ไวน์ยี่ห้อ “เชลซี” ที่มี “ปูลิซิช” เป็นวัตถุดิบส่วนผสมโดยคนบ่มชื่อ “แลมพาร์ด”

แลมพาร์ด ปูลิซิช
27 October 2019
368 VIEWS

“ช้าช้าได้พร้าเล่มงาม” ที่อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับ คริสเตียน ปูลิซิช ในเกมที่เอาชนะ เบิร์นลีย์ ได้ดีที่สุดคำหนึ่ง หลังดาวรุ่งชาวอเมริกัน ทำเพอร์เฟ็ก แฮตทริก พา เชลซี ชนะเกมนี้ไปได้ด้วยสกอร์ 4-2 และเป็นชัยชนะเกมที่ 7 ติดต่อกันในทุกรายการ

แม้จะเป็นการทำ เพอร์เฟ็ก แฮตทริก ที่ต้องใช้ทั้ง เท้าขวา, เท้าซ้าย และ ศีรษะ เป็นอวัยวะในการทำประตู แต่นั่นไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า มันก็ถูกนับเป็นประตูตามปกติ ทว่า สิ่งที่พิเศษนั้น ไม่ได้อยู่แค่ที่ประตู หรือ ชัยชนะในเกมนี้เท่านั้น หากแต่มันอยู่ที่เส้นทางก่อนที่มันจะเกิดขึ้นต่างหาก

ย้อนกลับไปในเดือนสิงหาคม เมื่อฤดูกาลพรีเมียร์ลีกเพิ่งเปิดฉากขึ้น คริสเตียน ปูลิซิช คือนักเตะตัวจริงของเชลซีภายใต้การคุมทีมของ แฟรงก์ แลมพาร์ด เขามาที่ เชลซี ด้วยค่าตัว 58 ล้านปอนด์ หรือราว 2,240 ล้านบาท ในฐานะตัวตายตัวแทนของ เอเด็ง อาซาร์ ขวัญใจอันดับ 1 ของแฟนบอล “สิงห์บลูส์” ที่จากลาทีมไปตามความฝันที่ เรอัล มาดริด

ตลอด 1 เดือนแรกในทุกรายการกับเชลซี ดาวรุ่งวัย 21 ปี ลงสนามไป 5 นัด และทำได้เพียง 2 แอสซิสต์ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าสิ่งที่แฟนบอลคาดหวังไว้ แถมผลงานของทีมจาก 5 นัด “สิงโตน้ำเงินคราม” ชนะไปแค่นัดเดียวเหนือ นอริช ซิตี้ แต่เสมอไป 2 และ แพ้อีก 2 นัด ทำให้แรงกดดันถาโถมใส่เจ้าหนูอเมริกันแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

หลังจาก 1 เดือนแห่งแรงกดดัน “แลมพ์” ก็ทำในสิ่งที่แฟน ๆ ในตอนนั้นอยากเห็น คือการ ดร็อปปูลิซิช ไว้เป็นตัวสำรอง แต่ในตอนนั้นไม่มีใครรู้หรอกว่า สิ่งที่กุนซือวัย 41 ปีคิด มันมีมากกว่านั้น

จากสัปดาห์ เป็น ครึ่งเดือน จากครึ่งเดือน เป็นเดือนเต็ม ๆ ที่ ปูลิซิช ไม่ได้ลงสนามให้เชลซีในรายการสำคัญ ๆ ทั้งพรีเมียร์ลีก และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก จนหลายคนคิดว่า อดีตดาวเตะของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ อาจจะไม่มีอนาคตในทีมของ แฟรงก์ แลมพาร์ด อีกต่อไปแล้ว 

แต่พอมีคนเริ่มคิดแบบนั้น เจ้าของสถิติยิงประตูมากที่สุดตลอดกาลให้เชลซี ก็ปล่อยเขาลงสนามอีกครั้งในต้นเดือนนี้ โดยเริ่มจากการลวมาเป็นตัวสำรอง และค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาให้เขาเล่นมากขึ้นเรื่อย ๆ จาก 10 นาที เป็น 24 และ 26 นาที โดยสิริรวมเวลาทั้ง 3 เกมที่เขาได้เล่นคือ 60 นาที แต่เขามีถึง 2 แอสซิสต์ ซึ่งมันมากเท่ากับช่วงที่เขาได้เล่นในเดือนสิงหาคมมาทั้งเดือน แถมที่สำคัญ 1 จาก 2 แอสซิสต์ที่เขาทำได้ คือการจ่ายให้ มิชี่ บัตชูอายี ยิงประตูชัยเอาชนะ อาแย็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เก็บ 3 คะแนนสำคัญในศึก ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก เมื่อกลางฤดูกาลที่ผ่านมาด้วย

เมื่อเห็นว่าเขาพร้อม ทั้งแง่จิตใจ และ ความมั่นใจ แลมพาร์ด จึงให้เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงอีกครั้ง ในเกมกับ เบิร์นลีย์ และผมที่ออกมาเราก็ได้เห็นกันแล้ว

ความดีความชมที่เกิดขึ้นกับ ปูลิซิช ในเกมกับเบิร์นลีย์ ต้องยกเครดิตส่วนหนึ่งให้กับความ “มองขาด” ของ แลมพาร์ด ที่ตัดสินใจ ให้เขาพักจากการลงสนาม แต่เป็นการพักเพื่อ “บ่ม” ให้เขาพร้อม และดีขึ้น ไม่ใช่เพื่อ “ดอง” ให้หมดความมั่นใจ เพราะช่วงท้ายของเดือนสิงหาคม นักเตะต้องรับมือกับแรงกดดันโดยไม่จำเป็น และนั่นเป็นสิ่งที่ทำลายความมั่นใจของ ปูลิซิช อย่างมากในสายตาของ “แลมพ์” 

“เขามาร่วมทีมเราด้วยเงินก้อนใหญ่ และ เป็นที่จับจ้องจากหลายฝ่าย แต่นั้นก็เป็นเหตุผลในเวลาเดียวกันว่าทำไมผมต้องส่งเขาลงสนาม” แลมพาร์ด กล่าวหลังเกมที่เอาชนะ “เดอะ เทอเรียร์”

ดังนั้น ผมต้องทำมันด้วยวิธีที่ถูกต้อง และ พยายามดึงสิ่งดีที่สุดออกมาจากเขาให้ได้ ผมดีใจกับเขาด้วย

ผมรู้ดีเกี่ยวกับเรื่องที่ผ่านมา และรู้ถึงแรงกดดันในการย้ายมาที่นี่ ผมยังรู้ด้วยว่าเขาเล่นดีแค่ไหนในช่วงซัมเมอร์ (ฟุตบอล คอนคาเคฟ โกลด์ คัพ กับ ทีมชาติสหรัฐฯ) 

เมื่อคุณมาที่พรีเมียร์ลีก คุณต้องรับมือกับแรงกดดันที่ไม่ธรรมดา ดังนั้น ผมพยายามหาทางที่ดีที่สุดเพื่อลดแรงกดดันนี้ให้เขาและให้เขาได้โอกาสลงเล่น

แลมพาร์ด เลือกจะพักนักเตะ ไม่ใช่แค่เรื่องลดแรงกดดัน จากเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งแฟนบอล และสื่อมวลชนเท่านั้น ในเวลาเดียวกัน มันคือการสร้างความ “อยาก” ให้นักเตะต้องการลงสนาม และ ต้องการพิสูจน์ตัวเอง เขา บ่มเพาะ ความรู้สึกนี้ให้กับดาวเตะทีมชาติสหรัฐอเมริกา ตลอดเวลา 1 เดือนเต็ม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจด้วย

คริสเตียน ทำหน้าที่ของเขาอย่างสม่ำเสมอ” แลมพาร์ด กล่าวต่อไป “เขาทำหน้าที่แม้แต่ในช่วงที่เขาเป็นตัวสำรอง เขาสมควรอย่างยิ่งที่จะได้เป็นตัวจริงวันนี้ และ มันเป็นฟอร์มการเล่นที่น่ามหัศจรรย์มาก

ผมรู้ดีว่า เขาเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่เขาต้องกระหายที่จะลงเล่น กระหายที่จะเรียนรู้ และพัฒนาตัวเองต่อไป เขาเพิ่งจะอายุ 21 ปี พอ ๆ กับนักเตะส่วนใหญ่ของเรา และเขาต้องทำงานหนักต่อไป

นี่เพิ่งเป็นก้าวแรกของ เจ้าหนูวัย 21 ปี กับเวทีใหญ่อย่างพรีเมียร์ลีก แม้ปัจจุบัน สิ่งที่ แลมพาร์ด พยายาม “บ่มเพาะ” มามันจะเป็นรูปเป็นร่าง และอาจจะเป็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมกว่านี้ได้ในอนาคต แต่สุดท้าย สิ่งที่เขาเป็นมันก็อยู่ที่ตัวเองด้วย ว่าจะรักษามาตรฐานระดับนี้ไว้ได้นานแค่ไหน

ไวน์วัตถุดิบเหมือนกัน จะถูกหรือแพงต่างกันที่ ระยะเวลาในการหมัก นักเตะคนเดียวกัน จะเป็นนักเตะชั้นดี ชั้นยอด หรือ ตำนาน ก็วัดกันด้วยตัวแปรไม่ต่างจากไวน์ นั่นคือ…ระยะเวลา

ระยะเวลาที่นักเตะคนนั้นจะรักษาฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมไว้ได้…