เสียงเชียร์ (แท้จริง) หายไปความได้เปรียบในบ้านหายตาม

31 May 2020
151 VIEWS

ประเด็น ความได้เปรียบจากการเล่นในบ้าน คือ อีกเรื่องหนึ่งนะครับที่ควรถก เพราะสถิติจาก 3 เกมแรกบุนเดสลีกามันช่างน่าตกใจยิ่งนัก

27 นัด เจ้าบ้านชนะ 5 (18.5%), เสมอ 10 (37.0%), ทีมเยือนชนะ 12 (44.4%) โดยเจ้าบ้านยิงได้ 35 ประตู ขณะที่ผู้มาเยือนกดไป 49 ประตู

เทียบเคียงกับก่อนหยุดพักเพราะโควิด-19 ที่เจ้าบ้านมีเปอร์เซนต์ชนะสูงถึง 43.3% (ชนะ 97 จาก 224 แมตช์) มันจึงช่างห่างไกล

ครับ เรากำลังพูดถึง ก่อนโควิด-19 กับตัวเลข 43.3% และหลังที่ 18.5% อันทำให้มีการพูดกันเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ว่า Home Advantage หรือความได้เปรียบได้ในฐานะเจ้าบ้านนั้น Gone!

แน่นอนครับ พรีเมียร์ลีก, ลาลีกา และกัลโช่ เซเรียอา ที่เตรียมจะกลับมาเตะในเดือน มิ.ย.จำต้องศึกษา และหาวิธีการ หรือกลยุทธ์ในการต่อสู้ไม่ว่าจะในฐานะเจ้าบ้าน หรือทีมเยือนเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบให้ได้

อย่างไรก็ดี การพูดถึงความ “ได้เปรียบ” ของเจ้าบ้าน (host/home team) หรือ “เสียเปรียบ” ของทีมเยือน (away team) แท้จริงแล้ว “แก่น” หรือ Essence ของมันอยู่ตรงไหน?

สภาพสนามไม่ว่าจะพื้นผิวความแข็ง/อ่อน, ลักษณะหญ้า หรือขนาดไซส์สนาม หรือห้องแต่งตัว หรือบรรยากาศทั้งหลายแหล่นั้นจัดเป็น Fixed Assets หรือสินทรัพย์นิ่ง ๆ ไม่เคลื่อนที่ คาดเดา คาดหมาย ประเมินการก่อนแข่ง และเตรียมการ เตรียมตัวรับมือไว้ก่อนได้ ก็ไม่น่าจะมีประเด็นมากใช่ไหม!?

ตอบ: ก็น่าจะใช่

ทีนี้ประเด็นมันคืออะไรล่ะ?

“เสียงเชียร์” จากแฟนนั่นไงครับ ยกตัวอย่างที่ ซิกนัล อิดูน่า ปาร์ค เกม Der Klassiker ที่ผ่านมาซึ่งดอร์ทมุนด์แพ้ให้กับผู้มาเยือนเสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค ไป 0-1

Yellow wall กำแพงกองเชียร์เสื้อสีเหลืองไม่มี และขาดมนต์ขลังกับพลังในสนามความจุ 80,000 คนไปแบบสูญหายไปเลย

มันก็คงเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ ดอร์ทมุนด์ ของลูเชียน ฟาฟร์ ทำอย่างไรก็เร่งไม่ขึ้น โดยเฉพาะครึ่งเวลาหลัง…หรือเปล่า?

คำตัดสินก่อนนาทีที่ 60 จังหวะ เออร์ลิง ฮาร์ลันด์ แตะขวากดด้วยซ้ายไปติดข้อศอกกับแขนของ เจอโรม บัวเต็ง ที่ลื่นล้มตัวลงนอนขวางทิศทางบอล และแขนไปบล็อกบอลในจังหวะสุดท้ายที่เห็นชัด ๆ ว่า วิถีลูกหนัง “เข้ากรอบ” และมีสิทธิ์ตุงตาข่ายไม่น้อยกว่า มานูเอล นอยเออร์ จะเซฟได้ (หากไม่มากกว่า)

ปรากฎว่า ผู้ตัดสินไม่เห็น และ VAR ไม่ได้ทำหน้าที่

แน่นอนว่า ผู้เล่นดอร์ทมุนด์เองดัน “ทะลึ่ง” เล่นเตะมุมเร็วเข้าไปอีก ทำให้บอลเฟส 2, 3 ขยับมาแล้ว และจะหยุดเกมเพื่อพิจารณาผลย้อนหลังก็อาจลำบาก

แต่หากมองดี ๆ นะครับ

การที่นักฟุตบอล (ผู้เล่นดอร์ทมุนด์) มีสมาธิในการเล่นฟุตบอลมากกว่าปกติ สามารถตีความได้ว่า นักเตะไม่ได้ play with the crowd หรือเล่น (ตามเสียงเชียร์) กับกองเชียร์ ใช่หรือไม่?

เสริมจุดนี้ คือ เราจะเห็นผู้เล่นโดนแล้วเจ็บนาน หรือโอดครวญในสนามน้อยลง

โวยวาย ทะเลาะกัน โต้เถียงกัน หรือแสดงอาการไม่เห็นด้วยกับผู้ตัดสินก็น้อยลง

ประมาณว่า สมาธิไปอยู่กับลูกหนัง กับเกมมีมากขึ้น นานขึ้น หาใช่ (เล่นละคร) ร่วมกับแฟนบอลแบบที่ผมใช้คำว่า play with the crowd 

สถิติในส่วนนี้ก็คลอดมาแล้วเช่นกันว่า ฟุตบอลในสนามมีเวลาที่นานขึ้น หรือก็คือ “ลูกตาย” และหยุดเวลาที่ไม่ใช่เวลากับเกมฟุตบอลมีน้อยลง

วกกลับมาที่สถานการณ์ บัวเต็ง บล็อกบอลที่มีการวิจารณ์กันหนาหูว่า เพราะไม่มีแฟนบอลในสนามนั่นแหละตะโกน หรือส่งสัญญาณ/สัญลักษณ์กดดันกรรมการ

ให้อย่างน้อยต้องฉุกคิด หรือบีบให้ VAR ต้องทำงาน

ครั้นพอนักบอล concentrate กับเกม และทุกอย่างไปเร็ว เรื่องก็เลยไหลไปเลยตามเลย

ดอร์ทมุนด์ เจ้าถิ่นจึงไม่ได้เปรียบกับสถานการณ์นี้เท่าที่ควรจะเป็นหากเทียบกับการมีกองเชียร์เต็มสนามเหมือนตอนก่อนโควิด-19

เรื่อง “แก่น” ความได้เปรียบของเกมในบ้านผ่านเสียงเชียร์นี้ยังไม่ได้มีส่วนเฉพาะกับเกมในสนาม และผลการแข่งขันเท่านั้น แต่เป็น “อรรถรส” ในการรับชมอีกด้วย

การถ่ายทอดฟุตบอลยุคโควิด-19 ไม่มีคนดูในสนามต้องเปลี่ยนไปชั่วนิรันดร์ และต้องมี Fake Crowd Noise เข้ามาช่วย หรือมี card board เป็นรูปหน้าคนบนที่นั่งในสนามเพื่อความสมจริงยามถ่ายทอดสดกลับมาทางบ้าน

แน่นอนครับ “มุมกล้อง” ออกอากาศก็ต้องปรับให้ close up มากขึ้น จะมาถ่ายมุมกว้าง อัฒจรรย์โล่ง แต่ทะเล้นเปิดเสียงซาวด์กองเชียร์ปลอม ๆ มันก็จะขัดกัน

จะทำทั้งทีก็ต้องทำให้เนียน

มีความเห็นกันอย่างไรครับ? ใส่กันเข้ามาได้เหมือนเดิม และขอบคุณอีกครั้งกับทุกคอมเมนท์เมื่อวานนี้ครับ