“ซัมเมอร์ แชมเปียนส์ ลีก” โหมโรงสงครามระหว่าง ยูฟา และ ฟีฟา

ยูฟา
5 March 2020
21 VIEWS

แม้จะดูเหมือนเป็นองค์กรที่มีขนาดเล็กกว่า แต่อำนาจของ ยูฟา หรือ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรปไม่ได้ดูเป็นรอง ฟีฟา หรือ สหพันธ์ฟุตบอลโลกเลยแม้แต่น้อย ยิ่งในส่วนของของรายได้ที่ได้มาจากการทำการตลาด และ ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดยิ่งเรียกได้ว่า ยูฟา นำ ฟีฟา ไปไกลเนื่องจากพวกเขามีวัถุดิบอย่าง “สโมสรยุโรป” อยู่ในมือ และในแต่ละปี ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก ก็ทำเงินให้กับ ยูฟา มหาศาล นับเฉพาะปีที่ผ่านมาปีเดียว องค์กรลูกหนังยุโรปฟันเงินจาก ชปล. กว่า 1.2 พันล้านยูโร หรือกว่า 40,000 ล้านบาท

จึงไม่แปลกที่ ยูฟา อยากจะหันมาจับตลาดฟุตบอลระดับสโมสรบ้าง และเกิดเป็นฟุตบอลรายการชิงแชมป์สโมสรโลก หรือ ฟีฟา คลับ เวิลด์ คัพ ขึ้นมาในปี 2000 เพื่อหวังส่วนแบ่งการตลาด แต่จนแล้วจนรอด ฟุตบอลฤดูกาลนี้ก็ยังทำได้เป็นเพียงแค่รายการไม้ประดับ เพราะถึงแม้จะคัดทีมระดับท็อปจากแต่ละทวีปมาเล่นกัน ทว่าสุดท้าย ก็จะเป็นสโมสรจากยุโรปขึ้นมาครองแชมป์ได้เป็นส่วนใหญ่ และส่วนน้อยจะเป็นสโมสรจาก อเมริกาใต้ ซึ่งมันบ่งบอกให้เห็นถึงความห่างชั้นของระดับของฟุตบอลจนขาดความน่าสนใจ

นั่นทำให้ ฟีฟา เล็งเห็นว่าควรมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการแข่งขันรายการนี้เกิดขึ้น เพื่อให้การแข่งขันสนุก ตื่นเต้น และได้รับความสนใจจากแฟนบอลทั่วโลกมากกว่าเดิม โดยพวกเขาจะปรับเวลาการแข่งขันจากเดิมในช่วงปลายปี มาเตะกันในช่วงซัมเมอร์ ราวเดือน มิถุนายน ถึง กรกฎาคม และจะเพิ่มจำนวนสโมสรเป็น 24 ทีม เพื่อความน่าสนใจที่เพิ่มขึ้น และหวังส่วนแบ่งการตลาดเพื่อทำรายได้เข้าสู่องค์กรมากขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อ ฟีฟา แก้เกมมาขนาดนี้ มีรึที่ ยูฟา จะยอมง่าย ๆ พวกเขาเองก็ต้องขยับตัว เพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดให้อยู่กับพวกเขาเองต่อไปเช่นกัน โดยล่าสุด ไอเดีย ซัมเมอร์ แชมเปียนส์ ลีก ก็ผุดขึ้นมาจากฝั่งของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป โดยเป็นโมเดลที่น่าสนใจ และน่าจะทำให้ ฟีฟา ต้องกลับไปคิดดี ๆ อีกรอบถึงรูปแบบของฟุตบอล คลับ เวิลด์ คัพ ของใหม่ของพวกเขาก็ได้

โดย “ซัมเมอร์ แชมเปียนส์ ลีก” ของยูฟา ตามรายงานล่าสุดที่ออกมา แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ ระบุว่า องค์กรลูกหนังยุโรป จะรับมือกับ อินเตอร์ เนชันแนล แชมเปียนส์ คัพ องค์กรเจ้าพ่อฟุตบอลช่วงซัมเมอร์ ในการจัดฟุตบอลสโมสรยุโรปช่วงหน้าร้อนขึ้นมา ซึ่ง ยูฟา รู้ดีว่า “ตัวดูดคนดู” คือบรรดาสโมสรในพรีเมียร์ลีก ทำให้พวกเขาเคลมว่าโปรเจคดังกล่าว จะได้รับความร่วมจากหลากหลายสโมสรในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีในการเข้าร่วมด้วย

สำหรับแพลนเบื้องต้นที่มีการรายงานออกมาทางสื่อชื่อดังทั่วยุโรป เกี่ยวกับโปรเจคที่จะเกิดขึ้นในช่วงซัมเมอร์ มีรายละเอียดที่จะพอระบุได้ดังนี้

1. การแข่งขันฟุตบอล ซัมเมอร์ แชมเปียนส์ ลีก รายการนี้ จะได้รับความร่วมมือจาก ยูฟา ในการรับรองการแข่งขันรวมไปถึงให้ยืมใช้แบรนด์ และ โลโก้ แต่คนดำเนินการรันทัวร์นาเมนต์ จะยังเป็นทาง อินเตอร์เนชันแนล แชมเปียนส์ คัพ หรือ ไอซีซี นั่นเอง

2. การคัดเลือกทีมเข้าร่วม จะใช้กฎการคัดเลือกตามลำดับการจบของแต่ละลีก เช่นเดียวกับใน ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก ปกติ เป็นหลัก แม้จะมีการเชิญทีมบางทีมที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรปเข้าร่วมในบางครั้งก็ตาม ทั้งนี้เพื่อศักดิ์ศรี และความจริงจังของการแข่งขัน

3. มีข้อตกลงระหว่าง ไอซีซี กับ ยูฟา ที่จะดำเนินการจัดการแข่งขันฟุตบอลรายการนี้ในฉบับแรกนาน 8 ปี ติดต่อกัน และในครั้งแรก จะประเดิมในสหรัฐอเมริกาก่อน และอาจจะมีการโยกย้ายมาจัดในเอเชีย ปีต่อ ๆ ไป

4. แน่นอนว่าการแข่งขันจะเป็นรูปแบบเดียวกับ แชมเปียนส์ ลีก คือแบ่งทีมเป็นกลุ่ม ๆ ก่อนเอา 2 ทีมที่ดีที่สุดของแต่ละกลุ่ม มาเล่นในรอบน็อคเอาต์ต่อไป

5. มีข้อตกลงระหว่างทีมที่เข้าร่วมกับฝ่ายจัดการแข่งขันว่า จะต้องส่งทีมชุดแรกที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในตอนนั้นลงสนาม เพื่อความเข้มข้นและจริงจังของการแข่งขัน

6. ทัวร์นาเมนต์นี้ จะเริ่มต้นครั้งแรกในปี 2021 และแน่นอนว่าจะดำเนินการโดย รีเลเวนต์ สปอร์ตส์ ผู้ที่จัดการแข่งขันฟุตบอล ไอซีซี นั่นเอง

7. ยูฟา จะดำเนินการทำข้อตกลงกับสหพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้ หรือ คอมเมโบล เพื่อดึงทีมจากอเมริกาใต้ เข้ามาร่วมรับเชิญในทัวร์นาเมนต์นี้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้กำลังอยู่ในการพิจารณาและทำข้อตกลงร่วมกันอยู่

โปรเจคดังกล่าว จึงเปรียบเสมือนการประกาศสงครามเพื่อแย่งพื้นที่ทางการตลาด และ รายได้ระหว่างสององค์กรลูกหนังระดับโลกอย่างชัดเจน เพราะช่วงเวลาในการแข่งขันของทัวร์นาเมนต์ทั้ง 2 มันคือช่วงเวลาเดียวกัน ทั้ง คลับ เวิลด์ คัพ รูปแบบใหม่ และ ซัมเมอร์ แชมเปียนส์ ลีก

แม้ว่าพวกเขาต่างทำเพื่อรายได้มหาศาลที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับจากแฟนบอล เพราะที่ผ่านมา ฟุตบอลในช่วงซัมเมอร์ ถ้าไม่ตรงกับปีปฏิทินที่มีการแข่งขันฟุตบอลระดับเมเจอร์ อย่าง ฟุตบอลโลก หรือ ฟุตบอลยูโร ก็เรียกได้ว่าไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร และตลาดตรงนี้ ยังมีช่องว่างในการเข้ามาแสวงหารายได้อีกมา

และไม่ว่าการแข่งขันในครั้งนี้จะดุเดือดแค่ไหน ใครจะชนะ หรือ ได้รายได้กำไรมากกว่าในตลาด แต่เชื่อได้ว่า ผู้ได้กำไรที่แท้จริงในการแข่งขันของสองมหาอำนาจวงการฟุตบอลในครั้งนี้ หนีไม่พ้น “แฟนบอล” อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่จะมีฟุตบอลดี ๆ ให้ได้รับชมกันในช่วงซัมเมอร์แน่นอน!