The Issues 05/22/2020

22 May 2020
0 VIEWS

● พรีเมียร์ลีกอนุญาตให้ทุกทีมกลับมาทำการฝึกซ้อมแบบกลุ่มย่อยได้แล้ว และความคืบหน้าล่าสุดคือมีการเร่งให้ทุกฝ่ายเห็นชอบที่จะกลับมาทำการซ้อมแบบ “สัมผัสตัว” ได้ในวันพุธหน้า ซึ่งหมายถึงทุกทีมจะกลับมาซ้อมแบบ full-training หรือซ้อมเต็มรูปแบบได้ในวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค.

● ประเด็นที่ค้างคายังมีเรื่องของสนามแข่งว่าจะใช้สนามตัวเองได้หรือไม่ และอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันแต่ถูกหยิบมาพูดถึงช้าที่สุดคือเรื่องความปลอดภัยและความมั่นใจของนักฟุตบอลที่จะกลับมาทำการแข่งขัน ซึ่งเวลานี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่หลายฝ่ายจับตามอง และนักฟุตบอลเองก็ตั้งคำถามไม่น้อย

● กระแสตรงนี้เริ่มจากการที่มีนักฟุตบอลหลายราย (รวมถึงโค้ชอย่างแฟรงค์ แลมพาร์ดเองก็ตั้งข้อสงสัย) ว่าการเร่งให้กลับมาซ้อมเพื่อเตรียมจะกลับมาแข่งในเวลานี้ ตกลงแล้วมันปลอดภัยจริงๆใช่ไหม? เพราะแม้จะมีความพยายามในการจะสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้น แต่ก็มีหลายคนที่ยังไม่รู้สึกมั่นใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย

● เสียงเริ่มจากแดนนี โรส และราฮีม สเตอร์ลิง และมาถึงทรอย ดีนีย์ ที่ทำให้คนเริ่มสนใจประเด็นนี้มากขึ้น (เนื่องจากภาพลักษณ์ที่ดีกว่าสองคนแรก) โดยดีนีย์ ยิงคำถามในที่ประชุมระหว่างพรีเมียร์ลีกกับตัวแทนนักฟุตบอล (กัปตันทีม) เกี่ยวกับเรื่องที่นักฟุตบอลผิวสี, เอเชีย และชนกลุ่มน้อย (รวมเรียกว่า BAME) มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่านักฟุตบอลผิวขาวจริงไหม

● ข้อมูลที่ดีนีย์เอามาถามก็มาจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่เปิดเผยว่าในอังกฤษ และเวลส์​คนผิวสีไม่ว่าชายหรือหญิงมีโอกาสเสียชีวิตจากโควิด-19 มากกว่าคนผิวขาวถึง 2 เท่า

● เรื่องนี้ไม่มีใครให้คำตอบกับทางด้านดีนีย์ได้ มีแต่การพยายามสร้างความมั่นใจด้วยการบอกว่า นักฟุตบอลที่กลับมาลงสนามนั้นปลอดภัยมากกว่าการเดินไปซูเปอร์มาร์เก็ตอีก

● ดีนีย์ตอกกลับไปว่า “แต่ผมเลือกได้ว่าผมจะไปซูเปอร์มาร์เก็ตตอนไหน”

● ทีนี้เรื่องเริ่มใหญ่ขึ้นเมื่อนักเตะผิวสีอีกคนที่ปกติแล้วเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่น่านับถือที่สุดแม้จะพูดน้อยมากที่สุดก็ตามอย่าง เอ็นโกโล ก็องเต ที่ขอไม่กลับมาทำการซ้อมร่วมกับทีมหลังจากที่กลับมารายงานตัวฝึกซ้อมที่ค็อบแฮมของเชลซีได้แค่วันเดียว ซึ่งก็ได้รับอนุญาตจากแลมพาร์ดและสโมสร

● การที่คนอย่างดีนีย์และก็องเตไม่มั่นใจ รวมถึงการที่อาเดรียน มาริอัปปา กองหลังวัตฟอร์ดยอมรับว่าเป็นคนที่ติดเชื้อโควิด-19 ทำให้เรื่องนี้มีน้ำหนักมากขึ้น

● แต่อีกด้านก็มีการตั้งคำถามว่านักฟุตบอลมีสิทธิ์จะปฏิเสธในการทำหน้าที่ด้วยไหม? แล้วเรื่องค่าเหนื่อยจะรับเท่าคนอื่นไหม ฯลฯ 

● เรื่องนี้คนที่ออกมาแสดงความเห็นได้ดีมากคือจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่ออกมาบอกว่า “ไม่อยากเตะก็ไม่ต้องเตะ!” … แต่ไม่ได้บอกด้วยน้ำเสียงโมโห ในทางตรงกันข้ามกัปตันทีมลิเวอร์พูลเห็นใจและเข้าใจนักฟุตบอลที่ไม่อยากจะกลับมาได้

● เฮนโด บอกว่าเขาเข้าใจว่าทุกคนอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันในการอยู่ร่วมกับครอบครัวและที่บ้าน ซึ่งถ้ามีคนที่รู้สึกว่าเขาไม่สบายใจหรือรู้สึกปลอดภัยที่จะกลับมา ก็ไม่ควรจะมีใครที่จะมาบังคับหรือกดดันให้นักฟุตบอลเหล่านั้นกลับมาในเวลานี้

● ขณะเดียวกันเฮนโด ก็หวังว่าคนที่ยังไม่พร้อมจะกลับมาจะเข้าใจคนที่ตัดสินใจจะกลับมา ซึ่งรวมถึงตัวเขาเองด้วยที่กลับมารายงานตัวฝึกซ้อมด้วยสีหน้าสดชื่น เรียกว่าหน้าชื่นตาบาน

● อย่างไรก็ดีในรายละเอียดแล้วคนอย่างดีนีย์ หรือก็องเต ไม่ได้ปฏิเสธจะทำหน้าที่แบบไม่มีเหตุผล โดยดีนีย์นั้นมีลูกชายวัยแค่ 5 เดือนที่มีปัญหาเรื่องของระบบหายใจ ซึ่งถ้าเป็นผู้เขียนเองก็ไม่มีทางจะยอมเสี่ยงแน่นอนต่อให้ต้องโดนไล่ออกจากงานก็ตาม

● ขณะที่ก็องเต เคยผ่านเหตุการณ์น่ากลัวเมื่อเขาเคยเป็นลมต่อหน้าเพื่อนร่วมทีมเมื่อปี 2018 ซึ่งปีนั้นพี่ชายของเขา ไนอามา ก็เสียชีวิตเพราะหัวใจวายในช่วงก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้น และพ่อของเขาก็เสียชีวิตด้วยสาเหตุเดียวกันตอนที่อายุ 11 ปี ซึ่งพรีเมียร์ลีกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถทำให้เขามั่นใจได้ว่ากลุ่ม BAME โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงจะเป็นโรคหัวใจนั้นจะปลอดภัยหรือไม่ หรือจะมีการตรวจอะไรเป็นพิเศษไหม

● ดังนั้นถ้าไม่อยากเตะ ก็ไม่ควรจะมีใครบังคับให้ใครทำอะไรที่เป็นการฝืนใจ โดยเฉพาะในสถานการณ์แบบนี้ ทุกคนรักชีวิตตัวเองทั้งนั้น ใช่ไหม?

.
พบกับ #TheIssues สรุปประเด็นข่าวร้อนที่น่าสนใจแบบเจาะลึกและย่อยง่ายที่ SPORTDesk ได้ทุกวัน!