The Issues 06/02/2020

3 June 2020
21 VIEWS

● ประเด็นการเสียชีวิตอย่างไม่เป็นธรรมของจอร์จ ฟลอยด์ ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ที่เปลี่ยนเป็นการจลาจลขนาดย่อมในหลายรัฐ แม้ว่าจะเป็นเพียงบางส่วนเพราะมีการชุมนุมอย่างสันติและสร้างสรรค์อีกหลายแห่ง

● เรื่องนี้เชื่อมโยงกับโลกกีฬาด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเหตุเกิดในสหรัฐฯ ซึ่งมี “แผลเก่า” ที่ยังไม่หายและไม่เคยหายมาเป็นร้อยๆปี ซึ่งไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ก็คือกรณีของโคลิน แคเปอนิค อดีตนักอเมริกันฟุตบอลที่ควรจะมีอนาคตสดใสในวงการกับทีมซานฟรานซิสโก โฟร์ตีไนเนอร์ส แต่ต้องกลายเป็นคนตกงานเพราะการเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่คนผิวดำของเขา

● หลังการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ เป็นที่รู้ในวงกว้าง นักกีฬาระดับแกนนำที่เป็นนักต่อสู้ในเรื่องนี้อย่าง แคเปอนิค รวมถึงเลอบรอน เจมส์,​ ลิวอิส แฮมิลตัน ไปจนถึงนักเทนนิสสาวอย่างเซรีนา วิลเลียมส์ และเด็กน้อยอย่างนาโอมิ โอซากะ และโครี กอฟฟ์ หนูน้อยวัยแค่ 16 ปี ต่างออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม

● อีกหนึ่งคนที่สำคัญในเรื่องนี้คือ สตีเฟน แจ็คสัน อดีตนักบาสเก็ตบอลทีมซาน อันโตนิโอ สเปอร์ส ซึ่งเป็น “เพื่อนรัก” ของฟลอยด์ในวัยเด็ก กลายเป็นกระบอกเสียงสำคัญ

● การลุกฮือของนักกีฬาระดับ “ไอคอน” เหล่านี้นำไปสู่การรับรู้ในวงกว้าง และเสียงกู่ร้องก็ก้องกังวานไปเรื่อยๆ จากคนสู่คน ไปสู่หลายคน หากเปรียบเป็นการจุดเทียน เทียนนั้นก็ถูกส่งต่อกันไปเรื่อยๆจนแสงเริ่มสว่างไสว

● สุดสัปดาห์แฟนกีฬาได้เห็นภาพของจาดอน ซานโช, เวสตัน แม็คคินนีย์ และมาร์คัส ตูราม ที่เรียกร้องความยุติธรรมให้ฟลอยด์ในเกมบุนเดสลีกา วันจันทร์มาทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ยกทีมนั่งคุกเข่าลงกลางสนามพร้อมข้อความชัดเจน Unity is strengh #BlackLivesMatterนอกจากนี้ยังมีมาร์คัส แรชฟอร์ด, ปอล ป็อกบา, มาริโอ บาโลเตลลี่ ไปจนถึงนักขับเอฟวันอย่างชาร์ลส เลอแกลร์ก ฯลฯ (ซึ่งต้องรีบแสดงตัวหลังแฮมิลตัน ออกมาโจมตีว่าเอฟวันเป็นกีฬาของคนผิวขาวที่ไม่สนใจอะไรในเรื่องพวกนี้)

● รุ่นเดอะอย่าง ไมเคิล จอร์แดน และไทเกอร์ วูดส์ ก็ร่วมวงด้วย โดยแนะนำให้มีการหาทางออกร่วมกันสำหรับทุกฝ่าย หลังเห็นการชุมนุมเริ่มแปรสภาพเป็นจลาจล มีการปล้น ทำร้ายร่างกาย ทำลายสิ่งของ 

● แต่การชุมนุมในวันนี้ได้ยกระดับไปอีกขั้นเมื่อคนที่ออกมาต่อสู้ในเรื่องนี้ตกลงที่จะทำให้วันอังคารนี้เป็นวันที่มืดมิด ที่เรียกว่าวัน Blackout Tuesday ซึ่งคนเริ่มคือภาคอุตสาหกรรมดนตรี โดยจุดประสงค์นั้นนอกจากจะเพื่อสร้างการรับรู้ของปัญหาการเหยียดผิวในวงกว้างแล้ว ความตั้งใจแรกเริ่มคือการลดระดับความรุนแรงในการชุมนุมลง แต่เมื่อ BlackLivesMatter จุดติดแล้วก็เป็นการต่อยอดของการรณรงค์ไป

● ในวงการกีฬาก็เอาด้วย โดยคราวนี้เหล่าซูเปอร์สตาร์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น เลอบรอน เจมส์, สเตฟ เคอร์รี, วาเนสซา ไบรอันต์ (ภรรยาของโคบี ไบรอันต์) และแม้แต่ NBA เองก็เอากับเขาด้วย ขณะที่ในโลกกีฬาใบอื่นๆอย่างเช่นโลกฟุตบอลก็มีอย่าง แรชฟอร์ด, วิลฟรีด ซาฮา, แทมมี อับราฮัม, รูเบน ลอฟตัน ชีค, มุสซา เดมเบเล, แฮร์รี เคน

● ที่น่ายินดีคือคนที่เรียกร้องไม่ได้มีแต่คนที่มีเชื้อสายแอฟริกัน แต่นักกีฬาคนผิวขาวอย่างแฮร์รี เคน, คริสเตียน พูลิซิช, แฮร์รี แม็คไวร์, แกเร็ธ เบล ต่างร่วมรณรงค์ด้วย ซึ่งเป็นการแสดงจุดยืนที่เรียบง่าย ชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้มากความ
�● สิ่งที่ต้องทำก็คือการโพสต์ภาพพื้นสีดำธรรมดา บางคนไม่มีข้อความ บางคนก็แปะแค่ # ให้รู้ว่าสู้ไปด้วยกันอยู่โดยคำที่ใช้คือ #BlackLivesMatter (#BLM) หรือ #blackouttuesday �
● สิ่งที่นักกีฬาเหล่านี้ และโลกกีฬาใบนี้ทำ มันเป็นการทำน้อยที่ไม่ได้น้อยไปด้วย เพราะมันคือการแสดงจุดยืนที่ชัดเจน และส่งเสียงร้องออกไปให้แฟนๆกีฬามากมายหลายล้านคนทั่วโลกได้ตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้ ให้สนใจเรื่องนี้ และชักชวนให้ทุกคนออกมาร่วมแสดงจุดยืนด้วยกัน

● มันไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงในทันที เพราะกระบวนการเปลี่ยนแปลงมันต้องเกิดจากภายใน และสิ่งที่อยู่ภายในที่สุดของคนคือหัวใจ 

● แต่อย่างน้อยมันก็เป็นการแสดงออกให้คนผิวดำทั้งหลายได้รู้ว่า บนโลกที่แสนอยุติธรรมใบนี้ พวกเขาไม่ได้อยู่อย่างเดียวดาย ในความมืดมิดมีความอบอุ่นซ่อนอยู่

.
พบกับ #TheIssues สรุปประเด็นข่าวร้อนที่น่าสนใจแบบเจาะลึกและย่อยง่ายที่ SPORTDesk ได้ทุกวัน!