4 แชมป์ เป็นไป (ไม่) ได้ ?

21 March 2019
766 VIEWS

ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ ยังไม่เคยมีทีมไหนหาญกล้าคว้าแชมป์ 4 รายการใหญ่ภายในฤดูกาลเดียวกัน

คำว่า 4 รายการใหญ่ หมายถึงพรีเมียร์ ลีก (ดิวิชั่นหนึ่งเดิม), เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ และแชมเปี้ยนส์ ลีก (ยูโรเปี้ยน คัพ เดิม)

แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 1998/99 เคยเฉียดที่สุด ด้วยการฟาดทริปเปิ้ลแชมป์ ทั้งพรีเมียร์ ลีก, เอฟเอ คัพ และแชมเปี้ยนส์ ลีก พลาดไปเพียงลีก คัพ ที่แพ้สเปอร์ส 1-3 ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย

หรือก่อนหน้าปีศาจแดงไปราว 15 ปี ลิเวอร์พูล ที่กำลังเป็นมหาอำนาจลูกหนัง สอยแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง, ลีก คัพ และยูโรเปี้ยน คัพ แต่ก็ทำถ้วยเอฟเอ คัพ หลุดมือหลังจอดป้ายตั้งแต่รอบสี่

แม้กระทั่งสองทีมตัวท็อปของอังกฤษ ในยุคที่ยิ่งใหญ่สุดขีด ยังพบเป็นเรื่องยากในการเดินหน้ากวาดทุกแชมป์

แต่ซีซั่นนี้จนย่างเข้าสู่เดือนเมษายน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้กุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังคงอยู่บนเส้นทางของ 4 แชมป์ประวัติศาสตร์

นับหนึ่งไปแล้วสำหรับลีก คัพ  เมื่อดวลจุดโทษชนะเชลซี ตอนปลายกุมภาพันธ์

ยังเหลืออีกสาม ไล่จากเอฟเอ คัพ ที่ทะลุเข้ารอบตัดเชือก, ผงาดถึงรอบก่อนรองฯ ในแชมเปี้ยนส์ ลีก และเวลานี้รั้งอันดับสองบนตารางพรีเมียร์ ลีก ตามหลังลิเวอร์พูล 2 แต้ม แต่มีเกมในมือมากกว่าหนึ่งนัด

ทุกรายการที่ว่า ร้านพูลถูกกฏหมายในอังกฤษ ยกให้แมนฯ ซิตี้ เป็นเต็งหนึ่งคว้าแชมป์ทั้งหมด

ส่วนอัตราต่อรองเหมาหมดอีกสามแชมป์ (รวมลีก คัพ เป็นสี่) ถูกหั่นเหลือแค่ 9/2  อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือลงเงินไปสองบาท ถ้าทีมของเป๊ป ทำสำเร็จ คุณได้กำไรเพิ่มแค่ 9 บาท

เป็นอัตราที่ต่ำมากๆ เมื่อเทียบกับภารกิจระดับเข็นครกขึ้นภูเขา อย่าลืมว่าตลอดประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ ยังไม่เคยมีทีมไหนทำได้มาก่อน

แต่บรรดาร้านพูลก็กลัวจนขี้ขึ้นสมอง ด้วยเหตุผลว่า….

ในเอฟเอ คัพ ไม่มีคู่แข่งระดับบิ๊ก-6 เป็นก้างขวางคอแล้ว จะเจอไบรท์ตัน ในรอบรองฯ และรอชิงกับทีมชนะระหว่างวูล์ฟส์ กับวัตฟอร์ด

ส่วนแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ “ไก่เดือยทอง” สเปอร์ส เป็นคู่ประกบในรอบก่อนรองฯ อาจเป็นด่านไม่ง่าย แต่ผลงานเฮด-ทู-เฮด เรือใบชนะตลอด 4 นัดหลังสุด  ยิง 11 เสียแค่ 2 ลูก

ขณะที่พรีเมียร์ ลีก ถูกมองว่าเหนือกว่าลิเวอร์พูล ทั้งขุมกำลัง, ฟอร์ม และประสบการณ์ลุ้นแชมป์

แต่น่าสนใจกว่านั้นคือปีนี้ ดูเหมือนเทพีแห่งโชคจะอิงแอบแนบชิดกับแมนฯ ซิตี้ อย่างสนิทสนมเกินเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน

ทีมของเป๊ป กางใบโต้ลมคว้าถ้วยลีก คัพ ด้วยการผ่านอ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด, ฟูแล่ม, เลสเตอร์, เบอร์ตัน อัลเบี้ยน ก่อนชิงชนะเชลซี

มีแค่เลสเตอร์ กับเชลซี ที่ถูกจัดว่าสมน้ำสมเนื้อ แต่ถึงกระนั้นยังหืดจับ ต้องดวลจุดโทษชนะทั้งคู่

บนเส้นทางเอฟเอ คัพ ไล่ตบเด็กอย่างร็อตเธอร์แฮม, เบิร์นลี่ย์, นิวพอร์ต ตามด้วยสวอนซี

แถมรอตัดเชือกกับไบรท์ตัน ที่ยังต้องหนีตกชั้นแบบตัวโก่ง

ในแชมเปี้ยนส์ ลีก มาจนถึงรอบนี้ แต่กลับไม่ได้สัมผัสความรู้สึกของแมตช์ใหญ่อย่างแท้จริงแม้แต่เกมเดียว

รอบแบ่งกลุ่มเจอโอลิมปิก ลียง, ชัคตาร์ โดเนตส์ก และฮอฟเฟ่นไฮม์

เท่านั้นไม่พอ รอบน็อกเอาต์ดันได้ทีมกระเสือกกระสนหนีตายในบุนเดสลีกา อย่างชาลเก้ มาเคี้ยวเล่น

วาสนาดี ผิดกับชะตากรรมของทีมที่เหลือในท็อป-6

ลิเวอร์พูล ปิ๋วลีก คัพ ด้วยน้ำมือของเชลซี ก่อนแพ้วูล์ฟส์ ในเอฟเอ คัพ

ส่วนสิงห์บลูส์ แพ้จุดโทษเรือใบ นัดชิงคาราบาว เช่นเดียวกับโดนแมนฯ ยูไนเต็ด เขี่ยร่วงเอฟเอ คัพ

อาร์เซน่อล แพ้ปีศาจแดง กับสเปอร์ส ในบอลถ้วยทั้งสองรายการ

แต่ไก่เดือยทองโดนเชลซี ถีบตกลีก คัพ ขณะที่เอฟเอ คัพ บุกแพ้พาเลซ

และแมนฯ ยูไนเต็ด เสียท่าวูล์ฟส์ ในเอฟเอ ส่วนลีก คัพ แพ้ดวลจุดโทษดาร์บี้

ในบรรดาการตกรอบเหล่านี้ เกือบทั้งหมดแพ้คู่แข่งในก๊วนเดียวกัน ยิ่งถ้ารวมวูล์ฟส์ ในฐานะอันดับ 7 ของพรีเมียร์ ลีก ด้วยแล้ว

แปลว่ามีแค่แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ยิงจุดโทษแพ้ดาร์บี้ กับสเปอร์ส เสียท่าให้พาเลซ อาจพอเรียกว่าเป็นการแพ้ต่อทีมรองบ่อน

แต่แมนฯ ซิตี้ ไม่ได้เจอบทโหดอย่างที่พรรคพวกเคยต้องผ่านกันมา

เหมือนคนเขียนบทอยากให้เป๊ป กวาร์ดิโอล่า พาทีมไปต่อลึกๆ แบบหล่อๆ เพื่อลุ้นสร้างประวัติศาสตร์

เหลือแค่คนแสดงนำอย่างแมนฯ ซิตี้ จะทำได้สมจริงหรือเปล่าเท่านั้น…