Super Kahn !!!!

เรื่องฟุตบอลที่คนไม่ชอบบอล ก็น่าจะอ่าน

เรื่องจาก ตำนานนักเตะที่ คิดโคตรจะเจ๋ง

ผมไม่ใช่แฟนฟุตบอลบุนเดสลีก้า เพราะว่า ใจเอนเอียงไปทาง ฟุตบอลอิตาลีเสียเยอะ …

แต่วันนี้ได้โอกาสไปทำงาน Bundesliga Experience Bangkok Tour ที่ได้คุยกับตำนานอย่าง Oliver Kahn ที่ปกติเคยเห็นแต่ในจอทีวี หรือใกล้ที่สุดคือ ซุ้มประตูขนาดยักษ์สนามบินมิวนิคต้อนรับฟุตบอลโลก 2006 (ที่เจ้าตัว กลายเป็นมือสอง) วันนี้ เมื่อได้รับคำทักทายอย่างเป็นมิตรว่า “Hallo Master !!!” กับการสื่อสารภาษาอังกฤษที่ดีเลิศ รู้สึกเปิดประตูใจได้ดีมากๆ

40 นาทีที่คุยกัน ด้วยวัจนภาษาที่คุยกัน และอวัจนภาษา มุกต่างๆ บนเวทีที่ถ่ายทอดมา มันยอดมาากกกกก

1. ที่ประทับใจหลักๆ คงเป็นเรื่องของระบบความคิดที่เป็นระบบ แบบเยอรมันแท้ๆ มีโครงสร้าง ไม่สะเปะสะปะ มีความอดทนรอผลสำเร็จ คิดวิเคราะห์แบบจริงๆจังๆ ไม่ปล่อยรายละเอียดใดๆไป และ ความเป็นสุภาพบุรุษที่ ไม่เคยลืมเรื่องเจ็บปวด เพราะยังไงมันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคน

2. เป็นสัญชาตญาณผมว่า เวลาสัมภาษณ์ต่างชาติ ต้องถามเกี่ยวกับ “คนไทย” ในมุมของเขา โดยถามว่า “คนไทยเป็น คนตัวเล็ก พวกเราสามารถประสบความสำเร็จใน การเป็นผู้รักษาประตูได้ขนาดไหน เพราะผู้รักษาประตู ส่วนใหญ่ต้องตัวใหญ่ๆ”

3. สำหรับคนเยอรมัน ไซส์ใหญ่อาจจะไม่คุ้นกับคำถามแบบนี้ แต่เขาตอบได้ชาญฉลาดว่า “ผมว่า ใหญ่เล็กไม่ใช่เรื่องใหญ่ คนแต่ละคนมี ไซส์ไม่เท่ากัน แต่ก็มี จุดแข็งที่ไม่เหมือนกัน อยู่ที่วา คุณจะใช้จุดเด่นของคุณอย่างไร”

4. “ชัวร์ล่ะว่า คนตัวเล็ก คงต้องฝึกทักษะการกระโดดให้ไกล ชดเชยขนาดรูปร่าง แต่การเล่นเป็นผู้รักษาประตู มันมีทักษะอื่นที่สำคัญกว่านั้น สายตา สำคัญมาก .. การอ่านเกมเพื่อดักทางบอล ยิ่งสำคัญ

คุณลองดูสิว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ ตัวใหญ่แบบ Manuel Neuer (มือหนึ่งบาเยิร์น และทีมชาติเยอรมัน) หรือ Timor Courtois (มือหนึ่งเบลเยี่ยม และ โกล์ของ เรอัลมาดริด) ดูอย่าง Andrea Ter-Stegen สายตาของเขาว่องไวมาก อ่านเกมดี ดักทางถูก เขาก็ประสพความสำเร็จได้ทั้งที่ตัวเล็ก”

5. ถามถึงเคล็ดลับความสำเร็จของฟุตบอลเยอรมัน คือระบบพัฒนานักเตะตั้งแต่ยังเด็ก ที่เขาบอกว่า “เราพัฒนากันต่อเนื่อง และ การที่เรามีวันนี้ และได้แชมป์โลก 2014 เพราะการทีพวกเรา เริ่มต้นคิด ในวันที่เราล้มเหลวในยุโร 2000 ว่าเราต้องเปลีย่นวิธีการ หา “การศึกษา” (หมายถึงทางฟุตบอล) ใหม่ๆ ที่จะสร้างทีมใหม่ ผลของ 2000 คือ แชมป์โลก 2014 นั่นเอง” (หลักการเยอรมันจริงๆ คือ ไม่หวังผลเร็ว ทำวันนี้พรุ่งนี้ต้องสำเร็จ)

6. เสน่ห์อีกอย่างของ คาห์นคือ ไม่ลืมที่จะ พูดถึง สิ่งที่เจ็บปวด โดยเขาบอกว่า “ผมไม่ลืม เรื่องที่ทีมชาติเยอรมันในฟุตบอลโลก 2018 นะ และหวังว่ามันจะเป็นแค่ ข้อยกเว้นสำหรับฟุตบอลเยอรมันเรา”

7. เช่นเดียวกัน เขาเมื่อถามว่า อะไรคือประสบการณ์ที่ เป็นที่น่าจดจำที่สุดของเขาตลอดอาชีพในบุนเดสลีก้า เขาไม่ลืมที่จะบอกว่า “มันมีหลายอย่างที่น่าจดจำ แต่ ต้องไม่ลืมว่า มันก็มีเยอะที่ เจ็บปวดมาก ทุกคนคงจำได้ว่า นัดชิง แชมป์เปี้ยนส์ลีก 1999 นั้นมันเป็นอย่างไร .. อืมม แต่ผมขอไม่พูดละกันนะ”

8. เช่นเดียวกับที่เขาบอกว่าหนึ่งในการ เป็นนักเตะที่เก่งไม่ว่าตำแหน่งไหนคือการมี ไอดอล ที่เป็นแรงจูงใจ สำหรับเขาแล้ว ชื่อต่างๆที่เป็นตำนาน โกล์เยอรมัน เช่น Sepp Meier, Herald Schumacker, Bodo Ilkner, Andreas Kopke ล้วนแต่เป็นแรงบันดาลใจ

พร้อมกับติดตลกกับ สิ่งที่น่าจะเป็นฝันร้ายที่สุดของเขาว่า “อีกคนนึ จำได้ไหม Jens Lehmann” (โกลล์ ทีมชาติเยอรมัน ที่ ถูกเลือกให้มาแทนตำแหน่งเขาในฐานะผู้รักษาประตูมือหนึ่ง ในฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมันเป็นเจ้าภาพ)

9. สำหรับผมแล้ว การที่เขาไม่ละเลยที่จะพูดถึง ความเจ็บปวดหลายๆครั้งในชีวิต แต่ กลับมองว่ามันคือ ส่วนหนึ่งของชีวิต มันบอกเลยว่า คนนี้ ไม่ธรรมดา

10. ถามคาห์นว่า ทำไมบุนเดสลีก้าถึงได้มี แฟนบอลเฉลี่ยเข้าชมในสนามเยอะที่สุดกว่าลีกอื่นๆ แต่ละนัดมีไม่น้อยกว่า สี่หมื่นคน …

คาห์น บอกว่า สำหรับเยอรมันแล้ว ฟุตบอล เป็นเหมือนวัฒนธรรมและประเพณี ที่มีความผูกพันกัน จินตนาการดูละกัน แม้แต่เกมที่ ทีมอันดับที่ 13 พบกับทีมอันดับ14 ก็จะมีแฟนบอลไมน้อยกว่า 40,000 คนเข้าไปดูในสนาม เพราะแฟนบอลเยอรมันนั้น เข้าไปเชียร์ทีมตัวเอง แม้ว่าทีมตัวเองจะเล่นห่วยขนาดไหนก็ตาม !!! (โคตรสปิริต)

12. อะไรคือ สิ่งที่ทำให้ ฟุตบอลเยอรมันประสพความสำเร็จ คาห์น ตอบแบบเยอรมันแท้ๆ “การวางยุทธศาสตร์ ที่ชัดเจนว่า พวกเราจะต้องมีทิศทางไปทางไหน จากนั้นค่อยๆ พัฒนาจุดต่างๆให้สอดคล้องไปกับ ทิศทางที่เราต้องการจะไป นั่นแหละคือ ความสำเร็จของพวกเรา”


RELATED POSTS

Thought

มังกรอันตราย!!!

เดชรัช นุชพุ่ม

หลังต่อสู้ห่ำหั่นกันบนพื้นหญ้ามาได้ 2 ขวบสัปดาห์ ฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ 2019 ก็ได้ 16 ทีมผ่านรอบแบ่งกลุ่มเข้าสู่รอบน็อกเอาท์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าในรอบ 16 ทีมนี้สำหรับแฟนฟุตบอลชาวไทยคงไม่มีเกมไหนจะน่าสนใจไปกว่าการพบกันกันของ “ทีมชาติไทย”และ “ทีมชาติจีน” แม้ “เป้าหมาย” ของทีมชาติไทยก่อนมาแข่งขันฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ 2019 จะถูกตั้งไว้เพียงแค่ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีม และสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้แบบหล่อๆแล้ว ด้วยการเข้ารอบเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม ไม่ต้องไปลุ้นเป็นเสมือน “ตัวแถม” กับอันดับ 3  ที่ดีที่สุด แต่กระนั้นหลังมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งแม่ทัพ และทำผลงานในรอบแบ่งกลุ่มได้อย่างยอดเยี่ยมใน 2 เกมสุดท้าย ดูเหมือน ณ ตอนนี้ “ความหวัง” ของทีมชาติไทยจะไปไกลเกินกว่ารอบนี้เสียแล้ว จากการให้สัมภาษณ์ของกุนซืออย่าง “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย รวมทั้งนักฟุตบอลหลายคน ดูเหมือนจะเต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจว่าทัพ “ช้างศึก” จะสามารถต่อสู้กับทีม “มังกร” ได้อย่างสูสี และมีดีพอที่จะเอาชนะคู่ต่อกรเข้าสู่รอบ 8 ทีมต่อไปได้ โดยเฉพาะอดิศักดิ์ ไกรษร ดาวยิงทีมชาติไทย เจ้าของสมญานาม “นักฆ่ามังกร” ที่ดูจะมั่นใจเป็นพิเศษจากสถิติที่มักทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อเจอกับทีมจากแดนมังกร ทั้งการยิง 2 ประตูใส่ทีมชาติจีนในเกมที่ช้างศึกบุกอุ่นเครื่องชนะทีมชาติจีน 5-1 เมื่อปี 2013และยิง 2 ประตูเช่นกันในเกมที่ชนะทีมชาติจีน 2-0 ในเอเชียนเกมส์รอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อปี 2014 รวมทั้งทำประตูช่วยอดีตต้นสังกัดเก่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บุกเสมอซานตง ลู่เหนิง จากจีน 1-1 ในเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่มปี 2014 อีกด้วย และไม่เพียงแค่บรรดาสต๊าฟโค้ชและนักเตะเท่านั้น ในส่วนของแฟนฟุตบอลชาวไทยก็มีความเชื่อมั่นว่าทัพช้างศึกจะสามารถสู้กับทีมชาติจีนได้อย่างสูสี และน่าจะสามารถเอาชนะทีมชาติจีนผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายต่อไปได้ หลังได้เห็นการทำหน้าที่ของโค้ชโต่ย และฟอร์มการเล่นใน 2 เกมล่าสุดที่ขุนพลช้างศึกทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยกันเล่นอย่างเต็มที่จนทีมสามารถพลิกสถานการณ์เข้ารอบ 16 ทีมมาได้ ซึ่งทำให้เห็นว่าแท้จริงแล้วทีมชาติไทยอยู่ในจุดไหนของทวีปเอเชีย อย่างไรก็ตามแม้กุนซือ นักเตะ รวมทั้งแฟนบอลของทัพช้างศึกจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจว่าจะสามารถสู้ได้มากแค่ไหน แต่ในความเป็นจริงทีมชาติจีนก็ยังเป็น “มังกรอันตราย” ที่เราไม่อาจจะประเมินคู่ต่อสู้รายนี้ต่ำเกินจากความเป็นจริงไปได้…  ทีมชาติจีนมีอันดับ และสถิติในการพบกันที่ดีกว่าที่ชาติไทยมาก โดยฟีฟ่าแรงค์กิ้งทีมชาติจีนอยู่อันดับที่ 76ส่วนทีมชาติไทยอยู่อันดับ 118  และสถิติการพบกัน  25ครั้ง เป็นทีมชาติจีนที่ชนะได้ถึง 17 ครั้ง ทีมชาติไทยชนะได้เพียง 3 ครั้ง และเสมอกัน 5 ครั้ง  นอกจากนั้นทีมชาติจีนยังมีมาร์เซโล ลิปปี้ กุนซือชาวอิตาลีที่มีดีกรีพาทีมชาติอิตาลีคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้มาแล้วเป็นคนคุมทัพ ซึ่งแน่นอนว่าด้วยประสบการณ์ในการคุมทีมของกุนซือวัย 70 ปีจะต้องมีแผนการเล่น หรือแท็คติคที่ทำให้ทีมชาติไทยต้องเจอความลำบากอย่างแน่นอน สังเกตได้จาก 3 เกมที่ผ่านมากุนซือเฒ่าเปลี่ยนแผนการเล่นที่หลากหลายและไม่มีแผนกาเล่นที่ตายตัว ทั้ง 5-3-2 หรือ 4-3-3 และแม้ทีมชาติจีนชุดนี้จะเป็นเสมือน “มังกรเฒ่า” จากอายุเฉลี่ยของผู้เล่นที่ 28.7 ปี ซึ่งผู้เล่นส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 20 ปลายๆและกว่าครึ่งทีมอายุเกิน 30 ปี  รวมทั้งมีผู้เล่นที่อายุมากที่สุดในการแข่งขันอย่าง เจิ้ง จื้อ ในวัย 38 ปี ทว่าก็เป็นมังกรเฒ่าที่แข็งแกร่งด้วยรูปร่างของผู้เล่น โดยมีความสูงเฉลี่ยของนักเตะ 182เซนติเมตร […]

Story

NIKE vs ADIDAS : การรบบนสนามหญ้าของสิ่งที่เรียกว่า “แบรนด์”

Mr.BOSTON

ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายแล้ว เราเห็นการต่อสู้ ฟาดฟันในสนามหญ้าของเหล่านักเตะแนวหน้าจากทั่วโลก เพื่อชิงชัยความเป็นหนึ่งกันทุก ๆ สี่ปี แต่นั่นคือ การชิงชัยกันที่เรามองเห็น และมีถ้วยรางวัลเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ

Thought

คิดซะว่ามันคือ “โอกาส”

ไข่มุกดำ

เรื่องผลการแข่งขันที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกไปชนะอาร์เซนอล ถึงเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม 3-1 ทะลุสู่รอบ 5 เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จคง “ไม่พูด” กันอีกเนอะ เช่นกันว่า เป็นชัยชนะ “ติดต่อ” เป็นนัดที่เท่าไหร่แล้วก็ “ไม่พูด” เช่นกันนะ เอาเป็นว่า ผม “สดุดี” โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ กับ “ฝีมือ” ครบเครื่องในการคุมทัพปิศาจแดงคำรบนี้ที่ผ่านบท “ทดสอบ” แล้วหลายบทไม่ว่าจะเกมกับสเปอร์ส หรือนัดนี้กับทีมปืนโตที่แม้จะพิการเสียเซนเตอร์ฮาล์ฟที่ไม่ดีอยู่แล้วครึ่งละ 1 คนออกจากสนามก็ตาม ทว่าก็เป็นศึกที่ไม่ง่ายอยู่ดีกับแมตช์ที่กองหน้า (อีกคน) อเล็กซิส ซานเชส ทำประตูได้ด้วย ส่วนอีก 2 ประตูมาจาก เจสซี ลินการ์ด และอองโตนี มักซิญัล ครบถ้วนกระบวนความตามติด มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่สถาปนตัวเองอย่างชัดเจนที่สุดไปก่อนหน้านี้แล้ว ว่าแล้ว วันนี้ผมจึงอยากพูดถึงบทสัมภาษณ์ทาง “บีบีซี” ของเพชรฆาตหน้าเด็ก โซลชาร์ […]