Talking Points : จ่าฝูงของหงส์

13 August 2018
3,047 VIEWS

หลังจากเหงาเป็นหมาหงอยมาร่วมเดือนตั้งแต่หมดมหกรรมฟุตบอลโลก ถึงเวลาที่บรรยากาศเชียร์บอลกลับมาตื่นเต้นคึกคัก เลือดลมสูบฉีดแรง อะดรีนาลีนพวยพุ่งเป็นท่อปะปาแตก เมื่อฤดูกาลลูกหนังพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ติดริบบิ้นคิกออฟ

บนพื้นที่ตรงนี้ ถ้าไม่ติดขัดธุระอะไร จะมาสรุปประเด็นน่าสนใจหลังเกม ฝากให้ชาว SPORTDesk. ติดตาม

เริ่มต้นสัปดาห์แรกด้วยชัยชนะ 4-0 ของลิเวอร์พูล พร้อมกับประเดิมซีซั่นใหม่ในฐานะจ่าฝูง

 

1.จ่าฝูงนัดเปิดในรอบ 24 ปี

พยายามขูดความทรงจำว่าลิเวอร์พูล เคยออกสตาร์ตนัดแรกพร้อมรั้งจ่าฝูงบนตารางเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อใด แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก

ต้องย้อนกลับไปโน่นแหละ ฤดูกาล 1994/95  ยุคของรอย อีแวนส์ เปิดหัวร้อนแรง บุกถล่มคริสตัล พาเลซ 6-1 แถมยังชนะแบบคลีนชี้ตอีกสองนัดต่อมา ก่อนเริ่มสะดุด เสมอค้อนในบ้าน ตามด้วยแพ้แมนฯ ยูไนเต็ด 0-2 ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

หลังจากนั้่นก็เข้าสู่โหมดเดิมของทีมนี้ คือขาดความคงเส้นคงวา บทจะเล่นดีก็ชนะติด ๆ กัน บทจะย่ำแย่ ก็กล้าปล่อยให้พาเลซ มายันเสมอ 0-0 ถึงแอนฟิลด์ ในนัดแก้มือ

หงส์แดงจบแค่ที่ 4 ในคราวนั้น ตามหลังทีมแชมป์อย่างแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ถึง 15 คะแนน

ว่ากันว่าอันดับเดียวกันสำหรับฤดูกาลนี้ น่าจะถูกมองว่าลิเวอร์พูล ทำผลงานได้ต่ำกว่าเป้า !

 

2.สำรองอุ่นใจ

นอกจากไลน์อัพผู้เล่นตัวจริงที่เกือบต้องเรียกว่าแข็งโป๊กที่สุดเท่าที่เจอร์เก้น คล็อปป์ จะจัดลงสนามในฤดูกาลนี้

เหลือบตาไปมองม้านั่งสำรอง แฟนหงส์คงกล้าตั้งความหวังว่าอย่างน้อยที่สุด  ลิเวอร์พูล จะมีทีมที่สามารถยืนหยัดต่อกรบนเส้นทางลุ้นแชมป์ไปได้ยาว ๆ

รายชื่อนักเตะที่รอโอกาสเปลี่ยนตัวลงเล่น ประกอบด้วยลอริส คาริอุส, เนธาเนียล ไคลน์, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เซอร์ดาน ชาคิรี่, ฟาบินโญ่, อดัม ลัลลานา รวมถึง แดเนียล สเตอร์ริดจ์

นี่ขนาดว่ายังขาดเดยัน ลอฟเรน, โฌแอล มาติป และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน ไปแล้วด้วย

ขุมกำลังสำรองดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับนัดชิงชปล. เมื่อเดือน พ.ค. ที่มี ซิมง มิโญเล่ต์, ไคลน์, รักนาร์ คลาวาน, อัลแบร์โต้ โมเรโน่, ลัลลานา, เอ็มเร่ ชาน และโดมินิก โซลันกี้ นั่งตบยุงอยู่ข้างสนาม

ปัญหาบาดเจ็บบวกกับคุณภาพที่ยังไม่ถึง ทำให้การแก้เกมของคล็อปป์ ได้ผลเพียงน้อยนิด

ลัลลานา ทดแทนการเจ็บเร็วของโม ซาลาห์ ไม่ได้ ขณะที่ชาน ผ่านความฟิตมาหวุดหวิด แต่ไม่เต็มร้อย ส่วนโซลันกี้ ใครจะคาดหวังอะไรได้

 

3.เกอิต้า คือนิว เจอร์ราร์ด

คงยากจะให้นิยามความเป็นมิดฟิลด์ของนาบี เกอิต้า ในแบบสั้น ๆ เพียงไม่กี่คำ

แต่ถ้าบอกว่านี่คือ นิว สตีเว่น เจอร์ราร์ด หรือเจอร์ราร์ดคนใหม่ หลายคนน่าจะพอเห็นภาพ

มีความครบเครื่องในบทบาททั้งตัวรุกและรับ

ประตู 1-0 จากการชาร์จโล่ง ๆ ของซาลาห์ ต้องให้เครดิตเกอิต้า ที่ไหลบอลแบบให้ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน เล่นง่ายที่สุดไปกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

แบ็กซ้ายจอมบุก มีหน้าที่แค่เปิดจังหวะเดียวไปหน้าประตู ปล่อยที่เหลือให้ซาลาห์ จัดการหวานเจี๊ยบ

บทบาทหลายอย่างในตัวคนเดียวของเกอิต้า ชวนให้นึกถึงความสำเร็จของ เลสเตอร์ กับเชลซี ว่าไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เพราะก็องเต้ช่วยต่างหาก

มีหนึ่งคน แต่เล่นเหมือนมี 2-3 คน เท่ากับทำให้ทีมได้เปรียบคู่แข่ง

เหลืออย่างเดียวที่เกอิต้า ต้องรอพิสูจน์ว่าจะดีเท่าเจอร์ราร์ด หรือไม่ คือการจบสกอร์จากแถวสองที่เป็นเครื่องหมายการค้าของตำนานเบอร์ 8

 

4.ค้อนไม่จอดรถบัส

สามแต้มเหมือนง่ายของลิเวอร์พูล ส่วนหนึ่งเพราะแท็คติกของเวสต์แฮม ภายใต้การทำงานของมานูเอล เปเยกรินี่

ในฐานะอดีตกุนซือแมนฯ ซิตี้ ชุดคว้าแชมป์ลีก  การวางแผนรับลึกแบบจอดรถบัสในสไตล์โชเซ่ มูรินโญ่ จีงไม่อยู่ในพจนานุกรมของโค้ชชาวชิลี

แต่ปัญหาคือมันเข้าทางลิเวอร์พูล ที่ต้องการพื้นที่สุดท้ายเพื่อโจมตี และแผงหลังขุนค้อนก็จัดให้ตามเรียกร้อง โดยการยืนทิ้งระยะไม่ต่ำกว่า  10 หลาห่างจากผู้รักษาประตู

เปเยกรินี่ อาจเพิ่งมาใหม่ในฐานะคู่แข่งของคล็อปป์ จึงยังไม่รู้ว่าหลายทีมจัดการ “เอาอยู่” ฟุตบอลสไตล์เฮฟวี่เมทัล ด้วยการไม่ยอมแลกด้วย

ยิ่งมาเยือนแอนฟิลด์ หนทางเดียวที่จะไม่เจ็บตัว คืออุดให้นานที่สุด ยื้อเวลาและรอคอยโอกาสอย่างอดทน

เข้าใจว่าป่านนี้ เปเยกรินี่ น่าจะรู้ซึ้งเรียบร้อย แต่นัดต่อ ๆ ไปของลิเวอร์พูล คงไม่ง่ายเหมือนเกมนี้

ภารกิจ 38 ขั้นสู่แชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยแรก ยังมีอุปสรรครออยู่อีกเพียบ….