นี่อาจไม่ใช่ เทนนิส “ยูเอส โอเพน” ที่เราคุ้นตาแต่มันต้องมาเพราะจำเป็น

1 June 2020
86 VIEWS

ถ้าไม่นับฟุตบอล ที่แฟนบอลสนใจกันไปทั่วโลก เทนนิส ก็เป็นกีฬาสำคัญอีกประเภท ที่แฟน ๆ ให้การรอคอยการกลับมา อย่างไรก็ตาม มันยังไม่มีความชัดเจนมากมายนักว่าเทนนิสจะกลับมาแข่งขันกันได้อีกครั้งเมื่อไหร่ เพราะล่าสุด ทาง เอทีพี และ ดับเบิลยูทีเอ ได้มีการเลื่อนการกลับมาของเทนนิสมาแล้วครั้งหนึ่งจากเดิมที่กำหนดให้กลับมาเดือนมิถุนายน เป็น กรกฎาคม และเมื่อถึงเวลาจริง อาจจะมีการเลื่อนกันอีกครั้งก็ได้

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า ยูเอส โอเพน 1 ใน 3 แกรนด์สแลม ที่ประกาศว่าจะทำการแข่งขันในปีนี้แน่นอน จะไม่เลื่อนอีกแล้ว และการแข่งขันที่ฟลัชชิง เมโดว์ จะมีขึ้นแน่นอนในเดือนสิงหาคมนี้ แต่มันอาจจะไม่ใช่การแข่งขันที่เราคุ้นตาเหมือนเทนนิสที่ผ่านมา ๆ สักเท่าไหร่ เพราะโควิด-19 ที่ระบาดกันอย่างหนักในมหานครนิวยอร์ก อาจจะทำให้รูปแบบการแข่งขัน อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่นั่นก็เพื่อให้เทนนิสรายการนี้ เกิดขึ้นได้

การต้องเป็นเมเจอร์แรกหลังการกลับมาจากวิกฤตโควิด-19 อย่างไม่คาดคิดของ อเมริกัน แกรนด์สแลม ทำให้สิ่งที่พวกเขาจะทำ จะกลายมาเป็นมาตรฐานการแข่งขันในแกรนด์สแลมที่เหลือ ทั้ง เฟรนซ์ โอเพน และ อาจจะยาวไปถึง ออสเตรเลียน โอเพน ในปีหน้า ทั้งยังอาจเป็นแม่แบบของเทนนิส เอทีพี และ ดับเบิลยูทีเอ อีกหลายรายการ ทำให้พวกเขาต้องคิดให้มากถึงวิธีการจัดการ และผลที่จะตามมา ในการเตรียมตัวเพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย และดูเหมือนว่าผลจากการคิดนั้น จะได้ข้อสรุปแล้ว

เดอะ ไทม์ สื่อชื่อดังได้รายงานถึงแผนการเตรียมตัวของเทนนิส แกรนด์สแลม รายการนี้ ซึ่งพวกเขาจะใช้ทุกเส้นสายที่มีเพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างเรียบร้อยและปลอดภัย โดยพวกเขาเล็งใช้งานพันธมิตรอย่าง เอมิเร็ตส์ แอร์ ในการไปรับนักเทนนิสมายังมหานครนิวยอร์ก ที่สนามบิน เจเอฟเค ซึ่งไม่ไกลจาก ฟลัชชิง เมโดว์ มากนัก เพื่อให้บรรดานักเทนนิสทั้งหมดไม่ต้องเดินทางปะปนกับคนอื่น ๆ หรือ ไม่ต้องเจอสภาวะแออัดที่สนามบินนานเกินไป ซึ่งอาจจะเพิ่มโอกาสการติดเชื้อให้พวกเขาได้

แน่นอนว่ามาตรการสำคัญที่พวกเขาจะต้องทำแน่นอน คือการตรวจเชื้อโควิด-19 จากบรรดาเหล่านักเทนนิสทั้งหมด โดย ยูเอส โอเพน จะส่งทีมแพทย์ไปพร้อมกับไฟลต์ขาไปเพื่อไปรับนักเทนนิส และทำการตรวจเชื้อพวกเขาก่อน นักเทนนิสที่ตรวจแล้วไม่พบเชื้อเท่านั้น ถึงจะได้รับอนุญาตให้ขึ้นเครื่อง เพื่อให้แน่ใจว่า นักเทนนิสแต่ละคน จะไม่ได้มาแพร่เชื้อเพิ่มเมื่อเข้าสู่สหรัฐอเมริกา โดยนักเทนนิสส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศใกล้เคียงกัน ทั้ง ฝรั่งเศส, โมนาโก และประเทศต่าง ๆ ในยุโรป

นักข่าวในนิวยอร์ก เปิดเผยว่า นอกจากจะมีการไม่ให้แฟนเทนนิสเข้าสนามแล้ว ฝ่ายจัดการแข่งขันยังจะจำกัดคนในสนามอย่างเต็มที่ด้วย โดยจะมีการให้โค้ชของนักเทนนิสเข้าสนามเพียงคนเดียวเท่านั้น และจะไม่ให้มีไลน์จัดจ์ เลยทั้งสักคนเดียว โดยจะมีเพียง แชร์อัมไพร์ เท่านั้นที่ทำหน้าที่ตัดสินเกม และเทคโนโลยี ฮอคอาย จะถูกเอามาใช้ช่วยตัดสินการแข่งขันอย่างเต็มที่ แทนที่จะเอาไว้ ชาเลยจ์ อย่างเดียวเท่านั้น 

โดยมีการเปิดเผยอีกว่า ยูเอส โอเพน เตรียมใช้กล้องจับความเร็วชนิดพิเศษ มาใช้ตั้งในสนามแทนที่ไลน์แมนทั้ง 8 คนเพื่อทำหน้าที่แทน โดยจะมีเจ้าหน้าที่เพียง 1-2 คนเท่านั้น ที่คอยดูภาพจากศูนย์ควบคุม และรายงานให้ อัมไพร์ในสนามได้ทราบเพื่อให้เกมการแข่งขันไหลลื่นที่สุด

ขณะที่เด็กเก็บบอลในสนามยังเป็นที่พูดคุยกันว่าจะเอาอย่างไร โดยแผนทั้งหมดมีการเสนอให้ปรับลดคน และใช้ผู้ใหญ่แทนที่เด็ก ๆ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดโรค เนื่องจากผู้ใหญ่จะมีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่า อาจมีการให้พวกเขาใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ทำหน้าที่ในสนามด้วย เพื่อลดความเสี่ยงต่อทั้งตัวเอง เพื่อนร่วมงาน รวมไปถึงนักเทนนิสในสนามทั้งสองฝ่ายที่ทำการแข่งขันกันด้วย

ขณะที่ผู้เล่นเอง อาจจะไม่ได้นั่งฝั่งเดียวกันเหมือนเดิม โดยฝ่ายจัดการแข่งขัน กำลังพิจารณาตั้งเก้าอี้นักพักของนักเทนนิสไว้ให้ไกลกันกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อลดโอกาสเสี่ยง รวมไปถึงถังเก็บน้ำเย็น และ เกลือแร่ในสนาม อาจจะอยู่แยกกันอย่างชัดเจนทั้งสองข้างด้วย ขณะที่ในการแข่งขัน นักเทนนิสอาจจะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เด็กเก็บบอลเป็นคนวิ่งเอาผ้าเช็ดตัวมาให้ หรือ ไปเก็บเหมือนเดิม โดยพวกเขาต้องเดินไปเก็บ และเดินไปหยิบเอง เพื่อลดความเสี่ยงจากการสัมผัสเหงื่อของนักเทนนิส และหวังให้นักเทนนิสลดความเสี่ยงจากการสัมผัสกับมือของเด็กเก็บบอลก่อนใช้ผ้าเช็ดเหงื่อเช่นกัน

ยังมีการพิจารณาเรื่องการให้นักเทนนิสทั้งหมด อยู่ในฟลัชชิ่ง เมโดว์ โดยไม่ออกไปในพื้นที่เมืองตลอดการแข่งขัน เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อ และแม้แต่ในวันหยุด ก็อาจจะมีการออกกฎไม่ใช้นักหวดไปในบางสถานที่เพื่อความปลอดภัยด้วย โดยนี่เป็นแนวทางทั้งหมดที่ยังไม่มีการยืนยัน แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเอามาใช้ในแกรนด์สแลมแรกหลังโควิด-19 ของปีนี้

ซึ่งสุดท้ายต้องรอดูกันว่า มาตรการใดจะถูกนับมาใช้จริง และมาตรการใดจะถูกตัดออกไป รวมถึงมาตรการใดจะถูกปรับแก้ไขกันอีกครั้ง

แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นั่นจะเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการเทนนิส อย่างไม่ต้องสงสัย!