“ปม” ที่ขยำ และขยี้

25 July 2018
104 VIEWS

เรื่องบางเรื่องในชีวิตมันช่างละเอียดอ่อนซะเหลือเกิน…

 

ผมจำได้ว่า ช่วงปี 1997 สมัยอังกฤษได้รัฐบาลจากพรรคกรรมกร (Labour Party) โดยโทนี่ แบลร์ ซึ่งชนะการเลือกตั้งแบบพาดหัวหนังสือพิมพ์ใช้คำว่า Landslide หรือถล่มทะลาย

ปัญหาหนึ่งที่อังกฤษ “เผชิญ” คือ เรื่องแรงงาน “เฉพาะทาง” เช่น แพทย์, พยาบาล, คอมพิวเตอร์, chef อาหารนานาชาติแบบมีฝีมือ หรือกระทั่งนักข่าว (ภาษาเฉพาะต่างชาติ) แบบตัวผมเอง (ภาษาไทย) และอีกหลายอาชีพนะครับ

วิธีปฏิบัติตอนนั้น คือ การอนุมัติ “วีซ่าทำงาน” ให้กลุ่มเหล่านี้ค่อนข้างง่าย เช่น ผมเอง และมี “พี่โจ้” ลิตเติ้ลโจ ด้วยอีกท่านในฐานะนักข่าวที่ต่อวีซ่าติดต่อกันน่าจะสัก 3-4 ปีเราก็ได้ “วีซ่าถาวร” หรือ Indefinite Leave to remain in the U.K. กันแล้ว

เหมือนที่อเมริกาเรียกว่า “Green Card” นั่นแหละครับ

ถัดจากนั้นอีกไม่กี่ปี น่าจะ 2-3 ปีก็น่าจะขอพาสปอร์ตอังกฤษได้แล้ว เพียงแต่ว่า ตัวผมเองเลือกกลับประเทศไทยก่อน และไม่ได้สนใจอะไรใดในการรักษาสิทธิ์ดังกล่าวไว้

เพราะปัจจุบันการขอ “วีซ่า” ไปอังกฤษ หรือไปไหน ๆ ไม่ได้ยากอะไร เช่น อังกฤษ จะขอแบบท่องเที่ยว หรือขอได้ถึง 3 ปีด้วยซ้ำจากข้อมูลล่าสุดเมื่อสัก 3 ปีก่อนนะครับ

ประเด็น คือ ในยุค 90s จนถึงปัจจุบันก็น่าจะมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่อาศัยต่อเนื่องอยู่ในสหราชอาณาจักร และมี “ครอบครัว” ลูกเต้าโต สัญชาติอังกฤษ เชื้อชาติไทยมิใช่น้อย

 

ตอนที่ผมไปอังกฤษใหม่ ๆ ค.ศ.1997 ก็พอทราบว่า คนไทยยุค 2 ได้เข้าไปตั้งแต่ราว ๆ 70 – 80s จากกลุ่มคนทำงานตามโรงแรม (กลุ่ม Catering หรือด้านอาหาร)
(คนฟิลิปปินส์ ซึ่งภาษาอังกฤษดีกว่า ก็จะมีทางเลือกมากกว่า เช่น ไปเป็นพยาบาล และอาชีพที่สื่อสารได้ ทำนองนั้น)

ลุง ๆ ป้า ๆ เหล่านั้น กลายเป็นเจ้าของกิจการร้านไทย หรือธุรกิจเกี่ยวข้องในภายหลังก็ไม่น้อยในยุคที่ 3 หรือช่วง 90s ที่ผมเดินทางไป และอาศัยได้ทำงาน หาเงินประทังชีวิต และอาหารการกินไปบ้าง แบบซึ้งในพระคุณ

หลายคนทำงานไป และเรียนระดับ Post Graduate หรือปริญญาโท ขึ้นไป และเห็นช่องทางก็หันมาประกอบธุรกิจส่วนตัวทั้งร้านอาหาร หรือนำเข้าสิ่งของจากบ้านเราก็มีอยู่

ด้วยเล็งเห็นว่า การบริหารงานแบบลุง ๆ ป้า ๆ ยังไม่ได้มีระบบแบบแผนอะไรนัก ดังนั้น “ร้านไทย” ยุคแตะนิวมิลเลนเนียมเป็นต้นมาจึงออกแนวทันสมัยขึ้น สวยงาม และเป็นหน้าเป็นตาประเทศชาติมากขึ้น

เพราะเจ้าของ หรือนายทุนเป็นกลุ่มคนในยุคที่มาเพื่อเรียนหนังสือ และมี “ต้นทุน” ชีวิตด้านการศึกษา และครอบครัวที่ดีเพียงพอ

กระทั่งมี “แฟรนไชส์” หรือร้านดัง ๆ มากมาย เช่น ไทยสแควร์ หรือล่าสุด เกรย์ฮาวด์ ก็ไปเปิดตัวที่ลอนดอน

 

ผมเคยคุยกับเพื่อนสนิท และที่ได้ยินได้ฟังมาบ้าง ก็พอทราบว่าก่อนยุค 70s จริง ๆ แล้วบ้านเรามีคนระดับประเทศ และมีชื่อเสียงในสังคมของหลายวงตระกูลใหญ่ไปเรียนหนังสือ และต่อยอดอยู่ในอังกฤษเหมือนกัน

เช่น ตระกูล “ศิลาอ่อน” เจ้าของแบรนด์ “เอส แอนด์ พี”

อันแสดงให้เห็นว่า อาจจะตั้งแต่ยุค 50-60s (ยุคแรก ๆ), ต่อด้วย 70-80s และยุคผมเอง 90s ตามด้วยหลัง ค.ศ.2000 ถึงปัจจุบัน

เอาแค่ “คนไทย” ที่ผมเขียนจากการบอกเล่า และความทรงจำตัวเองในอังกฤษ เฉพาะอย่างยิ่งลอนดอน นั้นมีจำนวนมาก และหลากหลาย และน่าจะถึง “เจนเนอเรชั่น 3/4” ได้แล้วเหมือนกัน

 

คำว่า “Gen 3” ก็ทำให้นึกถึง เมซุต โอซิล นี่แหละครับที่ต้นตระกูลย้ายรกรากมาจากตุรกีในยุค 60-70s ที่เยอรมัน (ตะวันตกในตอนนั้น) ต้องการแรงงานทำงานในประเทศ

ดังนั้น “เนื้อแท้” โอซิล คือ บุคคลเชื้อชาติตุรกี แต่สัญชาติเยอรมัน และแน่นอนต้องมีความเป็นเยอรมันมากเพียงพอในฐานะที่เกิด และเติบโตในแผ่นดินนี้

การรับใช้ชาติจนก้าวสุ่จุดสูงสุดได้แชมป์โลก 2014 และเป็นนักเตะยอดเยี่ยมอีกหลายตำแหน่ง คือ อะไรที่ไม่ต้องพิสูจน์อีกแล้วเรื่องผลงาน กับ “ฝีเท้า” แม้สไตล์อาจมีขัดใจใครไปบ้าง เพราะความเนิบ ๆ ฯลฯ

แต่เพราะ “ภาพถ่าย” ใบเดียวในลอนดอน จังหวะที่การเมืองคุกรุ่นระหว่างรัฐบาลตุรกี และเยอรมัน ที่เห็นโอซิล และอิลคาย กุนโดกัน ชักภาพกับประธานาธิบดี เรเซ็ป ทายยิป เออร์โดกัน ก่อนบอลโลก 1 เดือน (พ.ค.2018) ได้สร้างปรากฎการณ์ขึ้นมา

มันคือการจับ “ทุกปม” มาขยำรวมกันตั้งแต่ ชาติพันธุ์ (ตุรกี), สไตล์การเล่น และกำลังขาลงของโอซิล และการเมือง (ไปถ่ายภาพนั้นได้อย่างไร? ในช่วงจังหวะที่เวลาที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง)

รายละเอียดมันลึกซึ้ง และใช้เวลามากไปเล็กน้อยสำหรับผมจะมาลง “ดีเทล” ให้ในคอลัมน์นะครับ

แต่สรุปคือ 1.ลึก ๆ การเหยียดผิว (เหยียดเชื้อชาติ) มีจริง และเป็น “เหตุผล” สุดท้ายที่โอซิลประกาศ 3 หน้ากระดาษบนช่องทางโซเชียลตัวเอง “อำลา” ทีมชาติ

“เวลาชนะผมคือ คนเยอรมัน แต่เวลาแพ้ผมคือ ไอ้ผู้ลี้ภัย”

2.โอซิล อาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือทำไม่ถูกต้องตามกาละเทศะจริง ๆ กับการถ่ายภาพดังกล่าว และถูกเผยแพร่โดยรัฐบาลตุรกี กึ่ง ๆ คนดังอย่างเค้า และกุนโดกันก็สนับสนุนรัฐบาลชุดนี้

แม้จะกลายเป็น “เครื่องมือ” ทางการเมืองแบบไม่รู้ตัว แต่การ “ปฏิบัติ” ทั้งจากเดเอฟเอ ที่ไม่ได้ปกป้อง หรือช่วยให้เรื่องคลี่คลาย หนำซ้ำกลับโยนน้ำมันลงไปในกองไฟอีก รวมกับประธานสโมสรบาเยิร์นฯ อูลี่ เฮอร์เนสส์ และแฟนบอลจำนวนมาก

สามารถทำให้ โอซิล รู้สึกเหมือนเป็นไอ้พวกลี้ภัยได้จริง

ซึ่งเจ้าตัวก็มี “ปม” นี้ในใจอยู่แล้วด้วย

3.เรื่องสไตล์การเล่น อันนี้อาจจะ subjective หรือแล้วแต่มุมมอง แต่ “ฟุตบอล” มันคือ เกมของคน 11 คน และหากแวดล้อมโอซิล มีตัวพุ่ง ๆ เร็ว ๆ ให้เค้าประคอง และผ่านบอล

การตกรอบแรกของเยอรมันในบอลโลก 2018 ก็คงไม่เกิดขึ้น ทว่ารอบข้างโอซิลก็ “เชื่องช้า” และเป็นบอลไม่มีสปีดเหมือนกัน

โอซิล จึงพร้อมกลายเป็นแพะรับบาปไปโดยปริยายท่ามกลางความ “พ่ายแพ้” ของวงการฟุตบอลเยอรมันทั้งภาพนะครับ

ไม่ใช่ เมซุต โอซิล คนเดียวที่พ่ายแพ้!

 

วกมาที่ “บ้านเรา” ตลาดแรงงานอาเซียนถือกำเนิดแบบถูก และไม่ถูกกฎหมายมานานแล้ว และเห็นชัดมากขึ้น และมากขึ้นโดยเฉพาะอุตสาหกรรมการบริการต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งระดับ “รากฐาน”

เพื่อนบ้านเรา พม่า, เวียดนาม, ลาว ฯลฯ เต็มไปหมด

ล่าสุดกับข้อกำหนดต้องลงทะเบียนแรงงานลูกจ้างต่างด้าว หากผิดมีโทษปรับเป็นแสนก็คงจะทำให้บ้านเราไม่มี “นายจ้าง” กล้าจ้างแรงงานผิดกฎหมาย

แต่ในอีกทาง คือ การเปิดให้มีความถูกต้องในตลาดการค้าแรงงานในประเทศไทยขึ้นมา

วงการฟุตบอลโดยสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยก็ได้ประกาศกฎ 3+1+3 สำหรับไทยลีกในซีซั่น 2019 แล้วเช่นกัน

เรียกได้ว่าเป็น “กฎอาเซียน” หรือ “โควต้าอาเซียน” ก็ว่าได้ที่เปิดให้มีโควต้าเพิ่มเป็น 3 คน ตามด้วยเอเชีย 1 คน และต่างชาติ 3 คน

หรือสูงสุดในทีมฟุตบอล 1 ทีมจะมีนักเตะที่ไม่ใช่ “สัญชาติไทย” ได้ถึง 7 คน และเหลือนักเตะไทย (โดยสัญชาติ) เพียง 4 คนเท่านั้น

จุดนี้ เสียงวิจารณ์แตกเป็น 2 ประเด็นว่า จะปิดโอกาสนักเตะไทยหรือเปล่า? ที่ปัจจุบันก็หาผู้เล่นตำแหน่งสำคัญ เช่น กองหน้า และเซนเตอร์ฮาล์ฟ แทบไม่ได้ เพราะแต่ละทีมใช้โควต้าต่างชาติในตำแหน่งเหล่านี้กันหมด

ยิ่งเพิ่มโควต้าอาเซียน เข้ามา หรือในความหมายคือ ใส่นักเตะอาเซียนได้มากถึง 7 คน โอกาสเด็กไทยจะยิ่งน้อยลง?

ครับ “โควต้าอาเซียน” ไม่ได้บังคับ ทุกทีมอาจใช้นักเตะไทย 11 คนลงสนามก็ไม่มีใครว่า

แต่ด้วยปัจจุบัน นักเตะไทยมีราคา และค่าเหนื่อยแพงมากดังที่ผมเคยเรียนไปว่า ทีมชาติชุดใหญ่ซื้อขายมี 50 ล้านบาท ค่าเหนื่อยมี 500,000 บาทต่อเดือน

เกรดไทยลีกมีชื่อ ค่าเหนื่อยก็เดือนละ 1 แสนปลาย ถึง 3 แสนต้นกันแล้ว

การมีโควต้าอาเซียนน่าจะช่วยในเรื่อง “เงินเฟ้อ” นี้ได้ และช่วยบีบให้นักเตะไทยทั้งรุ่นใหม่ และเก่า ยิ่งต้องปรับปรุงพัฒนาฝีเท้าให้ดียิ่งขึ้น

ใครเก่งจริง อยู่ได้, ใครไม่แน่จริง สูญพันธุ์

เหรียญมี 2 ด้านนะครับ…

 

แน่นอน ผมใช้คำว่า “สัญชาติ” เวลาพูดถึงนักเตะต่างชาติ ไม่ได้ใช้คำว่า “เชื้อชาติ” เพราะต่อไปหลังตลาดแรงงานรวมถึงอุตสาหกรรมฟุตบอล
เป็นเช่นนี้ และ “เสรี” ขนาดนี้

วันหนึ่งข้างหน้า บ้านเราก็ต้องมีนักเตะ “เชื้อชาติอื่น ๆ” อาจจะ พม่า, ฝรั่งยุโรป (ซึ่งมีแล้ว) แต่หลัก ๆ คือ อาเซียนด้วยกันติดทีมชาติไทย ถ้าพวกเค้าดีจริง

ความรู้สึกของคนไทย “เชื้อชาติไทย” จะเปิดรับ หรือมองอย่างไร

จะมองที่ “ฟุตบอล” หรือมองที่ “เชื้อชาติ” หรือ “การเมือง”

หรือจับเป็น “ปม” ขยำแล้วมา “ขยี้” เหมือนกรณี เมซุต โอซิล ที่เป็นประเด็นละเอียดอ่อนเหลือเกินครับ