เกาหลีใต้ : เต็งหนึ่งเหรียญทองฟุตบอลชายเอเชี่ยนเกมส์

13 August 2018
274 VIEWS

เหลืออีกเพียงไม่กี่วัน มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ของชาวเอเชียอย่าง “เอเชี่ยนเกมส์” จะอุบัติขึ้นบนผืนแผ่นดินของประเทศอินโดนีเซีย

แน่นอนว่าการช่วงชิงตำแหน่ง “เจ้าเหรียญทอง” คือสิ่งที่ต้องจับตามองของการแข่งขันอย่างปฏิเสธไม่ได้

อย่างไรก็ดีมีอีกหนึ่งสิ่งที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน สิ่งนั้นก็คือการแข่งขัน “ฟุตบอลชาย”

แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ แถมมีให้ชิงชัยเพียงแค่เหรียญเดียว มิหนำซ้ำยังถูกจำกัดอายุของนักกีฬาไว้เพียงแค่ 23 ปี (สามารถส่งนักฟุตบอลอายุเกินได้ 3 คน) รวมทั้งไม่มีการรับรองใด ๆ จากองค์กรฟุตบอลระดับโลกอย่างฟีฟ่าด้วยซ้ำ กระนั้น “ฟุตบอลชาย” ในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ก็เป็นทัวร์นาเมนท์ที่เปี่ยมด้วยศักดิ์ศรีที่ชาติมหาอำนาจในวงการฟุตบอลของทวีปจากโลกตะวันออก ไม่สามารถจะปล่อยระวาง และละสายตาจากมัน โดยมี “เหรียญทอง”เป็น “เป้าหมาย” ที่จำต้องช่วงชิงมาครอบครองให้จงได้

โดยในบรรดาชาติมหาอำนาจทั้งหลายนั้น “เกาหลีใต้” ดูเหมือนจะถูกยกยอปอปั้นให้เป็น “เต็งหนึ่ง” ที่จะคว้า “เหรียญทอง”จากการแข่งขัน

เหตุผลสำคัญมาจากหลายสิ่งด้วยกัน หนึ่งเลยคือศักดิ์ศรีจากการเป็น “แชมป์เก่า” นั่นทำให้พวกเขาได้รับเครดิตที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าชาติอื่น ๆ

สองคือแรงจูงใจ…

แรงจูงใจที่ต้องการลบเลือนความผิดหวังจากผลงานที่ต้องตกรอบแบ่งกลุ่มในฟุตบอลโลกที่ผ่านมา

แม้การเอาชนะ “เยอรมันนี”  ที่มีดีกรีเป็นถึงแชมป์โลกจะสามารถสร้างความสุขให้แฟนฟุตบอลาวเกาหลีใต้และสามารถเอาชนะใจแฟนบอลทั่วโลกที่ได้ชมเกมวันนั้น แต่มันก็ไม่เพียงพอจะเป็น “ความสำเร็จ” ที่สามารถเอาชนะใจแฟนบอลชาวเกาหลีใต้ทั้งหมดไปได้

ภาพในวันที่ขุนพลเกาหลีใต้เดินทางกลับมาถึงบ้านเกิดหลังจากจบศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซียคือข้อบ่งชี้ที่ดี

แม้จะมีแฟนบอลไปรอรับหนาตาด้วยความอบอุ่นที่สนามบิน ทว่ายังคงมีแฟนบอลบางส่วนที่ไม่พอใจ และผิดหวังกับผลงานของทีม ซึ่งล้มเหลวตกรอบแรก ต้อนรับพวกเขาด้วยการปา “หมอน” และ “ไข่” พร้อมโห่ใส่บรรดานักเตะ

เราคงอนุมานได้ว่า “ความสำเร็จ” ในมาตรฐานของแฟนฟุตบอลชาวเกาหลีใต้คงไม่ใช่ผลงานที่ดีเพียงแค่นัดเดียว แต่มันคงต้องเป็นอะไรที่สามารถจับต้องได้แบบเป็นรูปธรรม เช่น ตำแหน่งแชมป์ หรืออาจต้องมีดีกรีติดไม้ติดมืออย่างการที่พวกเขาเคยคว้าอันดับ 4   ในฟุตบอลโลก 2002 และเข้าถึงรอบ 2ในฟุตบอลโลก 2010 รวมถึงคว้าเหรียญทองแดงโอลิมปิก 2012ด้วยการเอาชนะญี่ปุ่นคู่ปรับตลอดกาลได้

ฉะนั้นจากความต้องการที่จะรักษาแผลสดจากการตกรอบแรกฟุตบอลโลก และสร้าง “ความสำเร็จ” ที่จับต้องได้ให้แฟนฟุตบอลได้ภาคภูมิใจ จึงน่าจะกลายเป็นแรงผลักดันให้พวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะคว้า “เหรียญทอง” จากเอเชี่ยนเกมส์ครั้งนี้มากกว่าใคร

สาม คือสภาพความพร้อมของทีมทั้งผู้จัดการทีม ตัวผู้เล่น หรือการเตรียมทีม

สมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ทำการเลือก “คิม ฮัก บอม” กุนซือมากฝีมือวัย 58 ปี ถูกแต่งตั้งให้เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมชุดเอเชี่ยนเกมส์ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

คิม ฮัก บอม คนนี้คืออดีตผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในระดับสโมสรด้วยการพา ซองนัม เอฟซี คว้าแชมป์ เคลีก ปี 2006 และฟุตบอลถ้วยเอฟเอคัพของเกาหลีใต้เมื่อปี 2014 รวมทั้งเขาคือคนที่พาทีมซองนัม เอฟซี เบียดแซง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายเอเอฟซี แชมเปียนส์ ลีก ปี 2015

ในส่วนของตัวผู้เล่นของเกาหลีใต้ก็จัดเต็ม ขนดาวดังในระดับอายุไม่เกิน 23 ปีที่ติดทีมชาติชุดใหญ่ในฟุตบอลโลกมาอย่างครบถ้วน ทั้ง ฮวาง ฮี ชาน จาก เรดส์ บูล ซัลบวร์ก และ อี ซึง วู อดีตเด็กฝึกหัดจากลาร์ มาเซีย ของบาร์เซโลน่า ที่ปัจจุบันเล่นอยู่กับ เฮสลาส เวโรน่า ในอิตาลี รวมทั้ง 2ผู้เล่นกำลังสำคัญของ ชุนบุค ฮุนได แชมป์เคลีกทีมล่าสุดอย่าง คิม มิน แจ และ จาง ฮยุน โฮ

ด้านผู้เล่นอายุเกิน 23 ปี มีทั้ง โจ ฮยอน วู มือหนึ่งจากศึกฟุตบอลโลก และ ฮวาง อุย โจ ดาวยิงฟอร์มฮอตจากกัมบะ โอซาก้า  ที่ คิม ฮัก บอม หวังใช้เป็นทีเด็ดถล่มประตูในแดนหน้า เนื่องจากรู้ใจกันมาตั้งแต่สมัย ฮวาง อุย โจ เป็นดาวยิงอยู่ซองนัม เอฟซี

แต่ที่ดูจะเป็นประเด็นฮอตที่สุดคงหนีไม่พ้นการเรียก “ซน ฮึง มิน” นักเตะที่ดีที่สุดของเกาหลีใต้เข้ามาติดทีมชุดนี้ เนื่องจาก ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของข้อยกเว้นการเกณฑ์ทหารของเขาตามมาทันที

อย่างที่ทราบกันว่าผู้ชายเกาหลีใต้ “ทุกคน” ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป จะต้องเข้ากรมเป็นทหารรับใช้ชาติ 21 – 24 เดือน ตามระยะเวลาของแต่ละกองทัพ สามารถผ่อนผันได้จนถึงอายุ 30 ปี แต่มีข้อยกเว้นสำหรับนักกีฬา โดยนักกีฬาฟุตบอลที่สามารถคว้าเหรียญทองจากเอเชี่ยนเกมส์ หรือเหรียญใดเหรียญหนึ่งจากโอลิมปิกเกมส์ หรือได้อันดับ 4ในฟุตบอลโลกเหมือนเมื่อปี 2002 ก็จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเป็นทหารเกณฑ์รับใช้ชาติ เพียงแค่มารับการฝึกพื้นฐานเบื้องต้นประมาณ 1 เดือนเท่านั้น ซึ่งพาร์ค จี ซอง อดีตกัปตันทีมชาติ หรือ คี ซุง ยอง กัปตันทีมชาติคนปัจจุบันก็เคยได้รับมาแล้ว

สำหรับ ซน ฮึง มิน ในวัย 26 ปี ระยะเวลาผ่อนผันของเขาเหลือน้อยลงเฉกเช่นเดียวกันกับทัวร์นาเมนท์การแข่งขันที่จะทำให้เขาได้รับข้อยกเว้นไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ดังนั้นการตัดสินใจเข้าร่วมทีมในเอเชี่ยนเกมส์หนนี้จึงถูกตั้งคำถามว่าเป็นการตัดสินใจเพื่อคาดหวังว่าจะได้รับข้อยกเว้นดังกล่าวหรือไม่ เนื่องจากเจ้าตัวกำลังมีเส้นทางบนถนนสายลูกหนังอันงดงาม และเพิ่งจะต่อสัญญากับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ไปอีก 5 ปี หากต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารมันก็จะส่งผลต่ออาชีพของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กระนั้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม การได้ ซน ฮึง มิน มาร่วมทีมครั้งนี้ถือได้ว่าเกาหลีใต้ได้ “อาวุธหนัก” ที่ช่วยยกระดับให้พวกเขาดูเหนือกว่าคู่ต่อสู้แทบทุกทีมในเอเชี่ยนเกมส์ก็ว่าได้

ฉะนั้นจากศักดิ์ศรีความเป็น “แชมป์เก่า” รวมถึงแรงจูงใจในการแข่งขัน และชื่อชั้นของนักเตะที่ดูมีประสบการณ์และแข็งแกร่งกว่าชาติอื่น ๆ เกาหลีใต้จึงถูกยกให้เป็น “เต็งหนึ่ง” ที่จะคว้า “เหรียญทอง” ฟุตบอลชายเอเชี่ยนเกมส์ที่ประเทศอินโดนีเซียไปโดยปริยาย

แต่เมื่อการแข่งขันมาถึง พวกเขาจะสามารถคว้า “เหรียญทอง” สมัยที่ 5 มากที่สุดเหนือผู้ใด และเป็นครั้งแรกที่สามารถทำได้ 2 สมัยติดต่อกัน ได้หรือไม่นั้น…อีกไม่นานเกินรอเราก็จะได้รู้คำตอบกัน