ทางแยกหรือทางตัน

19 January 2019
578 VIEWS

จริงอยู่ที่เราต่างก็รู้ว่าบางทีไม่ควรจะด่วนตัดสินอะไรไปเร็วนัก เพราะสุดท้ายแล้ววันเวลาจะให้คำตอบที่ชัดเจนที่สุดด้วยตัวเอง

แต่ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าหลังชีวิตติดหล่มมายาวนานจนต้นไม้แห่งความหวังนั้นแห้งและใกล้ตาย เต็มที การเปลี่ยนแปลงในทีม “ปืนใหญ่” ช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา ก็ทำให้เหล่ากูนเนอร์สเอง หรือแม้แต่คนที่ไม่ใช่กูนเนอร์ส แต่สนใจในความเปลี่ยนแปลงของพวกเขาเอง อดดีใจไปด้วยไม่ได้

การเริ่มต้นอาจมีสะดุด แต่หลังจากนั้นพวกเขาไม่แพ้ใครต่อเนื่องยาวนาน ฟอร์มการเล่นดุดันกร้าวแกร่ง จนดูเหมือนระยะทางที่คิดว่าห่างจากเหล่าทีมระดับท็อปนั้นอาจไม่ได้ห่างมากอย่างที่คิด

เวลานั้นคือเวลาที่ฝันไกล

และเวลานี้ดูเหมือนมันจะกลายเป็นฝันไป

ผลงานของ อาร์เซนอล เริ่มสะดุด – ตรงนี้ไม่ถึงกับแปลกใจ เพราะไม่มีทีมใดที่ไม่เคยพลาด ปัญหาอาการบาดเจ็บของผู้เล่นที่เริ่มรังควาญทำให้พวกเขาเริ่มยืนระยะไม่ไหว

แต่การที่ อูไน เอเมรี่ เริ่มมีปัญหากับสตาร์เบอร์หนึ่งอย่าง เมซุต โอซิล 

ต่อด้วยการที่กุนซือชาวสเปน ยอมรับว่าทีมไม่มีทุนที่จะซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมสำหรับช่วงตลาดการซื้อขายรอบนี้

เรื่อยมาจนถึงการตัดสินใจอำลาจากทีมอย่างไม่มีใครคาดคิดของ สเวน มิสลินทาท หนึ่งใน “ทหารเสือ” ที่ถูกดึงตัวมาเพื่อหวังจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการจัดหาผู้เล่นฝีเท้าดีเข้ามาสู่ทีม (หนึ่งในผลงานของอดีต มันสมองของดอร์ทมุนด์คือการดึง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยัง และเฮนริค มิคิทาเรียน เข้ามาสู่ทีม)

ฟ้าที่เคยใสเวลานี้กลับเต็มไปด้วยม่านหมากของฝุ่นพิษ

เกิดอะไรขึ้นกับอาร์เซนอลกันแน่? 

ในกรณีนี้ข่าวที่สะเทือนและสะท้อนปัญหาของอาร์เซนอลได้มากที่สุดคือกรณีการตัดสินใจลาจากของมิสลินทาท สุดยอดแมวมองที่มีมันสมองปราดเปรื่อง และเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ช่วยพลิกชีวิตของ ดอร์ทมุนด์ จากที่เคยจะล้มละลายในปี 2013 จนกลายเป็นทีมที่มีสถานะทางการเงินแข็งแกร่งในปัจจุบัน

เดิม มิสลินทาท ถูกดึงตัวเข้ามาโดยอิวาน กาซิดิส อดีตบิ๊กฝั่งบริหารเพื่อหวังให้ช่วยพาร์ทนี้ของสโมสรที่ ยังไม่แข็งแกร่งนัก และหวังที่จะแก้ไขปัญหาของสโมสรในระยะยาวควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาระยะสั้นในช่วง หลังสิ้นสุดยุคของ อาร์แซน เวนเกอร์

แต่การเปลี่ยนแปลงภายในสโมสร ทั้งการจากไปของ เวนเกอร์ และกาซิดิส 

รวมถึงการเข้ามาของ เอเมรี่ ทำให้การทำงานไม่เหมือนเดิม

เมื่อรู้สึกว่าสำคัญน้อยลง อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ มิสลินทาท จึงตัดสินใจลาทีมแค่ตรงนี้

ขณะที่ เอเมรี่ เองก็มีปัญหาหนักใจเช่นกันเมื่อทีมไม่สามารถสนับสนุนทางการเงินในการแก้ปัญหาเรื่องจุดอ่อนของผู้เล่นภายในทีมให้ได้

แม้กระทั่งการยืมผู้เล่นมาก็เป็นไปไม่ได้สำหรับ อาร์เซนอล ที่เงินหมดเกลี้ยงกระเป๋าในเวลานี้ 

เหตุผลหนึ่งคือการที่ อาร์เซนอล ทุ่มเงินไปกับการซื้อผู้เล่นในช่วงก่อนหน้านี้จำนวนไม่น้อย รวมถึงสตาร์อย่างโอบาเมยัง และที่มีผลอย่างมากคือการต่อสัญญาให้กับ เมซุต โอซิล ด้วยจำนวนเงินมากกว่า 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

มันทำให้แม้จะอยากต่อสัญญากับ อารอน แรมซีย์ ก็ทำไม่ได้ สุดท้ายต้องเปลี่ยนใจถอนข้อเสนอ และ ยอมเห็นนักเตะที่รับใช้สโมสรมายาวนากว่า 11 ปีจากทีมไปแบบงงๆ

ขณะที่ โอซิล เองเวลานี้ก็ถูก “บีบ” ด้วยการดร็อปเป็นตัวสำรอง และที่เลวร้ายกว่าคือเจ้าตัวเริ่มมีภาษา กายที่แสดงออกอ้อมๆว่าเขาก็ไม่ได้แคร์เหมือนกัน เหมือนคนหมดไฟและหมดใจในเวลาเดียวกัน

สถานการณ์ทั้งหมดทำให้ภาพของอาร์เซนอลย่ำแย่กว่าช่วง 3 เดือนก่อนหน้านี้มากในระดับที่คาดไม่ถึง

ไม่มีใครคิดว่าสุดท้ายกันเนอร์สจะกลับมาเจอภาวะแบบเดิม แบบเดียวกับที่พวกเขาเป็นมาหลายปี 

เอ็มมานูเอล เปอตี หนึ่งในขุนพลคู่ใจยุคแรกของเวนเกอร์ ถึงกับอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่า “ถ้ามันจะเป็นแบบนี้ ก็ไม่เห็นต่างอะไรจากตอนที่เวนเกอร์คุมทีม แล้วจะปลดเขาทำไม?”

อีกหลายคนก็ตั้งคำถามแบบเดียวกันกลับไปยังฝั่งของบอร์ดบริหาร และเจ้าของสโมสร สแตน โครเอน เก้ ถึงนโยบายในการทำงานที่ยิ่งเวลาผ่านก็ยิ่งเห็นชัดว่าบริหารไม่เก่ง และดูจะห่วงตัวเลขสีเขียวบนบัญชี มากกว่าตัวเลขอันดับดีๆบนตารางคะแนน

สิ่งที่น่าสนใจคือเวลานี้ อาร์เซนอล อยู่ ณ จุดใดกันแน่

หากพวกเขาคิดว่าอยู่บนทางแยก นั่นแปลว่ายังมีทางให้เดินต่อ และหนทางที่ดีที่สุดคือต่างฝ่ายต่างก้ม หน้าทำงานของตัวเองไป โดยเฉพาะผลงานในสนามที่จะมีส่วนช่วยเยียวยาให้ทุกอย่างดีขึ้นเองตามธรรมชาติ

เริ่มตั้งแต่เกมกับเชลซีในคืนนี้ 

แต่หากพวกเขาคิดว่าอยู่บนทางตัน ก็เป็นอีกเรื่อง 

เรื่องที่จะจบเหมือนเดิม แล้วรอที่จะเริ่มลูปใหม่อีกครั้ง