จุดเริ่มต้นแห่งจุดจบของ “เมสซี่”

22 June 2018
61 VIEWS

เสมอ 1 แพ้ 1 และนัดสุดท้ายไม่ได้มี “ชะตาชีวิต” ในมือตัวเอง

ฤาความพ่ายแพ้ต่อโครเอเชีย0-3 จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งจุดจบของทีมฟ้าขาว อาร์เจนติน่าในบอลโลก 2018?

พร้อม ๆ กับจุดเริ่มต้นสู่ประตูรอบ 2 และต่อ ๆ ไปของ โครเอเชีย ยุคที่ว่ากันว่าเป็น Golden Generation (อีกชุด) ของประเทศ

ก่อนเกม: นี่คือฟุตบอลแมตช์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ และน่า “ค้นหา” ที่สุดในบอลโลก 2018นับจากนัดเปิดสนามเป็นต้นมา

มันคือการเผชิญหน้ากันของ 2 ทีมสุดยอดเรื่อง “แท็คติก” และความความสามารถเฉพาะตัวแบบแพรวพราวรอบด้านหาตัวจับยากอย่าง อาร์เจนติน่า

กับทีมที่น่าจะมี “เทคนิค” เฉพาะตัวของผู้เล่นสูงสุดทีมหนึ่งในทัวร์นาเมนท์นี้อย่าง โครเอเชีย

อาร์เจนติน่า ไม่ได้ “ขี้เหร่” ในแมตช์แรกที่เสมอไอซ์แลนด์ 1-1

หากเพียงแค่ เมสซี่ ยิงจุดโทษเข้าไป ทุกอย่างก็น่าจะจบในเกมที่หากให้เตะ10 ครั้งก็น่าจะชนะ8 ครั้งขึ้นไป

ส่วนโครเอเชีย โชว์ฟอร์มได้เนียนตาในเกมชนะเหนือไนจีเรีย2-0

กับระบบ 4-2-3-1 เกมดังกล่าว ความสัมพันธ์แดนกลางโดยเฉพาะ โมดริช เจ้าของฉายา “โครแอต ครอยฟ์” กับราคิติช ถือว่า สมบูรณ์แบบที่สุด

ไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่ง ดุดัน แต่เต็มไปด้วย “เทคนิค” และความเข้าใจอันลึกซึ้นอย่างยิ่ง

เริ่มเกม:

แมตช์นี้ โครแอตมีสลับเล็กน้อยด้วยการใส่ โบรโซวิช ลงมาช่วยกลางตัวรับ “เป็นหลัก” ร่วมกับราคิติช โดยเปิดโอกาสให้โมดริชมี “อิสระ” มากขึ้น

ฉะนั้น นี่จึงถือเป็นชุด “แดนกลาง” ที่ดีมากโดยมี เปเรซิช กับเรบิช ทะลุทะลวงริมเส้นสนับสนุนมานด์ซูคิชในเกมที่ปรับผู้เล่นจากเกมแรก 1 คน

ทางด้านอาร์เจนติน่า “ปรับใหญ่” โดยฮอร์เก้ ซัมเปาลี เลือกใช้ระบบ 3-4-3 แทนที่4-2-3-1 และปรับตัวผู้เล่นถึง3 คนจากเกมแรก

ถอด ดิมาเรีย, โรโฮและบิญ่า โดยดันเมสซี่ไปยืนสูงริมเส้นด้านขวา เพื่อลดภาระหน้าที่ในแดนกลาง หรือลงต่ำมากไปของกัปตันทีมคนสำคัญ

ครึ่งแรก:

ถือว่า ไม่มีใครเพลี้ยงพล้ำมากนัก โดยจังหวะเสียว ๆ ที่เกมรับทั้ง 2 ฝ่ายมี “ทำหลุด” บ้าง เฉพาะอย่างยิ่งที่ลอฟเรน สับสนกับนายทวาร ซูบาซิช แล้วเอนโซ่ เปเรซ แปรโล่ง ๆ ออกไป

แต่โดยรวมไม่ว่าจะหลัง3 หรือ 4 ทั้ง 2 ทีมทำได้ดี

เกมรับก็ทำได้ “เป็นทีม” โดยเฉพาะการ “เพรสซิ่ง” แดนกลางในจังหวะรุกเป็นรับที่จะมีการตัดเกม หรือกดดันฝ่ายตรงข้ามอย่างทันช่วงที

โอกาสในการใช้เวลา build up เกมจึงไม่ง่าย เพราะต่างฝ่ายต่างต้องการช่วงชิงความได้เปรียบ หรือ take initiative ตลอดเวลา

หาใช่เกมที่ฝ่ายหนึ่งเตรียมมารับ อีกฝ่ายต้องการรุก  เหมือนทีมใหญ่ เจอทีมเล็กที่เรา “คุ้นชิน” และมีภาพจำการรับแล้วโต้ ในเวลาที่อีกฝ่ายพยายามเริ่มต้นรุกก่อนแล้วโดนกดดันให้เสียบอลระหว่างทาง

ดังนั้นโอกาสจาก Open Play จึงมีไม่มาก

การต่อสู้ ช่วงชิงความได้เปรียบนี้ จะตัดสินที่ “เมจิต โมเมนต์” ที่ครึ่งแรก ทีมตราหมากรุกในเสื้อสีดำทำได้ดีกว่า

3 จังหวะเริ่มจาก เปเรซิช ทักทายก่อนตั้งแต่นาทีที่4 ที่หลุดไปยิงจากฝั่งซ้ายนับเป็นการส่ง “สัญญาณ” ไซเรนเตือนอย่างแรง

กลางครึ่งแรก มันด์ซูคิช หลุดกับดักล้ำหน้าไปโหม่งเสาสองเหน่ง ๆ แต่พลาดไป

และก่อนหมด 45 นาทีแรกแบบสวย ๆ จากการผ่านทะลุไลน์หลังทั้งแผงของโมดริชให้ เรบิช หลุดไปยิงข้ามคาน

ครึ่งแรกจึงน่าจะเป็นครึ่งที่ สลัตโก้ คาลิช พอใจมากกว่าซัมเปาลี แม้จะน่าเสียดายที่ลูกทีมควรจะได้สัก 1 ประตูก็ตาม

ครึ่งหลัง:

โจทย์หลักของโครเอเชียอยู่ที่ต้อง “จบ” โอกาสเป็นประตูให้ได้ นอกนั้นถือว่า น่าพอใจ

ขณะที่ทัพฟ้าขาวมีหลาย “คำถาม” ต้องตอบโดยเฉพาะ ลิโอเนล เมสซี่ กับตำแหน่งริมเส้นตัวบนด้านขวาที่มีบทบาทกับเกมน้อยมาก

เช่นกัน “หลัง 3” กับจุดอ่อนของระบบบริเวณหลังวิงก์แบ็ค: ซัลวิโอ และอคูญ่า ที่ต้องระวัง เพราะเปเรซิช กับเรบิช นั้นจ้องอยู่

และแน่นอน อย่างที่ผมแตะไว้ในครึ่งแรก ความ “ผิดพลาด” จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญเช่นกันหลังมีสัญญาณบ่งบอกจากกองหลังทั้ง 2ฝ่าย

สุดท้าย “หวยออก” ที่อาร์เจนติน่า และนายทวารคาร์บาเญโร่ ก่อนเรบิชจะวอลเลย์ซึ่งไม่ง่ายให้ทีมตราหมากรุกดำออกนำ 1-0ในช่วงนาที 53

ถึงเวลานั้น งานอาร์เจนติน่าที่ว่าหนักแล้ว ยิ่งหนักขึ้น และการเปลี่ยนตัวเร็ว 2 คนโดยส่ง ฮิกัวอิน กับปาวอน ลงมาจึงจำเป็นทันที

ตามการได้เห็น ดิบาล่า ลงเล่นพร้อมหน้าพร้อมตากับเมสซี่ ที่หวังจะเป็นความ “มหัศจรรย์” ที่แฟนฟ้าขาวอยากเห็นมานานแล้ว

เกมฟ้าขาวดูดีขึ้น ก่อนที่จะโดน “หมัดน็อค” อย่างจังของโครเอเชียจากคนคนนั้น…ลูก้า โมดริช ก่อนหมดเวลา 10นาที

ขยี้ด้วยการ “โรยเกลือ” บนบาดแผลที่เจ็บอยู่แล้วให้ยิ่งแสบจากจังหวะสวนกลับที่ไปจบตรง ราคิติช ด้วยการประสานกันอย่าง “เลือดเย็น”

ราวกับ “สคริปต์” ได้ถูกเขียนไว้แล้ว A night of history for Croatia! ทะลุรอบ 16 ทีมสุดท้าย

พร้อม ๆ กับภาพใบหน้า เมสซี่ ผิดหวังอันคุ้นเคยในสีเสื้อ อาร์เจนติน่า!