Talking Points : เกิดอะไรขึ้นกับไก่

17 September 2018
2,596 VIEWS

พรีเมียร์ ลีก คัมแบ็กด้วยบิ๊กแมตช์ระดับบล็อคบัสเตอร์  เมื่อ “หงส์แดง”  ลิเวอร์พูล บุกล้างแค้นสเปอร์ส 2-1 ถึงสนามเวมบลีย์

นอกจากความยอดเยี่ยมของพลพรรคเครื่องจักรสีแดงที่มีโอกาสเสิร์ฟ “ยำคาบ้าน” ให้ทีมเจ้าถิ่นได้ไม่ต่ำกว่าครึ่งโหล ประเด็นติดปลายลิ้นของเหล่าแฟนบอลคือคำถามว่า “มันเกิดอะไรขึ้นกับไก่เดือยทอง? ” หลังสะดุดแพ้มาสองนัดติด

 

1.ต้องไล่ตั้งแต่การจัดทีม ที่จู่ๆ ผ่ามาเล่นระบบ 4-4-2 ไดม่อนด์ แต่เดาว่าเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ คงติดใจที่แผนนี้เคยได้ผลในเกมบุกถล่มแมนฯ ยูไนเต็ด 3-0 คาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด (ก่อนปรับมาเล่นหลังสามแล้วออกไปแพ้วัตฟอร์ด 1-2)

แง่หนึ่ง จึงเป็นไปได้ที่กุนซืออาร์เจนไตน์  มีความคิดว่ามันน่าจะเวิร์กอีกครั้งกับทีมใหญ่เหมือนกันอย่างลิเวอร์พูล?

ในส่วนแท็คติก โปเช็ตติโน่ อาจไม่อยากเสี่ยงกับสถานการณ์ 3v3 ถ้าจัดหมากสามเซนเตอร์แบ็ก และต้องรับมือสามตัวรุกนรกเดือดของทีมเยือน

ยิ่งถ้าเป็นฝ่ายตั้งรับ เท่ากับวิงแบ็กถอยร่นลงมายืนเรียงหน้ากระดานถึง 5 คน นั่นไม่ใช่ฟุตบอลที่สเปอร์ส ต้องการ โดยเฉพาะเกมในบ้าน

โปเช็ตติโน่ ต้องการคอนโทรลแดนกลาง บีบลิเวอร์พูล เซตเกมขึ้นมาไม่ได้ถนัด ต้องหันไปพึ่งบอลยาว ด้วยมั่นใจว่าแบ็กโฟร์ตัวเองจะเอาอยู่

 

2.แต่สิ่งที่คิด กับสิ่งที่เป็น กลับไม่ใช่อย่างที่กุนซือสเปอร์ส คาดหวัง

ประการหนึ่ง ลิเวอร์พูล เล่นต่างจากแมนฯ ยูไนเต็ด โดยเฉพาะสปีดเกม ความเร็วของสามกองหน้า และการพร้อมเติมของบรรดามิดฟิลด์

มันทำลายโครงสร้างทีมของสเปอร์ส จนพังไม่เป็นท่า โปเช็ตติโน่ พลาดที่จัดตัวช้าและชอบม้วนอย่างมูซ่า เดมเบเล่ ยืนในตำแหน่ง “ควอเตอร์แบ็ก” ของหมาก 4-4-2 ไดมอนด์ หรือใครจะเรียก 4-1-2-1-2 รวมถึง 4-3-1-2 ก็ครือกัน

การขาดเดเล่ อัลลี ส่งผลลบกับแผนนี้  เอริค ดายเออร์ ไม่คล่องพอจะขยับมาเป็นตัวข้างของแผงมิดฟิลด์ และเป็นงานหนักเกินไปสำหรับแฮร์รี่ วิงค์ส ที่ต้องขึ้นลงทำงานทั้งรับและรุก

กลายเป็นเจมส์ มิลเนอร์ กับนาบี เกอิต้า ที่สร้างปัญหาให้ทั้งคู่ จนในที่สุด สามมิดฟิลด์ของสเปอร์ส ไม่มีใครอยู่ในสนามครบ 90 นาทีเลยสักคน

 

3.บางคนให้ความเห็นว่าโปเช็ตติโน่ กลัวลิเวอร์พูล เกินไป จนคิดแต่จะหาวิธีหยุด เลยทำให้ทีมเสียรูปทรง เสียรูปเกมที่เคยเล่น

แดนนี่ โรส ถูกเลือกเป็นตัวจริงก่อนเบน เดวี่ส์ เพราะเร็วกว่า หาใช่ฟอร์มดีกว่า

การปรับมาเล่นแบ็กโฟร์ เท่ากับบั่นทอนจุดเด่นข้อหนึ่งของสเปอร์ส นั่นคือการใช้แบ็กเติมเกมรุก เพราะต้องระวังหลังมากกว่าเดิม

ยิ่งเมื่อสกอร์เป็นรอง สเปอร์ส ยิ่งจำเป็นต้องดันบุก แต่เกือบทุกครั้งที่พลาดเสียบอลและโดนโต้ ปรากฏว่าทั้งคีแรน ทริปเปียร์ กับแดนนี่ โรส เสียตำแหน่ง เปิดช่องโหว่เบ้อเริ่มในแนวรับ

 

4.แดนนี่ เมอร์ฟี่ วิเคราะห์ว่าโปเช็ตติโน่ ไม่ต้องไปโทษนักเตะอย่างที่แถลงข่าวหลังเกม แต่สมควรโทษตัวเองที่คิดช้า ทำช้า

อดีตมิดฟิลด์ที่เคยเล่นทั้่งลิเวอร์พูล และสเปอร์ส ยอมรับว่าถึงแม้เขาเป็นแฟนตัวยงของกุนซือรายนี้ แต่ทันทีที่เห็นไก่เดือยทองกลับมาลงสนามครึ่งหลัง ด้วยแผนเดิม หมากเดิม เขารู้ทันทีว่าสามแต้มจะเป็นของทีมเยือน

จริงอยู่ว่าโปเช็ตติโน่ มีสิทธิ์คิดจะลองได้ในการจัดแผนไดมอนด์ สู้กับ 4-3-3 ของหงส์แดง แต่หลักฐานใน 45 นาทีแรก คือสกอร์มีโอกาสขาด 3-4  ลูก ย่อมฟ้องชัดเจนว่าไอเดียของเขาไม่ได้ผลโดยสิ้นเชิง

เมอร์ฟี่ ชี้ว่าโปเช็ตติโน่ ควรเปลี่ยนเร็วกว่านี้ ยิ่งการเห็นเอริค ลาเมล่า ลงมาแค่ครึ่งชั่วโมง แต่มีโอกาสลุ้นประตูมากที่สุดในทีมถึง 3 ครั้ง แถมหนึ่งในนั้นเป็นสกอร์ปลุกความหวัง

โปเช็ตติโน่ ไม่ต้องควานหาแพะที่ไหนมารับผิด นอกจากเขาเอง

 

5.กลางสัปดาห์ก่อนเกมนี้ แกรี่ เนวิลล์ แสดงความห่วงใยถึงแฮร์รี่ เคน ว่าถูกใช้งานหนักหน่วงจนดูล้า ไม่เฟรช ไม่คม ขาดแรงกระตุ้น บ่อยครั้งหายจ้อยเหมือนไม่มีตัวในสนาม

สถิติลงเล่นตั้งแต่ปี 2014/15  มากกว่า 220 นัดให้ทั้งสเปอร์ส และทีมชาติ เรื่องสภาพร่างกายไม่ใช่ปัญหา แต่เนวิลล์ เป็นห่วงด้านสภาพจิตใจที่แบกภาระหนัก ทั้งบทบาทในสโมสร และปลอกแขนกัปตันทีมชาติ

มิหนำซ้ำ กุนซืออังกฤษ อย่างแกเร็ธ เซ้าธ์เกต ดันใช้งานเคน เต็มพิกัดในเกมเปิดหัวยูโร เนชั่นส์ ลีก ที่แพ้สเปน 1-2 และส่งลงอีกร่วมครึ่งชั่วโมงในแมตช์อุ่นเครื่องธรรมดากับสวิตเซอร์แลนด์

ผลงานของเคน ในนัดนี้ ดูแล้วน่าใจหาย มีโอกาสสับไกเพียงสองครั้ง ได้บอลแค่ 22 หน ผ่านบอล 14 ครั้งผ่านแม่นผ่านดีแค่ 9 หน จากการอยู่ในสนามตลอดทั้่งเกม

 

6.ฤดูกาลที่แล้ว สเปอร์ส ปรับตัวเล่นที่เวมบลีย์ ได้ยอดเยี่ยมประหนึ่งบ้านหลังคุ้นเคย กับการแพ้แค่สองนัดต่อเชลซี ต้นซีซั่น และแพ้แมนฯ ซิตี้ ในโค้งสุดท้าย

นอกนั้น โดยเฉพาะบิ๊กแมตช์ที่ไล่ทุบอาร์เซน่อล, เรอัล มาดริด,แมนฯ ยูไนเต็ด, ดอร์ทมุนด์ รวมทั้่งยำใหญ่ ลิเวอร์พูล 4-1

เผินๆ เหมือนสเปอร์ส ไม่มีปัญหากับฟลอร์หญ้าในเวมบลีย์

อย่างไรก็ตาม มันย่อมดีกว่าถ้าพวกเขาได้กลับไปเล่นรังเหย้าแห่งใหม่ตามกำหนดเดิม ซึ่งก็ปักหมุดคือเกมรับมือลิเวอร์พูล นี่แหละ

บรรยากาศจะปลุกเร้ากว่านี้ นักเตะมีพลังงานแฝงมากกว่านี้ เพราะไม่มีใครอยากแพ้ประเดิมบ้านใหม่

ไม่เพียงเท่านั้น การบ้านของโปเช็ตติโน่ ยังงอกขึ้นเป็นถั่วแช่น้ำ หลังเห็นทีมเสียสองประตูจากลูกเซตพีซให้วัตฟอร์ด และโดนหงส์ขึ้นนำในจังหวะเตะมุม

เวลาบอลแพ้ อะไรแย่ๆ ก็มักรุมเร้าอย่างนี้เสมอ….