#TheIssues กฎรูนีย์ ทำไมถึงไม่เวิร์กกับวงการฟุตบอล – 06/09/2020

9 June 2020
19 VIEWS

● กระแส Black Lives Matter ตอนนี้ฉุดไม่อยู่แล้วเมื่อผู้คนต่างออกมาเรียกร้องให้โลกใบนี้จัดการกับปัญหาการเหยียดสีผิวเสียที ซึ่งรวมถึงในอังกฤษที่มีการประท้วงค่อนข้างหนัก

● หนึ่งใน “ไอคอน” ของการต่อสู้กับปัญหาการเหยียดสีผิวในอังกฤษอย่างราฮีม สเตอร์ลิง ออกมาให้ความเห็นในการสัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ BBC ว่าสิ่งที่ “โรค” ที่โลกใบนี้ต้องจัดการไม่ใช่โควิดหรืออะไรหรอก แต่เป็นโรคการเหยียดนี่แหละ

● แต่สเตอร์ลิงชี้ว่าการที่คนออกมาประท้วงนั้นเป็นแค่จุดเริ่มต้น และการคุกเข่านั้นต่อให้คุกเข่าให้ตายก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เพราะสิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆในสังคมคือการที่คนผิวดำอย่างเขา รวมถึงคนผิวอื่นที่ไม่ใช่คนผิวขาวนั้นไม่เคยได้รับ “โอกาส” ที่เท่าเทียมกันเลยในสังคม

● สังเกตง่ายๆก็ได้ว่าในเกมพรีเมียร์ลีกมีผู้จัดการทีมฟุตบอลที่เป็นคนผิวดำ เอเชีย หรือชนกลุ่มน้อยที่เรียกรวมๆว่า BAME ในพรีเมียร์ลีกนั้นมีแค่คนเดียวคือนูโน เอสปิริโต ซานโต ของวูล์ฟส และหากนับรวมฟุตบอลอังกฤษใน 4 ดิวิชั่นสูงสุดนั้นมีผู้จัดการทีมที่เป็น BAME เพียงแค่ 6 คนเท่านั้นจากจำนวนสโมสรทั้งหมด 91 แห่ง (บิวรี สิ้นสถานะสโมสรทำให้หายไป 1 แห่ง) 

● ทีนี้ก็เลยมีคนหันมารณรงค์เรื่องการให้โอกาสชาว BAME ให้มีโอกาสมากขึ้นในวงการผ่านกฏที่เรียกกันว่า “กฎรูนีย์” (Rooney Rule) ซึ่งเป็นกฏที่มีต้นกำเนิดจากสหรัฐอเมริกา ตั้งชื่อตาม แดน รูนีย์ อดีตเจ้าของทีมพิตส์เบิร์ก สตีลเลอร์ส โดยไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเวย์น รูนีย์นะ
*หมายเหตุเรื่อง Rooney Rule เอาไว้ขยายความให้อีกครั้ง เรื่องมันยาว

● ประมาณว่าใช้กฏนี้บังคับให้แต่ละสโมสรจำเป็นต้องมีผู้จัดการทีม สตาฟฟ์ หรือคนบริหารในระดับสูงเป็นชาว BAME บ้าง แต่เรื่องนี้ทางด้านองค์กรที่ต่อสู้กับการเหยียดสีผิวอย่าง Kick It Out และสมาคมผู้จัดการทีม LMA ไม่เห็นด้วย

● จริงๆแล้วกฏรูนีย์มีการใช้ในเกมฟุตบอลอังกฤษในระดับ Football League แต่ทางด้าน Kick It Out เชื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับแต่ละสโมสรในการมองข้ามเรื่องนี้ไป เพราะมันมี “ช่องว่าง” ของกฏที่ไม่สามารถจะไปเอาผิดอะไรได้

● “สโมสรไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฏ Rooney Rule ถ้าพวกเขามีผู้จัดการทีมอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้มีกระบวนการจัดหาคนที่เปิดเผยก็ไม่ต้องเผชิญความกดดันจากการทำผิดกฎ ซึ่งแปลว่ากฏนี้มันใช้ไม่ได้ในเรื่องนี้” ทางด้านทรอย ทาวน์เซนด์ head of development ของ Kick It Out กล่าวไว้

● อีกประเด็นคือจำนวนโค้ช BAME ที่ผ่านการสอบ UEFA Pro-licence มีจำนวนแค่ 32 คนเท่านั้น เอาจริงๆคือโค้ชคนผิวดำแทบจะ “สูญพันธุ์” ไปจากวงการฟุตบอลอังกฤษแล้ว คนผิวดำที่ได้ทำงานในวงการจริงๆก็พอมีแต่ส่วนใหญ่คืออยู่ในบทบาทระดับล่างๆของเกม

● ด้าน LMA มองว่าสโมสรฟุตบอลเวลาจะหาผู้จัดการทีมจะ “ทำเป็นการภายใน” ในความหมายคือมีกระบวนการคัดเลือกที่ไม่เปิดเผย มีการใช้สายสัมพันธ์ส่วนตัวในการนำไปสู่การสัมภาษณ์และเจรจา 

● ไม่เฉพาะตำแหน่งผู้จัดการทีมด้วย แต่ตำแหน่งสำคัญๆในเกมฟุตบอล ในบอร์ดบริหาร ในทีมระดับเยาวชน ฯลฯ ไม่มีโอกาสสำหรับชาว BAME เลย

● ทางด้าน LMA ต้องการให้มีระบบแบบ Fast track ของชาว BAME รวมถึงโค้ชผู้หญิงในการจะสอบผ่าน Pro-licence ซึ่งปกติแล้วไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้ามีจำนวนคนที่ผ่านเยอะขึ้นโอกาสของคนเหล่านี้ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย เพราะเวลานี้จำนวนคนสอบผ่านมันน้อยเกินกว่าที่จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ไม่นับเรื่องฝีไม้ลายมือในการทำงานที่จะเป็นตัวตัดสินสุดท้าย

● จะเห็นได้ว่าการแก้ปัญหาเรื่องโอกาสในสังคมของ BAME จึงไม่ใช่เรื่องง่าย การคุกเข่า หรือการประท้วงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีมายาวนานเป็นร้อยๆปีในเรื่องค่านิยมได้ทันที 

● แต่อย่างน้อยสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นคือการที่เสียงอันดังนั้นได้เข้าหูคนทั้งโลกแล้ว ที่เหลือก็ฝากความหวังเอาไว้กับการศึกษาของเด็กรุ่นใหม่หลังจากนี้ว่าพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงมันได้หรือไม่ 

.
พบกับ #TheIssues สรุปประเด็นข่าวร้อนที่น่าสนใจแบบเจาะลึกและย่อยง่ายที่ SPORTDesk ได้ทุกวัน!