ได้แต่ยินยอมรับความเจ็บปวด

เกมที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม ระหว่าง แมนฯซิตี้ กับ สเปอร์ส ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดที่ 2 ต้องถือว่าเป็นเกมที่เต็มไปด้วยเรื่องราว และมีเหตุการณ์ให้พูดถึง มากมาย  หากจะลองไล่ลำดับตามไทม์ไลน์

นาที 4  เรือใบนำ 1-0 จากราฮีม สเตอร์ลิ่ง (สถานการณ์เท่ากันทุกอย่าง เพราะสกอร์รวม 1-1)

นาที 7 สเปอร์สตีเสมอ 1-1 จากซอง เฮือง มิน (สเปอร์สเข้ารอบ เพราะนำประตูรวม 2-1 และแมนฯซิตี้ต้องยิงเพิ่มอีก 2 ประตู หากหวังเข้ารอบ) 

นาที 10 สเปอร์สแซงนำ 2-1 จากซอง เฮือง มิน คนเดิม (สเปอร์ส เข้ารอบ และมีประตูรวมนำ 3-1 และแมนฯซิตี้ต้องเจอกับงานโหดแล้ว เพราะต้องยิง 3 ประตู) 

แต่หลังจากนั้น สเปอร์ส ยิงรัว 3 ประตูรวด จาก แบร์นาโด้ ซิลวา นาที 11 , ราฮีม สเตอร์ลิ่ง นาที 21 และเซร์คิโอ อเกวโร่ นาที 59 ( นั่นทำให้ แมนฯซิตี้พลิกมานำประตูรวมเป็น 4-3) 

นาที 73 สเปอร์ส ไล่มาเป็น 3-4 จากลูกโหม่ง แบบก้ำกึ่งจะโดนแขนของเฟร์นันโด้ ยอเรนเต้ ตัวสำรองอีก (ทำให้สเปอร์ส ตีเสมอประตูรวมเป็น 4-4 แต่ไก่จะเข้ารอบเพราะกฏอเวย์โกล) 

เท่านั้นยังไม่พอ ช่วงทดเจ็บ แมนฯซิตี้ ยิงได้จาก สเตอร์ลิ่ง และประตูนี้จะพาพวกเขาเข้ารอบทันที แต่ ทุกอย่างโดนปฏิเสธ เพราะว่า VAR บ่งบอกว่าเป็นลูกล้ำหน้า! 

…สิ้นเสียงนกหวีดจากกรรมการ สเปอร์ส กลายเป็นทีมเข้าสู่รอบรองฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในเกมที่เต็มไปด้วยหลากหลายอารมณ์ความรู้สึก 

“มันเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เราต้องยอมรับมันให้ได้” เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีมแมนฯซิตี้ ยอมรับในความผิดหวัง 

“ผมยังภูมิใจในตัวนักเตะและแฟนๆของทีมนะครับ ผมไม่เคยได้ยินเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่มแบบนี้มาก่อน นับตั้งแต่ผมมารับงานที่แมนฯซิตี้ , แต่ฟุตบอลมันก็เป็นเรื่องที่เกินคาดเดา…”

“โชคร้ายที่ตอนจบ มันเป็นผลการแข่งขันที่ไม่ดีสำหรับเรา แต่ผมก็ขอแสดงความยินดีกับสเปอร์สด้วยนะครับ และขอให้พวกเขาโชคดีในรอบรองฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก” 

“ผมยังสนับสนุน VAR แต่บางทีในมุมมองผม ลูกประตูของยอเรนเต้ อาจจะเป็นลูกแฮนด์บอล  แต่ในมุมมองของกรรมการ มันไม่เป็น …คืนนี้มันเป็นคืนที่ยากลำบาก และพรุ่งนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่หลังจากนี้ไป เราพร้อมจะลุยกันต่อ”  

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้ยังไม่เคยพาเรือใบผ่านเข้ารอบรองเลิศในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้เลย เพราะ 3 ปีที่ผ่านมา ร่วงก่อนตลอด (2016-17 ตกรอบ 16 ทีม  ขณะที่ 2 ซีซั่นหลังสุดตกรอบ 8 ทีม) 

ส่วน เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซืออาร์เจนไตน์ของ สเปอร์ส ออกมายกย่องลูกทีมว่า เป็นวีรบุรุษจากการผ่านแมนฯซิตี้มาได้ และครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ฤดูกาล 1961-62 ที่สเปอร์สทะลุเข้าถึงรอบรองฯ ถ้วยใหญ่ที่สุดของยุโรป

และนับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อรายการจากยูโรเปี้ยน คัพ เป็นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นต้นมา สเปอร์ส ถือเป็นทีมที่ 7 จากประเทศอังกฤษที่ทะลุถึงรอบรองฯ ได้ ต่อจาก แมนฯยูไนเต็ด, แมนฯซิตี้, ลิเวอร์พูล, เชลซี, อาร์เซน่อล และ ลีดส์ ซึ่งกลายเป็นว่า ตัวแทนจากอังกฤษ มีจำนวนเข้ารอบรองฯได้ มากกว่าที่สเปน เคยทำไว้แล้ว 

“ด้วยสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เริ่มจนจบ นักเตะสเปอร์สสมควรได้รับคำชมอย่างสูงจากการผ่านเข้ารอบรอง” เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือสเปอร์สเผย 

“ในช่วงจังหวะดราม่าสุดท้ายของเกม มันมีหลากหลายอารมณ์ ความรู้สึกจริงๆ ความผิดหวังมันถาโถมเข้ามา แต่สุดท้ายการติดสินทุกอย่างก็เปลี่ยน…นี่มันคือเกมที่เหลือเชื่อมากๆ”

สำหรับ สเปอร์ส และ แมนฯซิตี้ ไม่ต้องรอกันนาน เพราะสุดสัปดาห์นี้ ทั้งคู่จะได้เจอกันอีก ในวันเสาร์ที่ 20 เมษายน ในเกมพรีเมียร์ลีก ที่ชัยชนะต่างมีความหมายกับทั้ง 2 ทีมเป็นอย่างมาก และทั้งสองทีมคงจะใส่กันไฟแลบเหมือนเดิม


MOST POPULAR

RELATED POSTS

Thought

“ลายเซ็น” ผิดที่

ไข่มุกดำ

ร็อดเจอร์ส เหลือเพียงทีมระดับ “ท็อป 10” ให้ได้เลือกเท่านั้น และเลสเตอร์ ซิตี้ คือ ชอยส์ที่ดีที่สุดในแง่ “แบรนด์” และชื่อชั้น

Thought

น่าห่วงมากที่พูดว่า “ผมไม่ได้รับบอลคืนหลังที่ดี”

ไข่มุกดำ

ผมเคยเขียนถึง อลิสซง ไปแล้ว 1 ครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อน 26 ส.ค.หลังเกมเล่น “ลูกชิพ” มหัศจรรย์ในแมตช์ชนะไบร์ทตัน 1-0 ในหัวข้อ “อลิสซง ยังต้องพัฒนาอะไร?”

Thought

เหตุผลที่ต้องเป็น ฟาน ไดค์

ลูกแม่กิ่ง

สิ่งที่กองหลังวัย 27 ปีมอบให้แก่ลิเวอร์พูล ไม่ใช่แค่รูปร่างสูงใหญ่ที่พร้อมทะยานขึ้นฟ้าทั้งเพื่อป้องกันและรุกรานคู่ต่อสู้ ไม่ใช่แค่การเป็นคนแรกที่จะเปิดเกมจากแนวรับ ไม่ใช่ลูกเปิดแนวทแยงที่นำไปสู่การสร้างโอกาสในการทำประตู และไม่ใช่แค่การดักบอลในเสี้ยววินาทีสุดท้าย ​แต่เป็นความสงบนิ่งที่เกิดจากความมั่นคง