มีดสั้น, กริช, ดาบหรือปืนใหญ่?

“ผมเป็นนักรบไม่เลือกอาวุธ ต่อให้เขามีปืนใหญ่ แต่ผมมีมีดสั้น ผมก็ชนะได้ ปืนใหญ่อันตรายระยะไกล ผมก็ต้องเอาชนะในระยะประชั้นชิด”

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสพูดถึงผู้จัดการทีมหลายข่าวด้วยกัน บ้างก็เป็นกุนซือที่เพิ่งรับงาน บ้างก็เป็นกุนซือที่มีงานอยู่แล้วแต่ก็โดนวิจารณ์

กลุ่มประโยคสุดคมด้านบนเป็นของ “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก เฮดโค้ชคนใหม่ของเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ดครับ ซึ่งผมชอบประโยคนี้มาก

เอาเป็นว่า อดีตกุนซือสุโขทัย เอฟซี และสุพรรณบุรี เอฟซี โดนกระแสแฟนบอลตั้งคำถามว่าดีพอแล้วหรือกับการมาคุมอดีตแชมป์อย่างเอสซีจี เมืองทองฯ ทั้งที่ก่อนหน้านี้คุมทีมเล็กมาโดยตลอด

เราเองยังไม่เห็นวิธีการทำทีมของ “โค้ชเบ๊” และจริงอยู่เขาอาจเป็นเฮดโค้ชที่ชื่อชั้นไม่ได้อยู่ในระดับสูง แต่แน่ล่ะว่า เขาเป็นโค้ชที่เคยชินกับการเอาตัวรอดและ “เก็บผลการแข่งขัน”

พูดถึง “ผลการแข่งขัน” แล้ว บางทีมันอาจไม่ได้คล้อยตามกับ “วิธีการเล่น” เสมอไปครับ … ผมหมายถึง แม้คุณจะชนะด้วยสกอร์ในเกม แต่ไม่ได้หมายความว่า “รูปเกม” คุณจะชนะ

นั่นคือสิ่งที่ มิโลวาน ราเยวัช เฮดโค้ชทีมชาติไทยโดนวิจารณ์เช่นกัน จากเกมที่บุกไปเยือนสนามปานาอัด เมืองบาโคล็อด ประเทศฟิลิปปินส์

แฟนบอลไทยพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไปเจอทีมจากเอเชียเล่นเกมรับไม่เป็นไร แต่บอลอาเซียน ขอบุกแบบเมามันทุกเกม”

ผมเข้าใจอยู่อย่างหนึ่งว่าการดูฟุตบอล มันก็เหมือนการเสพอย่างหนึ่ง ซึ่งคุณต้องการความบันเทิง ความบันเทิงนั่นก็คือการเล่นเกมรุก

แต่ผู้จัดการทีมหลายคนไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ “การเอนเตอร์เทน” สิครับ แต่เขามองไปที่การทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ถึงเป้าหมายเป็นหลักเสียก่อน นั่นทำให้ ราเยวัช ไม่ได้ตามใจแฟนบอลด้วยการเนรมิตเกมบุกเมามันให้กับแฟนบอลชาวไทย

ฟุตบอลซูซูกิ คัพ เป็นบอลทัวร์นาเม้นต์ นักเตะหลายคนต้องกรำศึกต่อเนื่อง เดินทางข้ามประเทศ ย้ายไปต่างเมือง แถมผลการแข่งขันในแต่ละนัดมันเชื่อมถึงกันกับโอกาสการเข้ารอบในนัดหน้า

หลังชนะติมอร์ เลสเต ทีมแจกแต้ม ซึ่งคงวัดอะไรไม่ได้ และถล่ม อินโดนีเซีย ยุคที่ไม่เฟื่องฟูนักในบ้าน ไทยต้องออกไปเยือนฟิลิปปินส์ ที่มีสเวน โกรัน อีริคส์สัน ขงเบ้งสวีดิช เป็นนายใหญ่ โดยมี สก็อตต์ คูเปอร์ เป็นสายข้อมูลที่รู้จักมักจี่การเล่นของนักเตะไทยเป็นอย่างดี

กุนซือประเภท “คิดมาก” และกังวลไปที่ผลการแข่งขันก่อน เขาจะให้ความสำคัญกับการทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้เสียประตู ก่อนการบุกขึ้นไปทำประตู และนั่นทำให้ ราเยวัช ติดตั้งระบบ 4-5-1 ให้กับทีมชาติไทยในการบุกไปเยือนบาโคล็อด โดยไม่ใช่ริมเส้นด้านบนอาชีพที่มีความเร็วเลย แต่ส่ง ศุภชัย ใจเด็ด และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ลงสนาม ซึ่งทั้งสองคนสามารถลงมาช่วยเกมรับได้

เกมรับ สำคัญที่สุด กระทั่งแม้ไทยได้ประตูนำก่อน แล้วโดนตีเสมอก็จริง แต่ราเยวัชก็ออกลูกปลอดภัยไว้ก่อนเพราะเชื่อว่าทีมต้องการหนึ่งคะแนนที่สนามแห่งนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

เขามองว่าทีมไม่จำเป็นต้องชนะทุกนัดเพื่อเป็นแชมป์ แต่สุดท้ายขอแค่เป็นแชมป์ก็พอ

แฟนบอลชาวไทยเองก็รัวแป้นคีย์บอร์ดไปที่ ราเยวัช เป็นการใหญ่ ส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่สไตล์ฟุตบอลที่ไม่เอนเตอร์เทนของกุนซือเซอร์เบียรายนี้

กระทั่งเกมล่าสุดนัดตัดสิน เอาชนะ สิงคโปร์ไป 3-0 ซึ่งทีมชาติไทยกับเกมในบ้าน แน่นอนว่า ราเยวัช ต้องพุ่งเป้าไปที่ชัยชนะเป็นหลัก ไทยเล่นตามเกมของตัวเอง และได้สองประตูนำไปก่อนอย่างรวดเร็ว จากการทำเข้าประตูตัวเองของผู้เล่นแดนเมอร์ไลออน และ ลูกยิงสุดสวยของ ศุภชัย แต่สกอร์เจ้ากรรมดันค้างอยู่นานเกิน เพราะไทยก็ลงไปตั้งโซนเกมรับ ส่วนหนึ่งคือการเซฟพลังงาน เพราะอย่าลืมว่านัดต่อไปวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคมคือการไปเยือน บูกิต จาลิล ของมาเลเซีย

ก็ยังโดนกระแสวิพากษ์จากแฟนบอลว่า “เล่นน่าเบื่อ” อยู่ดี ท้ายสุด ประตูที่สามของ อดิศักดิ์ ไกรษร ก็ทำให้แฟนบอลไทยได้เฮส่งท้าย … ซึ่งชัยชนะ 3-0 เหนือหนึ่งในคู่รักคู่แค้นอย่าง สิงคโปร์ แถมทีมยังไม่เสียประตู ว่ากันตามตรงทั้งทัวร์นาเม้นต์เสียไป 3 ประตู

มีจุดบกพร่องในเกมรับอยู่บ้าง ต้องไปปรับแก้ ทุกอย่างยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่สำคัญคือ แชมป์กลุ่มตามเป้าและยังไม่แพ้ใคร … สุดท้ายมันคือผลลัพธ์ที่ได้ผลของเรา ซึ่ง ราเยวัช มองผลลัพธ์ที่สูงกว่านั้นอยู่แล้วคือ “ถ้วยแชมป์”

จะเล่นเอนเตอร์เทนหรือไม่มันคือปัจจัยระหว่างทาง แต่การตัดสินว่าทีมนั้นดีพอหรือเปล่านั่นคือ “ถ้วยแชมป์” เพราะจะได้ถ้วยมาไม่ว่าจะเป็นบอลบุกหรือบอลรับ ถ้าคุณเป็นแชมป์ ก็ไม่มีใครมาวิจารณ์คุณได้

การวิจารณ์บอลเชิงรับของ ราเยวัช ในวงการฟุตบอลไทย แทบจะคล้ายกับการวิจารณ์การทำทีมของ โจเซ่ มูรินโญ่ ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ทุกคนทราบดีกับสไตล์การเล่นอันน่าเบื่อของ “ปีศาจแดง” ที่ทรงบอลดูเหมือนไม่ได้ซ้อมกันมาก่อน และปล่อยให้คู่ต่อสู้บุกเข้าใส่แทบทุกเกม

แต่สุดท้าย กุนซืออย่างมูรินโญ่ก็ยังแก้เกมเอาตัวรอด คว้า 1 แต้มกับเชลซีชนิดเกือบชนะ (แถมเป็นผู้เปิดจุดอ่อน “ซาร์รี่บอล” ของเมาริซิโอ ซาร์รี่ ให้ชาวโลกได้รับรู้ ก่อนสเปอร์ส จะเป็นผู้จี้แผลนั้นออกมา) และยังมีเกมชนะ ยูเวนตุส ถึงตูรินแม้รูปเกมเป็นรอง

ช่วงเวลานั้น มูรินโญ่ดูหล่อมาก แม้ทราบกันดีว่ารูปเกมยังไม่ได้รับการแก้ไข ทุกอย่างยังดูไม่ลงตัว การเล่นเป็นทีมยังไม่เกิด สไตล์การเล่นยังไม่ถูกใจแฟนบอล แต่เขาสามารถนำ “ชัยชนะ” มาสู่ทีมได้

มูรินโญ่รอดพ้นเสียงก่นด่าไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง กระทั่งเสียงนั้นกลับมาอีกครั้งในเกมแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หมดรูป และล่าสุด เสมอ คริสตัล พาเลซ 0-0 ชนิดสมควรแพ้

ซึ่งแฟนบอลเองไม่ได้วิจารณ์คุณเรื่องสไตล์การเล่น “เสียทีเดียว” หากคุณสามารถเก็บผลการแข่งขันได้ แต่แน่นอน ถ้าคุณไม่ได้ผลการแข่งขันที่ต้องการ นั่นคือความล้มเหลวของคุณ ที่สำคัญกว่ารสชาติการเล่นฟุตบอลว่าเอนเตอร์เทนหรือไม่

สุดท้ายก็อย่างที่ “โค้ชเบ๊” พูด ซึ่งถูกทุกอย่างครับ ต่อให้คุณจะออกไปรบแบบไหนถืออาวุธชนิดใดก็ตาม แล้วรบแบบทัพหน้าไล่ล่าฆ่ามัน หรือคอยโจมตีแบบกองโจร มันสำคัญที่คุณชนะศึกหรือเปล่าเท่านั้นเอง

เพราะสุดท้ายหลังจบการรบไม่มีใครสนใจเท่าไหร่หรอกครับว่าคุณออกไปรบสไตล์ไหน เขาสนใจแค่ว่า “ใครคือผู้ชนะ” และนั่นคือสิ่งที่โค้ชฟุตบอลสนใจมากที่สุด

แนท ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์



MOST POPULAR

RELATED POSTS

Feature

“ลูกไขว้”: บางครั้งชีวิตก็ต้องการ “ศิลปะ”

ไข่มุกดำ

ในเกมอุ่นเครื่อง “ฟีฟ่าเดย์” เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่าง อุรุกวัย – เม็กซิโก จากเมืองฮูสตัน มลรัฐเท็กซัส ซึ่งยอดทีมจากอเมริกาใต้ถล่มชนะไป 4-1 ได้เกิดปรากฎการณ์การเล่น “ขั้นเทพ” จากหลุยส์ ซัวเรซ ขึ้นมา

Thought

ลายเซ็นของติเต้

มาริโน่

ฟุตบอลโลกสี่ปีก่อนถูกวาดฝันว่าจะเป็นคาร์นิวัลใหญ่ที่สุดเพื่อร่วมฉลองแชมป์สมัยที่ 6 ของบราซิล ในฐานะเจ้าภาพ แต่ดันลงเอยด้วยโศกนาฎกรรมอัปยศที่สุดในประวัติศาสตร์ทีมแซมบ้า เมื่อโดนเยอรมันดาหน้าถล่มเละ 7-1 ที่เบโล ฮอริซอนเต้ ในรอบรองฯ

Feature

ทำความรู้จัก ‘โค้ชจอมทุ่ม’ ของทีมหงส์แดง

ลูกแม่กิ่ง

สัปดาห์ก่อนมีข่าวงงๆอยู่ข่าวหนึ่งของทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่ได้สตาฟฟ์โค้ชคนใหม่เข้ามาเสริมทีม ซึ่งในระยะหลังจะเห็นความเคลื่อนไหวในทีมงานของ เยอร์เก้น คล็อปป์บ่อย จนจำไม่ค่อยได้ว่าใครเป็นใครบ้าง