เกมระหว่าง Technical Team vs. Energetic Team

30 September 2018
754 VIEWS

“ผลเสมอ” น่าจะเหมาะสมที่สุดนะครับสำหรับเกม “ซูเปอร์บิ๊กแมตช์” ประจำสัปดาห์ เชลซี – ลิเวอร์พูล ที่ “ภาพรวม” เจ้าถิ่นเหนือกว่าในครึ่งแรก ขณะที่ครึ่งหลังเป็นฝั่ง “หงส์แดง” ที่โดดเด่นขึ้นมา

A game of TWO halves ใช้ได้นะครับกับฟุตบอลนัดนี้ที่เล่นได้สม “ศักดิ์ศรี” ของ 2 ทีมลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก ประจำซีซั่นนี้ หากไม่นับ “แชมป์เก่า” แมนฯซิตี้ ที่ทำได้ดีมากเช่นกันเหนือไบร์ทตัน 2-0 จนแซงกลับเป็น “จ่าฝูง” ได้สำเร็จ

เกมนี้ แฟนบอลทั่วโลกได้เห็น “ว่าที่” นักเตะท้าชิงหมายเลข 1 หรืออย่างน้อย “ท็อปทรี” ของโลกอย่างแน่นอน เอแดง อาซาร์ ที่ “ตอกย้ำ” เป็นแมตช์ที่ 2 ติดต่อกันกับประตูในครึ่งแรก

ประตูที่ผมได้ “แตะไว้” ก่อนเกมนะครับว่า ดาวเตะเบลเยียม ชาญฉลาดมากในการเจาะพื้นที่ half spaces หรือที่ว่างบริเวณเซนเตอร์ฮาล์ฟ (โจ โกเมซ) และแบ็ค (แบ็คขวา เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์)

แถมยัง “สเต๊ปเท้า” ยิงเร็วจน อลิสซง ตั้งตัวไม่ทัน!

เกมนี้ อาซาร์ “เหนือชั้น” กว่าทุกคน และ “สรุป” ประเด็นนัดสำคัญนี้ในตัวคนเดียวด้วยว่า กัปตันทีมชาติเบลเยียม คือ “ส่วนผสม” ระหว่าง เทคนิค และพลัง + ความแข็งแกร่ง

ที่ “เทคนิค” คือ คาแร็กเตอร์หลักของ เชลซี ชุดนี้

ขณะที่ “พลัง + ความแข็งแกร่ง” คือ ภาพคาแร็กเตอร์นักเตะลิเวอร์พูล

แต่ทั้งหมด “หลอมรวม” อยู่ในอาซาร์ คนเดียว!

จอร์จินโญ่ คือ “ตำราเรียน” chapter สำหรับของมิดฟิลด์ตัว holding ball

โดยเฉพาะให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ต้องศึกษา

ประเด็นอยู่ที่ คุณไม่จำเป็นต้อง “ขอบอล” จากเพื่อนทุกครั้ง หรือเล่นทุกบอล เพราะการทำเช่นนั้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ไม่ได้เปรียบจะส่ง “ผลลบ” ต่อทีมมากกว่า “ผลดี”

มากกว่านั้น หลายจังหวะในเกม เฮนโด้ ยังตะคอกเพื่อนที่ไม่ให้บอล ซึ่งไม่ใช่ “คุณสมบัติ” และคาแรกเตอร์ที่ดี

ตรงกันข้าม จอร์จินโญ่ จะชี้มือชี้ไม้ให้ เกป้า หรือ “แบ็คโฟร์” ออกบอลไปตำแหน่งต่าง ๆ ในสถานการณ์ที่อ่านแล้วว่า ตัวเองไม่ได้อยู่ในโพสิชั่นที่เหมาะที่สุด

แต่หากอยู่ในจุดที่ใช่ หรือจำเป็นเมื่อใด ดาวเตะบราซิเลียนทีมชาติอิตาลี จะเปลี่ยน “สปีด” พุ่งไปรับบอล เชื่อมบอลด้วยความเร็วทันที

การให้บอลจังหวะเดียว การออกบอลด้วยข้างเท้าด้านนอก บอลทางลึก คือ ตัวอย่างเพิ่มเติมที่ เฮนโด้ ขาดไป

สำหรับประเด็น “การแปะ” ที่เป็นเช่นนั้น เพราะ “มิติ” ในการเล่นของกัปตันทีมลิเวอร์พูล มีมิติเดียว และไม่สามารถไปกับบอลได้ ทั้งที่หลายจังหวะมีพื้นที่ให้พาบอลไปได้

ด้วยเหตุนี้ทำให้ เฮนเดอร์สัน ต้อง “จับ แล้ว แปะ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ” เพียงเท่านั้น

เพราะ จอร์จินโญ่ มีพื้นที่ และเวลาน้อยกว่าปกติเช่นกัน ทำให้เราได้เห็น “จุดเด่น” ที่ยอดเยี่ยมในการออกบอลด้วยเทคนิคการเตะ “low drive” ของดาวิด รุยซ์

หลายครั้งในเกมทำให้เพื่อนหลุดทะลุ ด้วยบอลลอยต่ำ พุ่งตรง ใช้เวลาในอากาศน้อย ทำให้ อาซาร์ และวิลเลียน ได้รับประโยชน์อย่างมาก

เรื่องลูกเตะ “low drive” ผมเคยแตะถึง และแนะไปให้ อลิสซง แล้ว เพราะหากนายทวารหงส์แดงทำได้เหมือนที่ เอแดร์ซง ของแมนฯซิตี้ ทำได้ดี

บอลจากแดนหลังเริ่มจากนายทวารของลิเวอร์พูลจะดีขึ้นอย่างมาก

ปิดท้ายด้วย “วิธีการ” ของเชลซี ที่นอกจากเกมรุกจะได้เห็น อาซาร์ เป็น “ตัวฟรี” และอันตรายทุกจุดไม่เว้นแม้แต่ตอนได้บอลจากครึ่งสนามที่ “แอบรู้สึก” ว่า อาซาร์ มีความสามารถเลี้ยงไปถึงปากประตูอลิสซงได้เลย

หรือความพยายามในการเจาะ half spaces หรือย้ายฟากสนามของ วิลเลียนมาอยู่ซ้าย หรือการวิ่งตัดหลังไลน์ อันทำให้ทีมเทคนิคสูงชุดนี้ของ ซาร์รี มี “สมดุล” เรื่องความแข็งแกร่งทะลุทะลวงดีขึ้นแล้ว

ความสามารถในการ “เล่นรับ” และรอเคาน์เตอร์แอทแทค (ครึ่งหลัง) ยังทำได้ดี และเหมือนทุกพอใจจะเล่น “แท็คติกส์” แบบนี้ (ก็ได้ หากจำเป็น) ใน 45 นาทีหลัง

มาร์กอส อลองโซ่ “นิ่ง” และจับโม ซาลาห์ จนต้องเปลี่ยนออกหลัง 1 ชั่วโมงไม่นาน แสดงให้เห็นว่า หากไม่เข้าพรวดพราด อ่านเกมดี และผลีผลามเติมเกมรุก เจ้าชายอียิปต์ก็จะเหนื่อยเหมือนกัน

ส่วนตัวสำรองลิเวอร์พูล ทั้ง เอ๊กซ์ ชาห์คิรี่ และนาบี เกอิต้า แข็งแกร่ง และเทคนิคดี แถม “ไดนามิค” (เคลื่อนที่) สูง สร้างมิติให้ลิเวอร์พูลได้ดีขึ้น

ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ คงไม่ต้องพูดอะไรมากกับการ “เหลือบมอง” เห็นช่อง และปั่นเข้ามุมหมดจด

นี่แสดงให้เห็นถึง “ออฟชั่น” ของ เยอร์เก้น คลอปป์ ที่มากขึ้น ไม่ต่างอะไรกับเชลซี ที่หลังเปลี่ยน รอสส์ บาร์คลีย์ ลงมาแทน มาเตโอ โควาชิช ทำให้นึกไม่ออกเลยว่า อนาคตของออฟชั่นชั้นดีอย่าง
เชสก์ ฟาเบรกาส บนม้านั่งสำรองอยู่ที่ไหน

ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติม อ่านย้อนได้จาก “ความเหมือนที่แตกต่าง” ที่ผมเขียนไว้ในโพสต์เมื่อวานนะครับ รายละเอียดไม่ต่างจากที่มองไว้เท่าใดนักเลยครับ