เรื่องราวที่จะไม่หายไปจากความทรงจำของ ‘แกร์ด มุลเลอร์’ | by SPORTDesk. Team

12 June 2020
857 VIEWS

แม้อาจจะเกิดไม่ทันดู แกร์ด มุลเลอร์ เล่นในสนาม เช่นเดียวกับที่ ไม่ทัน เปเล่, ฟรานซ์ เบคเคนเบาเออร์, โยฮัน ครัฟฟ์ และตำนานอีกหลาย ๆ คน แต่ชื่อของ แกร์ด มุลเลอร์ เป็นหนึ่งในชื่อที่คนดูฟุตบอลต้องได้ยินมาสักครั้งในชีวิต และเมื่อรับรู้เรื่องราวของเขามาแล้วชื่อนี้ก็จะกลายเป็นชื่อทีมลืมไม่ลงไปโดยปริยาย แต่น่าเศร้า ที่เจ้าของเรื่องราวอันยิ่งใหญ่นี้ กำลังลืมเลือนเรื่องราวตัวเองอย่างช้า ๆ ในวัย 74 ปี จากภาวะสมองเสื่อม

ย้อนกลับไปในปี 1979 เจ้าของฉายา ‘เดอร์บ็อมเบอร์’ สร้างสถิติค้างฟ้าในวันที่เขาตัดสินใจอำลา บาเยิร์น มิวนิค ด้วยการทำรวม 552 ประตูให้กับทีม ‘เสือใต้’ พร้อมด้วยสถิติที่ยังคงอยู่มาเกือบครึ่งศตวรรษนับตั้งแต่ปี 1972 เมื่อเขายิงประตูจำนวน 40 ลูกในการเล่นบุนเดสลีกาฤดูกาลเดียว ซึ่งเท่านี้ก็เกิดพอแล้ว ที่ทำให้ชื่อของเขากลายเป็นนักเตะระดับ “ตำนาน” ที่ไม่มีใครเทียบเทียมได้จนกระทั้งทุกวันนี้

ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่เขาค้าแข้งกับบาเยิร์น มิวนิค เขาเปลี่ยนโฉมหน้าทีมแม้วน้อยให้กลายเป็น “เสือใต้” แบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ก่อนการมาของ มุลเลอร์ บาเยิร์น เคยได้แชมป์บุนเดสลีกาเพียงสมัยเดียวเท่านั้นในฤดูกาล 1931-32 แต่ ‘เดอร์ บ็อมเบอร์’ พายอดทีมจากแคว้นบาวาเรียคว้าแชมป์ได้เพิ่มอีก 4 และเมื่อเขาจากไป บาเยิร์น ก็เป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ติดลมบนอยู่ในระดับแนวหน้าของ บุนเดสลีกา ไปแล้ว

ขณะที่ในทีมชาติเยอรมนี เขายังเป็นเจ้าของสถิติอันน่าเหลือเชื่ออย่างการยิงให้ทีมชาติ 68 ประตู จากการลงเล่นทั้งในฐานะตัวจริงและสำรองรวมกันเพียง62 เกม ให้กับเยอรมัน ตะวันตก และเขายังเป็นเจ้าของสถิติการยิงให้ทีมชาติเยอรมนีในฟุตบอลโลก 2 ครั้ง (ฟุตบอลโลก 1970 และ 1974) ถึง 14 ประตู โดยกว่าสถิติของเขาจะโดนทำลายลงต้องรออีกถึง 4 ทศวรรษ ในฟุตบอลโลก 2014 และคนทำลายสถิตินี้ถึงแม้จะเป็นรุ่นน้องในทีมชาติเยอรมนีอย่าง มิโรสลาฟ โคลเซ แต่เขาต้องใช้เวลาในฟุตบอลโลกถึง 4 ครั้งและลงเล่นไปรวม 24 นัด

“หนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลอย่างไม่มีข้อกังขาใด ๆ” คาร์ล ไฮนซ์ รุมเมนิกเก ประธานของบาเยิร์น มิวนิค กล่าว “ปราศจากประตูของเขาแล้ว บาเยิร์น มิวนิค และ ทีมฟุตบอลของเยอรมนี จะไม่มีทางเป็นแบบที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ได้เลย”

แต่แม้จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด แกร์ด มุลเลอร์ ก็ต้องต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่พึงปรารถนาหลายประการ เรื่มจากการต่อสู้กับ พิษสุราเรื้อรัง ที่แม้เขาจะเอาชนะมันมาได้ แต่ก็ต้องเผชิญหน้ากับภาวะสมองเสื่อมแบบช้า ๆ อาการดังกล่าวทำให้กองหน้าผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลจบจนปัจจุบันของทัพอินทรีเหล็ก ต้องเจอภาวะการพูดไม่ได้, เดินไม่ได้ และล่าสุดคือการทานอาหารด้วยตัวเองไม่ได้อีกต่อไป

ในวัย 74 ปี กองหน้าผู้ยิ่งใหญ่ ได้รับการดูแลอย่างดีจาก อุสชี คู่ชีวิตของเขาซึ่งดูแลเขามายาวนานกว่า 50 ปี และมันเป็นเรื่องน่าเศร้า เมื่อเพื่อนเก่าอย่าง ฟรานซ์ เบคเคนเบาเออร์ ไปเยื่ยมเยียนเขา แต่แกร์ด กลับจำเพื่อนของตัวเองและช่วงเวลาที่เคยยิ่งใหญ่มาด้วยกันไม่ได้ และสำหรับแกร์ดแล้วความทรงจำทั้งหมดของเขา กำลังเลือนหายไปเหมือนหมอกในตอนเช้าที่ต้องเจอกับแสงอาทิตย์ที่แรงกล้าขึ้นเรื่อย ๆ

มันน่าเจ็บปวดที่ต้องยอมรับว่า วันหนึ่งเขาจะไม่มีความทรงจำในวันที่เกรียงไกรที่สุดในชีวิตของเขาไปตลอดกาล…และมันน่าเจ็บปวดกว่าที่เมื่อวันนั้นมาถึงแล้ว อีกไม่นานเขาก็จะต้องจากโลกใบนี้ไป

เพื่อไม่ให้มันน่าเศร้าไปกว่านั้น ความทรงจำมากมายถูกปัดฝุ่นและเล่าถึงกันในหมู่เพื่อนของเขา แม้เขาจะจำมันไม่ได้แล้ว แต่อย่างน้อยเรื่องราวนี้ยังคงขับขานและเป็นหลักฐานว่าในเคยเกิดขึ้นจริง และเรื่องราวมันเกิดขึ้นตั้งแต่ที่บาเยิร์น ซื้อเขามาร่วมทีมด้วยเงินเพียง 5,000 มาร์กส์ ในตอนนนั้น หรือราว 92,000 บาท 

ในปี 1966 เขาได้เพื่อนร่วมทีมอย่าง ฟรานซ์ รอธ และหลังจากมื้ออาหารค่ำที่ยาวนาน มิตรภาพของพวกเขาก็เกิดขึ้น และแม้จะผ่านมานานมากแล้ว รอธ พูดถึงเขาสั้น ๆ เพียงยกย่องว่าเขาคือ “กองหน้าชาวเยอรมันที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยมีมา”

“สิ่งที่พิเศษเกี่ยวกับแกร์ด คือเขาสามารถใช้ทุกส่วนของร่างกายจบสกอร์ได้” เขาพูดตามความคิด พร้อมกับหัวเราะออกมา “มันเป็นเรื่องพิเศษมาก ๆ ที่ได้ดูเขาทำแบบนั้น”

ฟุตบอลโลกปี 1970 เป็นปีที่ทำให้ชื่อของ แกร์ด มุลเลอร์ ดังกระฉ่อนถึงแม้ในปีนั้น เยอรมนี จะไม่สามารถคว้าแชมป์โลกมาครองได้เพราะต้องไปพ่ายอิตาลี ในรอบรองชนะเลิศ แต่บรรดานักเตะอังกฤษที่ต้องโดนเยอรมัน ตะวันตก เล่นงานอย่างเจ็บแสบในรอบก่อนรองชนะเลิศ ไม่มีใครลืมความยอดเยี่ยมของเขา

“ผมไม่เคยได้โอกาสจาก อัล์ฟ (แรมซีย์ ตำนานผู้จัการทีมชาติอังกฤษ และเขาทำหน้าที่ในฟุตบอลโลก 1970) ให้เข้าไปในกรอบเขตโทษคู่แข่งเลย” อลัน มัลเลอรี กองกลางทีมชาติอังกฤษในตอนนั้นที่ต้องทำหน้าที่รับมือกับ มุลเลอร์ เป็นด่านแรกกล่าว

“เพราะนั่นมันไกลเกินไปในการรับมือเขา และผมพยายามเอาเขาให้ลงตลอดทั้งเกม

“เขาเป็นชายหนุ่มที่โคตรทรงพลัง ถ้าคนชนเขา คุณจะเด้งออกมาเอง 

“ขาเขาอาจจะดูโก่ง ๆ ทั้งสองข้าง แต่เขามีทักษะที่น่าเหลือเชื่อในการไปอยู่ถูกที่ ถูกเวลา”

และในเกมนั้น เขาก็โชว์ทักษะที่ว่าให้โลกได้เห็น ด้วยการไปโผล่ในกรอบเขตโทษในช่วงต่อเวลาพิเศษ เพื่อวอลเลย์บอลแบบระยะประชิด เป็นประตูชัยให้เยอรมนีผ่านอังกฤษมาได้ 

แม้ในปี 1970 เยอรมนี จะไม่สามารถคว้าแชมป์โลกมาได้ แต่ชื่อของ ‘เดอร์ บ็อมเบอร์’ ก็กลายเป็นที่จดจำ และเขาได้รับรางวัลบัลลงดร์ในปีนั้น ก่อนที่อีก 2 ปีต่อมา เขาจะพาเยอรมนี คว้าแชมป์ยูโร และในปี 1974 เขาจะแก้มือพา “อินทรีเหล็ก” เป็นแชมป์โลกได้ในท้ายที่สุด

หลังจากอำลาบาเยิร์น มิวนิค ในปี 1979 เขาเลือกไปค้าแข้งกับ ฟอร์ตลอเดอร์เดล สไตรค์เกอร์ ในลีกของสหรัฐอเมริกา ว่ากันว่าที่นั่นเองที่ แกร์ด ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเขาใช้มันเพื่อบรรเทาอาการเหงาและคิดถึงบ้าน เขายังมีปัญหาการไม่ชอบพูดคุยกับผู้คน เพราะความไม่คุ้นเคยทางด้านภาษา เชื่อกันว่าปัญหาของมุลเลอร์นั้นเกิดจากการขาดความมั่นใจในตนเอง

แม้หลังจากเลิกเล่นและกลับไปที่เยอรมนีแล้ว อาการติดสุราของเขามิได้บรรเทาลง เขายังคงเล่นเกมการกุศลที่รวมเอาตำนานอย่าง รุมเมนิเก, อูลี่ โฮเนสส์ และ เบคเคนเบาเออร์ มาไว้ด้วยกันพร้อมกับเขาอยู่บ้าง แต่ปัญหาคือ ทุกคนได้กลิ่นแอลกอฮอล์จากตัวเขาแม้จะเป็นในเวลากลางวัน

แม้ในที่สุดเขาจะเอาชนะปีศาจในตัวเองได้และเลิกสุราเด็ดขาด แต่นั่นก็ช้าเกินไป เพราะหลังจากนั้นเขาเริ่มมีอาการทางสมองแล้ว แพทย์เชื่อว่าเขาปล่อยให้แอลกอฮอล์ทำลายเชลล์สมองของเขานานเกินไป โดย ในปี 2011 ระหว่างที่ค่ายฝึกซ้อมในอิตาลี มีรายงานว่าเขาหายตัวไปเป็นเวลา 15 ชั่วโมง เมื่อตำรวจพบเขา เขาก็สับสนและไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และอาการของเขาก็หนักขึ้นเรื่อย ๆ 

ปี 2018 รอธ ที่ยังติดต่อกับเขาอยู่เป็นระยะก็ค้นพบว่าเขามีอาการหนักเกินไปแล้ว

“เขาจมอยู่ในความคิดยาวนานเสมอ” รอธ กล่าว “เขาไม่ได้อยู่ที่นั่น มันยากที่จะมองไปที่เขา…มันยากที่จะเห็นคนที่พิเศษเช่นนี้ในสภาพที่เลวร้ายเช่นนี้

“มันยากมากที่จะคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้น พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งนั้น ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับเขาเพราะมีความทรงจำมากมายที่เรามีร่วมกัน”

แม้ความเข้าใจของมุลเลอร์เกี่ยวกับโลกภายนอกจางหายไปตามกาลเวลา แต่ไม่มีโรคใดสามารถลบสิ่งยิ่งใหญ่ที่เขาเคยสร้างไว้ได้ เพราะหลังจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไร มันก็มีเหตุผลมากมายเหลือเกินที่จะทำให้คนจดจำ แกร์ด มุลเลอร์ ผู้นี้ต่อไป…