เจ็บปวด-กำลังใจ-เชื่อมั่น สู่วันที่กลับมายืนในสนามอีกครั้งของ อังเดร โกเมส

อังเดร โกเมส
7 March 2020
74 VIEWS

กองกลางทีมชาติโปรตุเกสกลับมายืนในสนามอีกครั้งโดยใช้เวลาเพียง 112 วัน ในการต่อสู้กับอาการบาดเจ็บหนัก จากอาการข้อเท้าหักแบบผิดรูป อังเดร โกเมส ปะทะกับ ซอน ฮึง มิน และ แชร์จ ออริเยร์ ในเกมพบกับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน แต่เขากลับลงสนามได้อีกครั้ง ในเกมพรีเมียร์ลีก ที่ เอฟเวอร์ตัน พ่ายต่อ อาร์เซนอล 2-3 เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แม้จะลงมาช่วยทีมให้พลิกสถานการณ์ไม่ได้ แต่นั่นน่าจะเป็นภาพที่น่าจดจำครั้งหนึ่งในอาชีพของเขาอย่างแน่นอน

ล่าสุด โกเมส เปิดปากและเปิดใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ 2 สื่อดังจากอังกฤษทั้ง บีบีซี สปอร์ตส์ และ สกาย สปอร์ตส์ ในเวลาไล่เลี่ยกัน และในบทสัมภาษณ์นั้น มีเรื่องราวที่น่าสนใจ และ SPORTDesk รู้สึกว่าไม่อยากให้คุณพลาด นำมาเล่าสู่กันฟัง

รู้ว่ามันแย่เพราะแค่มองหน้าคนอื่น

เชื่อว่าทุก ๆ คนยังจำเหตุการณ์ในวันนั้นที่ โกเมส ข้อเท้าหักได้ และหลายคนอาจจะจำเป็นภาพติดตา เพราะมันค่อนข้างเป็นภาพที่น่ากลัวเหมือนกัน แต่เมื่อฟังจากปากคนที่ต้องประสบเหตุการณ์นี้กับตัวเอง เรียกได้ว่าเป็นเรื่องสยองขวัญทีเดียว และเราอาจจะจินตนาการไม่ออกเลยก็ได้ ว่าถ้าเราต้องเจอเหตุการณ์แบบเขา เราจะมีสติและรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้เหมือนเขาหรือไม่?

ผมรู้ทุกอย่าง” มิดฟิลด์โปรตุกีส กล่าว “ผมรู้ดีกว่า มันน่าจะไม่ได้เป็นแค่บาดแผลธรรมดาสำหรับผมแล้ว แต่มันน่าจะส่งผลถึงคนที่มองตรงมาที่ผมด้วย

ผมจำได้ดีว่า เมื่อหมอพยายามจะบิดขาผมให้เข้าที่ ผมมองไปที่เข่าผมตลอดเวลา ผมกอดขาผมไว้กับตัว ทำให้สายตาผมอยู่แค่ที่เขา และกลายเป็นว่าผมมองไม่เห็นเท้าตัวเอง

ผมไม่ต้องการมีภาพจำเกี่ยวกับบริเวณที่บาดเจ็บเพราะมันอาจจะส่งผลต่อจิตใจ ผมเลยไม่มองที่เท้า แต่ผมเห็นแฟนบอลที่อยู่บนอัฒจันทร์ ปฏิกิริยาของพวกเขาเลวร้ายมาก เมื่อคุณไปดูเกม คุณน่าจะต้องการดูการเล่นที่สนุกสนาน และคุณไม่น่าจะต้องการเห็นอะไรแบบนั้นแน่

กำลังใจจากผู้เคยเจ็บปวด

หลังจากเกิดเหตุ โกเมส เลือกจะเก็บตัวเงียบอยู่ระยะหนึ่ง เมื่อเขาพร้อม เขาก็เริ่มโทรหาเพื่อร่วมอาชีพคนอื่น ๆ เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับอาการที่เขาเป็น และตัวเลือกแรกที่เขาโทรไปคือ เชมุส โคลแมน เพื่อร่วมทีมเอฟเวอร์ตัน ที่เคยขาหักเป็น 2 ท่อนในปี 2017 ระหว่างการรับใช้ทีมชาติไอร์แลนด์

ผมพยายามไม่สนใจโทรศัพท์ใน 3-4 วันแรก” เขากล่าว “ผมพยายามใช้เวลา เพื่อที่จะเข้าใจว่าเกิดขึ้นอะไรกับผมอย่างแท้จริง และจะเกิดอะไรขึ้นกับผมต่อไป 

แต่ผมได้รับข้อความจากคนมากมาย ยกตัวอย่าง ผมจำได้ว่ามี แดนนี่ เวลเบ็ค, อารอน แรมซีย์, อลัน เชียร์เรอร์ คนที่เคยบาดเจ็บหนัก ๆ กันมาก่อน มันเหลือเชื่อมาก

ผมคุยกับนักเตะบางคน เชมุส เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น เขาเคยมีอาการบาดเจ็บที่น่ากลัว ผมถามเขาว่า ‘กระบวนการการรักษาของพี่เป็นไง?’ โดยเฉพาะเรื่องของสภาพจิตใจ ‘พี่รับมือกับความเจ็บปวดได้อย่างไง? แล้วพี่กลับมาได้ยังไง?’ ผมต้องการรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บแบบนี้

เขาช่วยผมเยอะมาก และกำลังใจจากแรงสนับสนุน ก็ช่วยให้ผมรู้สึกโอเคขึ้นมากทีเดียว

การเจออะไรแบบนี้มันยากสำหรับผม แต่ มันไม่ได้เกี่ยวข้องแค่กับผมคนเดียวเท่านั้น เมื่อมันรวมถึง ครอบครัว และ เพื่อน ๆ พวกเขาร่วมเจ็บปวดกับผมไปด้วย

มันไม่ใช่อะไรที่พ่อแม่ของผมชอบใจที่จะได้เห็นแน่นอน การต้องมาเห็นผมเจ็บปวดแบบนี้ แต่ ทุกคนรอบตัวผมก็ยอดเยี่ยมมากจริง ๆ

“อย่าออมมือกับผมเลย”

หลังจากอาการดีขึ้น โกเมส ก็พร้อมที่จะกลับมาอีกครั้ง ราวกลางเดือนมกราคมเขากลับไปที่ ฟินซ์ ฟาร์ม สนามซ้อมของทีม “ท็อฟฟี่” ได้อีกครั้ง แต่ไม่นาน เขาก็รู้สึกว่า เพื่อน ๆ กลับปฏิบัติกับเขาเปลี่ยนไป

พวกเขาอยู่ที่นั่นเพื่อผม พวกเขาเข้าใจดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม” โกเมส กล่าว “พวกเขารู้ว่าผมเพิ่งกลับมาจากอาการบาดเจ็บครั้งที่ร้ายแรง ดังนั้นพวกเขาเลยมีความคิดว่า ‘ออมมือให้เขาหน่อยแล้วกัน’

แต่ผมพยายามพูดให้ชัดเจนไปเลยว่า ถ้าผมอยากซ้อมกับเพื่อน ๆ นั่นหมายความว่าผมได้รับอนุญาตมาแล้ว และผมโอเคที่จะซ้อม

ดังนั้น ผมขอให้พวกเขาทำตัวเหมือนผมเหมือนปกติ ไม่ต้องออกมือให้ ผมต้องการที่จะเตรียมตัวเพื่อก้าวต่อไป และก้าวต่อไปคือการกลับไปลงสนาม

ผมจำเป็นต้องพร้อมที่จะลงไปเล่นในสนามอีกครั้ง และ ต้องการเป็นปกติดังนั้นผมจึงเริ่มลงไปซ้อมที่สนาม คนอื่น ๆ ก็เข้าใจ และทุกอย่างก็ง่ายกว่าเดิม

เชื่อมั่นเมื่อคุณทำอะไรสักอย่าง

โกเมส เป็นที่พูดถึงอย่างมากหลังจากกลับมาได้ใน 112 วัน ระหว่างนั้นเขากลายเป็นแรงบันดาลใจ เขาได้มอบหมายให้ผู้ผลิตวีดิโอมืออาชีพทาง ยูทูป มาทำเรื่องราวเป็นสารคดีของเขา เพื่อสร้างแรงบัลดาลใจให้กับผู้คนที่ได้ดูมัน

ผู้คนต่างมีปัญหาของตัวเอง” เขากล่าว “บางปัญหามันเลวร้ายยิ่งกว่าที่ผมต้องเจอ ข้อความจากผมคือ เมื่อคุณต้องการทำอะไร และคุณเชื่อมั่นจริง ๆ คุณจะสามารถผลักดันตัวเองให้ทำสิ่งนั้นได้ คุณทำได้อยู่แล้ว

สิ่งที่ผมอยากทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วีดิโอพวกนั้น มันน่าจะเป็นสิ่งที่ดีต่อผู้คน

มันไม่สำคัญหรอกว่าปัญหาคืออะไร งานของคุณ สิ่งที่คุณทำ สิ่งที่ทำให้คุณเจ็บปวด แค่ทำให้คุณเชื่อมั่นว่าคุณสามารถทำมั่นได้ก็พอ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะสื่อ