ซาลาห์ : นักเตะทรงอิทธิพลของโลก 2019

18 April 2019
521 VIEWS

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แนวรุกคนสำคัญของลิเวอร์พูล กลายเป็นนักฟุตบอลคนล่าสุดที่ “ไทม์” นิตยสารชื่อดังของฝั่งสหรัฐอเมริกา ยกย่องให้ติดอยู่ในลิสต์ 100 บุคคลทรงอิทธิพลที่สุดของโลกประจำปี 2019 

สำหรับปีนี้มีบุคคลกีฬาจำนวน 5 คนที่อยู่ในลิสต์รายชื่อเป็นผู้ทรงอิทธิพลของโลก โดยนอกจาก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แล้ว ยังมี เลบรอน เจมส์ นักบาสเก็ตบอลแห่งยุคจากทีมแอลเอ เลเกอร์ส, ไทเกอร์ วูดส์ โปรกอล์ฟชื่อดังชาวอเมริกัน ที่เพิ่งคว้าแชมป์เมเจอร์ เดอะ มาสเตอร์ 2019, อเล็กซ์ มอร์แกน กองหน้าทีมฟุตบอลหญิงของสหรัฐอเมริกา, นาโอมิ โอซากะ นักเทนนิสมือ 1 ของโลก

และ แคสเตอร์ เซเมนยา นักวิ่งสาวแอฟริกาใต้ แชมป์โอลิมปิก 2 สมัย ในระยะ 800 เมตร (เธอเคยต้องถูกตรวจสอบเพศอย่างละเอียด เหตุผลเพราะเธอมีโฮโมนเทสโมสเทอร์โรนมากเกินผู้หญิงปกติ และเธอก็ต่อสู้ต่อเรื่องการตรวจโด๊ป เรื่องนี้มาตลอด) 

ทั้งนี้ ความพิเศษของ ซาลาห์ คือเขาเป็นหนึ่งใน 6 บุคคลที่ได้ขึ้นปกนิตยสารในปีนี้ด้วย โดยแต่ละปกจะแตกต่างกันไป อาทิ เทย์เลอร์ สวิฟท์ (นักร้อง), ดเวย์น จอห์นสัน (นักแสดงชาย), ซานดร้า โอห์ (นักแสดงหญิง), แนนซี่ เปโลซี่ (นักการเมือง) และ กาย์ล คิง (ผู้ประกาศข่าว) 

ซาลาห์ ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร์ไทม์ โดยพูดถึงสิทธิความเท่าเทียมกันของมนุษย์ โดยเฉพาะ ‘เพศหญิง’ ในศาสนาอิสลาม ที่ทุกวันนี้ ยังเหมือนเป็นพลเมืองชั้น 2 อยู่ในบางประเทศ 

“ผู้ชายในวัฒนธรรมของผม และในตะวันออกกลาง ควรจะต้องเปลี่ยนวิธีปฏิบัติต่อผู้หญิง นี่เป็นเรื่องที่ต้องทำ ไม่ใช่แค่ ถ้าทำก็ดี…” โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เผย 

ทั้งนี้ แข้งทีเด็ดของลิเวอร์พูล  ไม่ใช่นักฟุตบอลคนแรกที่ได้ขึ้นปกนิตยสารไทม์ เพราะก่อนหน้านี้มี ลิโอเนล เมสซี่ (ม.ค. 2012), มาริโอ บาโลเตลลี่ (พ.ย. 2012), เนย์มาร์ (มี.ค. 2013) และ  คิลิยัน เอ็มปับเป้ (ต.ค. 2018) 

สำหรับซีซั่นที่แล้ว ถือเป็นปีทองของ ซาลาห์ เพราะเขายิงกระจาย 44 ลูกให้กับ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2017/18 ที่ผ่านมา และทะลุไปถึงรอบชิงฯ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก

ส่วนในฤดูกาลนี้ ซาลาห์ ก็ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรง นำ หงส์แดง มีลุ้นคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสรมาครอง โดยยังต้องขับเคี่ยวกับแมนฯซิตี้ในช่วงโค้งสุดท้าย รวมถึงยังอยู่ในเส้นทางลุ้นถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

นอกจากนั้น ซาลาห์ ยังช่วยนำ อียิปต์ ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นหนแรกในรอบ 28 ปี จากการลุย “เวิลด์ คัพ 2018” ที่ประเทศรัสเซีย เมื่อปีก่อนอีกด้วย