช และ นักเตะ

นักเตะของเขาอธิบายพิธีการนี้ว่า เป็นสิ่งที่น่าประทับใจเสมอ เพราะ ไม่ใมช่แค่อาร์เตตา รวมถึง สตาฟฟ์ที่ไม่ใช่นักเตะ จะได้เห็นถึงความรู้ความเข้าใจของเขา ความกระตือรือร้น จ่อเกม และรวมไปถึง ความใส่ใจในรายละเอียด ที่นักเตะคนดังกล่าวยืนยันว่า ‘ไม่เป็นสองรองใคร’

นอกจากหน้าที่ในการเลือกใช้กลยุทธ์ในสนามแล้ว อาร์เตตา ยังมีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์วิดีโอในการเดินทางไปและกลับจากการแข่งขัน คอมพิวเตอร์ส่วนตัวของเขาจะมีแสงที่หน้าจอเสมอ เพื่อตรวจสอบวิดีโอการแข่งขันหรือแผนสำหรับใครก็ตามที่นั่งข้างเขาตอนนั้น หรืออาจจะพูดถึงความเป็นไปของเกมกับทีมงาน

ทั้งหมดนั้นเองที่เรียงร้อยให้ อาร์เตตา กลายเป็นโค้ชที่น่าประทับใจ และเมื่อผ่านไป 27 เกม เขาก็กลายเป็นหัวหน้าโค้ชที่มีเปอร์เช็นต์คุมทีมชนะสูงถึง 55.55% เป็นรองแค่ โจ ชอว์ อดีตโค้ชของทีมในปี 1934 และ อาร์แซน เวนเกอร์ ตำนานของทีมเพียง 2 คนเท่านั้น

แล้วปลายทางที่ เวมบลีย์ ในไม่กี่วันข้างหน้า อาร์เตตา จะพาอาร์เซนอล ไปจบลงที่จุดไหนกัน?